๓ ขั้นตอนเพื่อเจริญกุศลยามป่วยไข้

HIGHLIGHTS:
  • ๓ ขั้นตอนที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อเราจะเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ ทรงกุศลธรรมไว้ได้แม้เมื่อยามเจ็บป่วยไข้
  • ให้ทำความเข้าใจว่า “ทุกขเวทนา” ไม่ใช่ “อกุศลธรรม” หรือ “สุขเวทนา” เป็น “กุศลธรรม” เสมอไป ให้แยกแยะให้เห็นความแตกต่างระหว่างเรื่องของทุกขเวทนาหรือสุขเวทนา กับเรื่องของ กุศลและอกุศล ว่าเป็นคนละกองกัน สองกองนี้ไม่เหมือนกัน
  • เมื่อภาวะคือความเจ็บไข้แบบนี้มาถึงเราแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ถ้าเรารักษากุศลธรรมไว้ในใจของเราได้ กุศลธรรมนั้นจะทำความผาสุกให้เกิดขึ้นในใจของเรา สุขเวทนาจะไม่ได้มาครอบงำ กลุ้มรุมอยู่ในจิตของเราได้
  • จะทำอย่างไรให้สามารถที่ทรงกุศลธรรมให้เกิดขึ้นได้แม้กายจะมีทุกขเวทนา?
  • ให้ทำความเหมาะสมในการดูแลที่เหมาะสมของทั้งผู้ป่วยไข้และผู้ที่มาปฏิบัติดูแล (รักษาพยาบาล)
  • ให้ใช้โอกาสในการเจ็บป่วยไข้นี้เป็นโอกาสในการทำกุศลธรรมมากขึ้น มีโอกาสศึกษาใคร่ครวญธรรมะ และยังเป็นโอกาสที่ให้เกิดการดูแล การพยาบาล การรักษาที่เกิดขึ้นไปตามธรรมได้

บทคัดย่อ

 

๓ ขั้นตอนที่จะต้องทำความเข้าใจเพื่อเจริญกุศลเมื่อยามที่เราเจ็บป่วยไข้

 

ขั้นตอนที่ ๑ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะอยู่ในวัยต้น วัยกลาง หรือในช่วงปลายแล้ว ถ้าคุณมีอาการเจ็บไข้ มีอาการป่วย มีความอาพาธอย่างใดอย่างหนึ่งที่มันหนักมาก ทุกข์กายด้วย ยังทุกข์ใจด้วย สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนก็คือ ให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง “ทุกขเวทนา” กับเรื่องของ “อกุศลธรรม” ให้เข้าว่า “ทุกขเวทนา” ไม่ใช่ “อกุศลธรรม” หรือ “สุขเวทนา” เป็น “กุศลธรรม” เสมอไป

สุขเวทนาอาจจะเป็นกุศลธรรมหรืออาจจะเป็นอกุศลธรรม ในทางเดียวกัน ทุกขเวทนาอาจจะเป็นอกุศลธรรมหรืออาจจะเป็นกุศลธรรมก็ได้ อยู่ที่ว่าเราทำจิตอย่างไร

เพราะเวทนาเป็นสิ่งที่มากระทบจากภายนอก แน่นอนว่าเวทนาที่เกิดขึ้นในภายในก็มี ภายในช่องทางคือ ใจ มีผัสสะใด ๆ มากระทบในใจ บางทีมันเกิดเวทนาขึ้นในภายใน แต่เวทนาที่เกิดขึ้นภายในนั้นก็ยังเป็นอายตนะภายนอกอยู่ดี เป็นธรรมารมณ์ ถ้าเรามีสุข เป็นสุขเวทนาแล้ว แล้วเรากำหนัด ลุ่มหลง เพลิดเพลินมัวเมา สุขเวทนานั้น เป็น อกุศลธรรม ถ้าเรามีทุกขเวทนาแล้ว แล้วเราอดทนได้ ไม่หวั่นไหว มีความมั่นใจ พยายามที่จะอดทน ไม่เก็บกด ทุกขเวทนานั้น เป็น กุศลธรรม

แต่ถ้าเรามีทุกขเวทนาแล้ว เราเกิดเครียด เราเกิดเก็บกด เราอยากจะได้ในสิ่งที่เราไม่ได้มาตอนนี้ มันไม่ได้ เก็บความไม่พอใจไว้ สะสมไว้ ๆ ทุกขเวทนานั้น เป็น อกุศลธรรม ส่วนสุขเวทนา ถ้าเราไม่ลุ่มหลง เพลิดเพลิน เห็นโทษของมัน สุขเวทนานั้น เป็น กุศลธรรม ได้

“...ขอใคร่ครวญให้ดี พิจารณาให้รอบคอบว่า ทุกขเวทนา ไม่ใช่ อกุศลธรรม บางทีเราอยู่สบาย แล้วอกุศลธรรมมันเกิด ถ้าอยู่ลำบาก แล้วกุศลธรรมเกิด พระพุทธเจ้าก็พิจารณาให้อยู่ลำบาก เราไม่ได้หวังที่จะสบายหรือลำบาก แต่เราหวังในกุศลธรรมเกิด ถ้ากุศลธรรมเกิดแล้ว แล้วถ้ามันจะต้องลำบาก ก็ให้ลำบากเถอะนะ...แต่ว่าตอนนี้มันเป็นสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ ความเจ็บไข้ เจ็บป่วย ใครมันอยากจะเจ็บ ใครมันอยากจะปวด ใครอยากจะอาพาธ ไม่มีหรอก ไม่มีใครอยากจะได้สิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าเราจะได้อะไรหรือไม่ได้อะไรด้วยเพียงการอ้อนวอน แล้วใครจะเสื่อมจากอะไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อิฎฐสูตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)
บอกว่า ถ้าลำพังด้วยการอ้อนวอนแล้วก็ได้ มันจะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร มันจะไม่มี ฐานะ ๕ อย่างที่ไม่ว่าจะเป็นเทวดา เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ก็จะไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ ขอของที่มีความเจ็บเป็นธรรมดาว่าอย่าเจ็บเลย ขอของที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาว่าอย่าฉิบหายไปเลย ..ไม่ได้..เป็นฐานะที่ใคร ๆ ไม่พึงได้ ที่เราจะต้องมาเห็นความแตกต่างระหว่างทุกขเวทนาหรือสุขเวทนาก็ตาม หรือความลำบากหรือความสบายก็ตาม แยกออกเป็นกองหนึ่งไว้ทางซ้าย กับเรื่องของกุศลและอกุศลคือกองข้างขวา...กองซ้ายกองขวา สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันอย่าสับสน ให้เรามองข้ามกองซ้ายนี้ไปเลย ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา มองข้ามไปเลยลำบากหรือสบาย...แต่ให้ดูที่กุศลและอกุศล...เขาเจอทุกขเวทนา แต่จิตใจเขามีความสู้ มีกำลังใจ นั่นเป็นกุศลนะ... ทุกขเวทนา มันไม่ใช่อกุศล มันไม่เหมือนกัน ทำความเข้าใจตรงนี้"

ถ้าเผื่อว่าสบายหรือสุขเวทนาแล้วมันจะเกิดอกุศล แต่ถ้าทุกขเวทนาหรือลำบากแล้วมันจะเกิดกุศล สำหรับคนที่เขาสามารถฝึกได้ เขาเลือกได้ แต่คนที่อาจจะยังไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ไข้ ไม่ได้ป่วย คนที่เป็นญาติมาเฝ้าหรือเพื่อนฝูง เห็นเพื่อนเจ็บเพื่อนป่วยเคยคิดรึป่าวว่า แม้ตัวเราก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ ควรแท้ที่เราจะต้องมีความดี มีกุศลธรรม ที่เมื่อภาวะคือความเจ็บไข้แบบนี้มาถึงเราแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นถ้าเรารักษากุศลธรรมไว้ในใจของเราได้ กุศลธรรมนั้นจะทำความผาสุกให้เกิดขึ้นในใจของเรา สุขเวทนาจะไม่ได้มาครอบงำ กลุ้มรุมอยู่ในจิตของเราได้”

 

ขั้นตอนที่ ๒ เมื่อมีความเข้าใจแล้วว่า อกุศลหรือกุศล ข้างหนึ่ง ไม่เหมือน กันกับ เวทนาหรือทุกขเวทนา ลำบากหรือสบาย อีกข้างหนึ่ง จะทำอย่างไรให้สามารถที่ทรงกุศลธรรมให้เกิดขึ้นได้แม้กายจะมีทุกขเวทนา?

ในเรื่องนี้มีตัวอย่างมากมายในสมัยพุทธกาล เริ่มจากพระพุทธเจ้าเองท่านก็ป่วย พระอริยสาวกหลายรูป เช่น พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระคิริมานนท์ พระอนุรุทธะ พระเขมกะ พระวักกลิ พระอัสสชิ พระผัคคุณะ หรือคฤหบดี เช่น สิริวัฑฒคฤหบดี มานทินนคฤหบดี อนาถบิณฑิกคฤหบดี แม้แต่พระเจ้าปเสนธิโกศล ก็ป่วยเจ็บไข้ เป็นอาพาธเกิดขึ้น ในช่วงที่เจ็บไข้ได้ป่วยแต่ละคนแต่ละท่านมีวิธีรักษาจิตอย่างไร มีอุบายไม่ให้ทุกขเวทนานั้นครอบงำจิตของท่านได้อย่างไร

- ศีล มีศีลหรือไม่ในช่วงที่ป่วย แค่เรารักษาศีล ๕ ได้ อันนี้จะเป็นความเบาใจในข้อที่ ๑ บางคนพอเจ็บป่วยแล้วก็ลืมไปมา ฉันมีศีล สับสนระหว่างทุกขเวทนากับอกุศลธรรม ก็เลยลืมไป ลืมไปว่าตนเองมีศีล ก็ถ้าเราแยกออกแล้วว่าทุกขเวทนามันไม่ใช่อกุศลธรรม จะสามารถระลึกถึงศีลของตนในข้อนี้ได้ อันนี้เรียกว่าเป็น “สีลานุสติ” สติมันจะตั้งขึ้นทันที

- ความเบาใจในของที่ ๒, ๓ และ ๔ นั่นคือ การระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ มีความมั่นใจ คือ หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้ว ในหมู่ที่เขาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ การระลึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ นี้ก็เป็น “พุทธานุสสติ, ธรรมานุสติ, สังฆานุสติ

๔ อย่างนี้ คือ ศีล พุทโธ ธัมโม สังโฆ เขาเรียกว่า “โสตาปัตติยังคะ ๔” เป็นความเบาใจ ๔ อย่าง นั่นก็คือ สติ นี่เอง

  • ในเรื่องแรกเป็นเรื่องที่ เจ้าศากยะชื่อ มหานามะ ไปถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ถ้าคนเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นคฤหบดี หรืออุบาสกอุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ที่ฉลาด (คือ ต้องผ่านขั้นตอนในข้อที่ ๑ มาแล้ว)ให้นึกถึงความเบาใจ ๔ ประการ คือ
  • ในกรณีของพระอนุรุทธะ สิริวัฑฒคฤหบดี มานทินนคฤหบดี ท่านระลึกถึง “สติปัฏฐาน ๔” ก็คืออย่างเดียวกัน อนุสติ ๑๐ อย่าง ก็ทำให้เกิดสติปัฏฐาน ๔ อย่าง คุณจะเอาสติปัฏฐาน ๔ อย่าง จะอันใดอันหนึ่ง จะสามารถทำให้สติตั้งขึ้น สติที่ตั้งขึ้นแล้วทำให้ถ้วนถี่รอบคอบ สติปัฏฐานทั้ง ๔ ก็ตามกันมา
  • ในกรณีของพระพุทธเจ้า พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ ท่านทำให้เกิดความ “ปิติ” มีความอาจหาญร่าเริง มีความสบายใจที่เกิดขึ้นจากการใคร่ครวญในหมวดธรรม เจาะเข้ามาใน ธรรมานุสติ ในกรณีของพระพุทธเจ้า ท่านระลึกถึงโพชฌงค์ คือ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม ใคร่ครวญไปในธรรมหมวดที่ชื่อว่า โพชฌงค์ทั้ง ๗ อย่าง มันจะมีความสบายใจ ความบายใจตรงนี้ ปิติตรงนี้ที่เกิดขึ้นมันจะมารักษาจิตของเราไว้ ทำให้ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นทางกายมันจะครอบงำจิตของเราไม่ได้
  • ในกรณีของพระคิริมานนท์ เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าฝากบอกให้พระอานนท์ไปบอกกับพระคิริมานนท์ในเรื่องของสัญญา ๑๐ ประการ เช่น การเป็นความเป็นปฏิกูลในอาหาร การเห็นโลกทั้งปวงโดยความเป็นของไม่น่ายินดี ความเห็นความไม่งามในกาย อนิจจสัญญา มรณสัญญา เป็นต้น เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เราคลายความยึดถือได้ ทำให้เกิดปิติในใจ พอคลายความยึดถือที่จะไปให้ทุกขเวทนานั้นมายึดติดกับจิตขิงเรา มันจะบางลง มันจะจางลง จางลงบางลง มันจะทำให้ไม่ทุกข์หนักมาก ถ้ามันจะครอบงำก็ไม่ครองงำนิดหน่อย หรือถ้าทำดี ไม่ครองงำเลย ก็แยกกันไป ท่านคิริมานนท์มีปิติ มีสุขที่เกิดขึ้นจากการใคร่ครวญธรรมสัญญา ๑๐ ประการนี้ ทำให้จิตใจดีขึ้น เมื่อจิตใจดีขึ้น กายก็ดีขึ้น หายจากโรคได้
  • ในกรณีอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระสารีบุตรและพระอานนท์ไปเยี่ยม ท่านก็เทศน์เรื่องให้คลายความยึดมั่นในอายตนะ ๖ ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่มาใน อนาถปิณฑิโกวาทสูตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)เมื่อได้ฟังธรรมแล้วแม้จะยังละไม่ได้ แต่อนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ทำความเข้าใจ ใคร่ครวญพิจารณาตาม ไม่ยึดมั่นด้วยวิญญาณความรับรู้ เราจะไปรับรู้ทุกขเวทนานี้ได้ต้องมีวิญญาณ ทุกขเวทนาเป็นเวทนาอย่างหนึ่งในขันธ์ ๕ อะไรที่จะไปรับรู้ วิญญาณ ไม่ยึดมั่นในนั้น วิญญาณเป็นอิสระจากการใคร่ครวญ มันก็ทุเลาลง ไม่ให้ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราพระอานนท์ไปเทศน์ให้ภิกษุณีที่แกล้งป่วย เทศน์เรื่องให้เห็นความเป็นอสุภะในกาย ความเป็นของไม่สวยงาม เป็นต้น (สัญญา ๑๐ ประกาาร) ภิกษุณีนั้นก็ใคร่ครวญตาม เห็นธรรมะ เห็นโทษในตน ก็ทำคืนตามธรรม แม้แกล่งป่วยแต่จิตใจก็ดีขึ้น หายป่วยจากไข้คือ ราคะ โทสะ โมหะ

“อุบายทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น จะมารวมกันตรงที่ มีสติตั้งขึ้น”

 

ขั้นตอนที่ ๓ ในเรื่องของอาการป่วยไข้ก็ต้องดูแลรักษากันไป จะหายหรือไม่หายก็ต้องใช้โอกาสนี้ในการที่จะสร้างบุญสร้างกุศล ถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วยมีลูกมีเต้าให้มาดูแลรักษา อันนี้ก็จะเป็นทางบุญของเขา เป็นหน้าที่ ๆ เขาควรจะทำ ทำแล้วก็จะเป็นบุญเป็นกุศลที่จะเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง เราเป็นผู้ป่วยแล้วเราควรจะต้องทำความเหมาะสมในการดูแลที่เหมาะสมได้ ซึ่งในที่นี้จะเป็นในเรื่องของคนที่ป่วยและผู้ที่ไปดูแลด้วย ว่าตัวเราป่วย ให้เขาพยาบาลได้ง่ายมั๊ย แม้ว่าจะไม่หาย แต่ในช่วงที่ยังต้องมีการพยาบาลกัน ก็อย่าสร้างปัญหา จะไม่สร้างปัญหาได้จะต้องปฏิบัติตามดังนี้

    • คนไข้ที่พยาบาลได้ง่ายมีอาการ ๕ อย่าง คือ

       

    • ทำความสบาย หมายถึงรู้ว่าอะไรที่สบาย รู้ว่าอะไรที่มันดี เช่นว่า ถ้ากินของทอดแล้วมันจะไม่ดี ก็อย่างกินของทอด กินเหล้ามันไม่ดีต่อมะเร็งตับ แต่ถ้าไปกินเหล้า อันแสดงว่าไม่รู้จักทำความสบาย ถ้างดกินเหล้า ไม่กินเนื้อสัตว์ อันนี้รู้จะความสบายอยู่
    • รู้ประมาณในความสบายนั้น
    • รับประทานยา
    • บอกอาการไข้ตามความเป็นจริง แก่ผู้พยาบาลไข้ที่มุ่งประโยชน์ คือ บอกอาการไข้ที่กำเริบว่ากำเริบ อาการไข้ที่ทุเลาว่าทุเลา อาการไข้ที่ทรงอยู่ว่าทรงอยู่ อย่าปกปิดไว้
    • รู้จักอดทนต่อความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าจะจับต้องอะไรก็ไม่ได้ เจ็บไปหมด มันจะทำให้การรักษาพยาบาลนั้นทำได้ยาก ทุกขเวทนาจะเกิดขึ้นอย่างไร ต้องรู้จักอดทน จะทำให้การพยาบาลเป็นไปได้ง่าย

“ในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่ ไม่ได้สร้างความลำบาก ความเดือดร้อนให้ใคร เราก็ให้เป็นผู้ที่พยาบาลได้ง่าย อาจจะหายหรือไม่หายก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยให้พยาบาลได้ง่าย”

  1. ถ้ามีคุณสมบัติ ๕ ประการนี้ ผู้ที่มาดูแลคนป่วยนี้สามารถทำได้

    • บุคคลผู้ที่จะมาพยาบาล ผู้ที่จะมาปฏิบัติดูแล ก็จะต้องมีความสามารถ ๕ อย่างนี้คือ

       

    • สามารถที่จะต้องจัดยาได้
    • รู้จักของแสลงและไม่แสลง คือ นำของแสลงออกไป นำของไม่แสลง เข้ามาให้
    • มีจิตเมตตา พยาบาลคนไข้ไม่ใช่เพราะว่าเห็นแก่อามิส เห็นแก่จะเอามรดก หรือจะให้เกิดคนรักใคร่
    • ไม่รังเกียจที่จะนำอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย ของเสีย หรือของคัดหลั่งจากคนป่วยไปทิ้ง
    • สามารถที่จะพูดชักชวนคนไข้ให้มีความอาจหาญ แกล้วเกล้า ร่าเริง ให้มีกำลังใจ ให้ชักชวนที่จะตั้งอยู่ในธรรมได้ ให้มีความเห็นที่ถูกต้อง

“มี ๓ ขั้นตอนนี้ ที่จะทำให้ความเจ็บไข้ได้ป่วยครั้งนี้ อย่างน้อยไม่ได้ทำอกุศลธรรมให้มันเจริญขึ้น แต่ทำอกุศลธรรมให้ลดลง เป็นโอกาสทำให้เกิดกุศลธรรมมากขึ้น ทั้งยังเป็นการที่จะทำให้เรามีโอกาสศึกษาใคร่ครวญธรรมะ และยังเป็นโอกาสที่ให้เกิดการดูแลการพยาบาลการรักษาที่เกิดขึ้นตามธรรมได้”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง