อธิบายพระสูตร - เรื่องของการตรัสรู้

HIGHLIGHTS:
  • การที่จะมีสัมมาสัมพุทโธมาอุบัติขึ้นสักครั้งหนึ่งในโลกนี้ มันเป็นสิ่งที่ยากมาก
  • ในภพก่อนท่านได้ตั้งความปรารถนาความเป็นสัมมาสัมพุทโธเอาไว้นานมาก ปรารถนาแล้วตั้งความเพียรในการที่จะบ่มโพธิญาณให้เต็ม โดยการ ใช้ทาน, ศีล, สมาธิ และ ปัญญา ในการที่จะบ่มโพธิญาณให้เต็ม
  • "ความปรารถนาที่จะเป็นสัมมาสัมพุทธะ อยู่ตรงไหน?"ผู้ที่จะยังมีจิตใจพร่องอยู่ จะเอา"ทาน" มาถมจิตใจที่ยังพร่องอยู่นี้ให้เต็ม ไม่ได้มีจิตใจหวงแหนในสิ่งที่ตัวเองมี"
  • บางทีมีเรื่องที่ให้ต้องเสียชื่อเสียง เขาด่า เขาว่า แต่ก็ไม่ยอมที่จะผิดศีลของตัวเอง ไม่ยอมที่จะทำลายศีล เพราะว่าศีลจะเป็นตัวบ่มโพธิญาณให้เต็ม ก็รักษาเอาไว้อย่างดี เป็นผู้ที่รักษาคุณธรรมให้ตั้งอยู่ในมรรคตลอด เป็นเวลานาน
  • ทำไมโพธิสัตว์ตอนนั้นถึงตัดสินใจว่า จะทำทุกรกิริยา?
  • ทรงกลับพระทัยฉันอาหารหยาบ
  • ทรงคอยควบคุมวิตก ก่อนตรัสรู้
  • เหตุที่ทำให้สมาธิเคลื่อน ๑๑ ประการ
  • ความฝันครั้งสำคัญ ก่อนตรัสรู้
  • อาการแห่งการตรัสรู้
  • ที่สุดแห่งการท่องเที่ยวของพระองค์

บทคัดย่อ

 

 

 

การที่จะมีสัมมาสัมพุทโธมาอุบัติขึ้นสักครั้งหนึ่งในโลกนี้ มันเป็นสิ่งที่ยากมาก ยากชนิดที่เรียกว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบเอาไว้

เหมือนกับ ผิวของโลกที่ถ้าแบ่งเป็น ๔ ส่วนแล้ว ประกอบไปด้วยน้ำ ๓ ส่วน ดิน ๑ ส่วน ถ้าเผื่อว่าน้ำท่วมทั่วทั้งหมดเลย เป็นน้ำ ๔ ส่วน ไม่มีส่วนที่เป็นดิน มีเต่าตาบอดตัวหนึ่ง ๑๐๐ ปี ถึงจะโผล่ขึ้นมาหายใจอีกครั้งหนึ่ง ความน่าจะเป็นที่เจ้าเต่าตัวนี้จะโผล่หัวขึ้นมา แล้วเอาหัวของมันนี่แทรกเข้าไปในรูซึ่งมีอยู่เพียงรูเดียว ในแอกนี้พอดี มันแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยากมาก ใช้เวลานานมาก โอกาสความน่าจะเป็นที่จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น มันยากขนาดนี้

เอา "ทาน" มาถมจิตใจที่ยังพร่องอยู่นี้ให้เต็ม ไม่ได้มีจิตใจหวงแหนในสิ่งที่ตัวเองมี

ในภพก่อนท่านได้ตั้งความปรารถนาความเป็นสัมมาสัมพุทโธเอาไว้นานมาก ปรารถนาแล้วตั้งความเพียรในการที่จะบ่มโพธิญาณให้เต็ม โดยการ ใช้ทาน, ศีล, สมาธิ และ ปัญญา ในการที่จะบ่มโพธิญาณให้เต็ม"ความปรารถนาที่จะเป็นสัมมาสัมพุทธะ อยู่ตรงไหนๆ?"ผู้ที่จะยังมีจิตใจพร่องอยู่ จะเอา"ทาน" มาถมจิตใจที่ยังพร่องอยู่นี้ให้เต็ม ไม่ได้มีจิตใจหวงแหนในสิ่งที่ตัวเองมี

"ศีล" จะเป็นตัวบ่มโพธิญาณให้เต็ม ก็รักษาเอาไว้อย่างดี ให้ตั้งอยู่ในมรรค

บางทีมีเรื่องที่ให้ต้องเสียชื่อเสียง เขาด่า เขาว่า แต่ก็ไม่ยอมที่จะผิดศีลของตัวเอง ไม่ยอมที่จะทำลายศีล เพราะว่าศีลจะเป็นตัวบ่มโพธิญาณให้เต็ม ก็รักษาเอาไว้อย่างดี โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงของตนเอง ที่คนเขาจะด่าจะว่า เป็นผู้ที่รักษาคุณธรรมให้ตั้งอยู่ในมรรคตลอด เป็นเวลานาน

ที่ข้าพเจ้านำมาเล่าให้ท่านผู้ฟัง ในช่วง ๒-๓ วันที่ผ่านมานั้น เป็นประวัติที่พระองค์เล่าเอง ในชาติปัจจุบัน นั่นเองว่า ในชาติปัจจุบันนั้น พระองค์ตอนเด็กมาอย่างไง? โตมาอย่างไร? ทำไมถึงออกบวช? บวชแล้วทำอะไรบ้าง? จุดไหนที่ทำไม่ถูก ทำพลาดไป? จุดไหนที่ทำถูกทำได้? แล้วก็มาบรรลุธรรม ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ตั้งแต่เรื่องของการประสูติ ก็เกิดขึ้นในเดือนวิสาขะ คือ เดือนนี้ ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ถัดมาอีก ๓๕ ปี หลังจากที่ออกบวชเมื่ออายุ ๒๙ ปี ทำความเพียรอยู่ ๖ ปี จนอายุ ๓๕ ปี ท่านก็ได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีตำแหน่งเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเดือนเดียวกันนี้ ถัดมาอีก ๓๕ ปี และในเดือนเดียวกันนี้อีกเหมือนกันว่า ถัดไปอีก ๔๕ ปี ก็ปรินิพพาน ในเดือนวิสาขะ คือ เดือน ๖ นี่แหละ ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเหมือนกัน เป็นวันที่มีการประสูติ, ตรัสรู้ และปรินิพพานในวันเดียวกัน ของเดือนเดียวกัน แต่ว่าต่างปีกัน เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์อันหนึ่ง ในความเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า นับจนถึงบัดนี้ก็ ๒๐๐๐ กว่าปีแล้ว

ในวันนี้ที่เราจะมาระลึกถึง บุคคลที่อุบัติ เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยโลก คือ ถ้าไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าตอนนี้ เราไม่ได้มานั่งกันชิลล์ๆ ฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่ตอนนี้ โลกนี้จะต้องมีสงคราม ที่แผ่ไปเป็นวงกว้าง มีระยะเวลานานเป็นหลายๆร้อยปี ต้องมีลักษณะนั้น เพราะว่ามีการเบียดเบียนกัน จิตใจของคนไม่ใช่จะมามีคุณธรรม จริยธรรม มีศีลธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างที่เรามีกันในปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้ที่มี มันก็ลดลงมากแล้ว แต่มันยังมีอยู่ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ก็อาจจะมีอยู่ อาจจะเพิ่มบ้าง บางจุด บางประเด็น แต่ที่ลดลง ก็มี ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่ายังมีคำสอนของพุทธะอยู่ในการที่จะทวนกระแสตรงนี้ ให้คนจุดประกายขึ้น ในการที่จะทำความดีต่อสู้กับ "เจ้าตัณหา, อวิชชา ต่อสู้กับเจ้าพวกอกุศลธรรมทั้งหลาย"

"เรามาระลึกถึงพระพุทธเจ้า จิตใจแบบนี้เจริญพุทธานุสสติแน่นอน ในวันสำคัญอย่างนี้" เมื่อเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ให้ทราบเรื่องด้วย ให้รู้ถึงเหตุผลด้วยว่า "สิ่งที่เป็นมา เป็นไป ในความเป็นสัมมาสัมพุทโธ เป็นอย่างไร? เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีจิตน้อมมา ระลึกถึง ตั้งอยู่ไว้กับสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตนี้น้อมมาในทางดีแล้ว จิตนี้จะตั้งอยู่ในแดนที่เป็นกุศลธรรม เป็นการเจริญพุทธานุสสติแน่นอน

เรื่องราวที่ท่านได้เล่าเอาไว้ "หลังจากที่ออกบวชแล้ว มาศึกษาหาความรู้กับ อาฬารดาบส และ อุทกดาบส ในการที่จะฝึกความรู้ทางด้านสมาธิให้ดียิ่งขึ้นไป จนกระทั่งได้ถึงฌานสมาธิในขั้นสูง คือ ขั้นที่ ๘ ก็ยังมีความรู้สึกว่า "อันนี้ยังเป็นไปเพื่อความยึดถืออยู่ ยังไม่สามารถที่จะหลุดพ้นจากภพ หลุดพ้นจากความเกาะเกี่ยว ความเป็นสภาวะอยู่ได้ ยังมีความเป็นสภาวะอยู่ ก็จึงออกมาแสวงหาหนทางอื่น"

กระบวนการที่โพธิสัตว์ตอนนั้นใคร่ครวญตรึกตรองนั้น ก็คือว่า จะทำทุกรกิริยาดี หรือไม่?
เพราะว่าอันนี้เป็นวิธีการที่นักบวชในสมัยนั้น ที่เขาแสวงหาการหลุดพ้นเขาจะนิยมทำกันอย่างนี้ เช่น ทรมานตนเองให้ลำบาก ไม่กินข้าวบ้าง กินอาหารนิดหน่อยบ้าง ไม่นุ่งผ้าบ้าง เวลาโกนผม โกนอะไรก็ถอนออกเลย หรือว่าไม่โกนผม โกนหนวด ปล่อยให้มันยาวรกรุงรัง เป็นต้น มีการใคร่ครวญอยู่ว่า จะกระทำทุกรกิริยาดีหรือไม่? ซึ่งความคิดใคร่ครวญของพระองค์ได้เกิดขึ้น โดยเปรียบเทียบกับอุปมาอุปไมย ๓ อย่างด้วยกัน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ

พอเราคิดใคร่ครวญตามกระบวนการนี้ เราจะทราบว่า ทำไมโพธิสัตว์ตอนนั้นถึงตัดสินใจว่า จะทำทุกรกิริยา?"เพราะว่าอุปมาอุปไมย ๓ อย่างนี้

อย่างแรก คือ ไม้สดชุุ่มด้วยยาง และก็ยังแช่อยู่ในน้ำ

อย่างที่ ๒ คือ ไม้สดชุ่มด้วยยาง แต่ว่าไกลออกมาจากน้ำแล้ว ไม่เปียกน้ำแล้ว

อย่างที่ ๓ คือ ไม้แห้งสนิทแล้ว และก็ไกลจากน้ำด้วย

ใน ๓ อย่างนี้ ๒ อย่างแรก คือ ไม้ที่ยังสดอยู่ ยังเปียกอยู่ ยิ่งถ้าแช่น้ำมาด้วย ไม่ต้องพูดถึงว่า จะจุดไฟได้เลย ไม่มีมีทาง ให้ออกมาอยู่นอกน้ำแล้ว แห้งแล้ว แต่เนื้อไม้ยังเปียกอยู่ ยังชุ่มด้วยยางอยู่ ก็ไม่ติดไฟ

อย่างที่ ๓ ก็คือ แห้งแล้ว แห้งทั้งข้างในด้วย แห้งทั้งข้างนอกด้วย
ทั้ง ๓ อย่าง เปรียบเทียบกับบุคคล คือ นักบวช อย่างตัวพระองค์เอง ที่เป็นนักบวชออกมาแล้ว บวชแล้ว แล้วจะบรรลุธรรมได้หรือไม่? ความแห้ง ความเปียกของข้างนอก และข้างใน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ "ความเปียกของข้างนอก" ก็คือ เปรียบเหมือนบุคคลที่ยังมีวัตถุกามอยู่เยอะแยะมากมายไปหมด "ความเปียกข้างใน" คือ พูดถึงกิเลสกาม ต่อให้ข้างนอกไม่มีแล้ว คือ ไม่มีวัตถุกามแล้ว ข้างในยังเปียกอยู่ ยังชุ่มอยู่ ยังมีกิเลสกามอยู่ อันนี้คือ ไม้สดชุ่มด้วยยาง แต่ว่าไกลออกมาจากน้ำแล้ว อย่างที่ ๒

ส่วนอย่างที่ ๓ ไม้แห้ง และไกลจากน้ำ ก็เปรียบเหมือนกับ ทั้งวัตถุกาม กิเลสกามไม่มีแล้ว ในใจก็ไม่มี ภายนอกก็ไม่มี
ในทั้ง ๓ อย่างนี้ ถ้าเผื่อว่า ทำทุกรกิริยา ๒ อย่างแรก ยังไงก็ไม่บรรลุ
หรือถ้าไม่ทำทุกรกิริยา ๒ อย่างแรกอย่างไงก็ไม่บรรลุ ส่วนอย่างที่ ๓ ที่บอกแห้งทั้งข้างนอก ข้างใน ต่อให้ทำทุกรกิริยา อย่างไงก็ต้องบรรลุ ต่อให้ไม่ทำทุกรกิริยา อย่างไงก็ต้องบรรลุ เพราะว่าทั้งข้างนอก และข้างในแห้งอยู่ ไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะทำหรือไม่ทำทุกรกิริยา อันนี้เป็นอุปมาอุปไมยที่เกิดขึ้นกับโพธิสัตว์ตอนนั้น

ท่านผู้ฟังลองคิดใคร่ครวญพิจารณาตามให้มันดีๆ ว่าโพธิสัตว์ตอนนั้นทำไมถึงคิดว่า จะทำทุกรกิริยา? " เพราะว่าการที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ มันจะต้องเอากิเลสภายในออกไปให้ได้ การที่จะเอากิเลสภายในออกไปให้ได้ จะทำทุกรกิริยา หรือไม่ทำ มันไม่เกี่ยว ไม่ได้จะเป็นตัวที่ทำให้กิเลสภายใน มันเหือดแห้งไปได้อย่างไร ก็จึงลองทำว่า มันจะไม่ได้ผล จึงทดลองในการที่จะปฏิบัติในทางที่มันจะไม่ได้ผล ทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น?"ก็เพราะว่า เพื่อให้รู้ อันนี้เป็นเทคนิคในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ คือ ถ้าเราจะพิสูจน์ว่า อะไรที่มันใช่ บางทีเราก็พิสูจน์ว่า อะไรที่มันไม่ใช่ ให้มันหมดทุกกรณี เราก็จะสามารถรู้ได้ว่า สิ่งที่ใช่ มัน คือ อะไร?

นี่ก็เป็นลักษณะการทดลองอันหนึ่งของพระพุทธเจ้าตอนที่ยังเป็นโพธิสัตว์นั้น จึงได้ทดลองกระทำ เรื่องราวที่ทดลองกระทำนั้น เขาเรียกว่า เป็นอัตตกิลมถานุโยค คือ การทรมานตนเองให้ลำบาก ซึ่งการทรมานตนเองให้ลำบากนี้ เป็นสุดโต่งข้างหนึ่ง เป็นลักษณะของความเชื่อที่งมงายในสมัยก่อน อาจจะไม่ได้ประกอบด้วยอริยปัญญา คือ หมายความว่า เขาจะมีความเชื่อว่า "พอเราทรมานตนเองแล้ว เทพเจ้าในเบื้องบนจะได้พอใจในสิ่งที่เรากระทำ แล้วก็จะประทานความสุขให้เรา" เอาความทุกข์ของเราออกไป นี่คือ เป็นสุข หรือทุกข์ที่ผู้อื่นบันดาล โดยการที่เราเหมือนกับมีการบูชายัณห์ ด้วยการทำตัวเองให้ลำบาก หรือว่าการบูชายัณห์ในรูปแบบใดๆ

ถ้าอย่างเป็นฆราวาสอย่างนี้ เขามีทรัพย์ มีสมบัติ ก็เอาทรัพย์สมบัติ แพะ แกะ ไก่บ้างมาบูชา ฆ่ากัน เพื่อเป็นการบูชายัณห์ ถ้าเป็นนักบวชไม่มีทรัพย์สินสมบัติอะไร ก็เอาตนเองนั่นแหละมาทรมานตนให้ลำบาก เพื่อที่จะบูชาตรงนี้ ยังรวมถึงการทำตบะในรูปแบบต่างๆ กลั้นลมหายใจออกเข้า, อดอาหาร คือ เริ่มจากการผ่อนอาหารให้น้อยลง จนถึงอดมันเลย จับท้อง เอามือมาทางด้านหน้าตรงสะดือ ก็ถึงกระดูกสันหลัง หรือเอามืออ้อมไปข้างหลังจับตรงกลางของร่องหลัง ก็ถึงแผ่นท้องด้วย แผ่นท้องกับกระดูกหลังติดกันแนบสนิท เราบางทีจับที่สะดือไม่ต้องพูดถึงว่ามันจะมี six pack กล้ามเนื้อทองอะไร มันเด้งดึ๋งขึ้นมาเป็นไขมัน มันไม่ต้องถึงกล้ามเนื้อท้องด้วยซ้ำ มันถึงไขมันก่อน โพธิสัตว์นี่ท้องไปถึงหลัง ท้องกิ่วขนาดนี้ กล้ามเนื้ออะไรต่างๆ ก็ลีบไปหมด เห็นซี่โครงโหลงเหลงเหมือนท่านกระดูกเดินได้ ปานนั้น ทำความเพียร พอทำความเพียรถึงขนาดนี้ ก็มีความคิดว่า "โห เราทำความเพียรขนาดนี้ ไม่มีใครที่จะทำได้ปานนี้แล้ว ทั้งในอดีตที่ผ่านมา อนาคตข้างหน้า หรือในปัจจุบันนี้ก็ตาม นี่ก็ยังไม่ได้บรรลุธรรมด้วยซ้ำ สงสัยการบรรลุธรรมจะมีโดยประการอื่น"

ก็จึงมีความระลึกขึ้นมา ความระลึกที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ นึกได้ นั่นเอง ตรงนี้ จึงเป็น "สติ" นั่นเอง สติตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่พระองค์สั่งสมมา จึงระลึกขึ้นได้ "อ๋อ ใช่ ตอนเด็กๆ ตอนนั้นไปงานแรกนาขวัญ ช่วงประมาณเดือนนี้ ที่เขาจะมีพิธีมงคลแรกนาขวัญกัน แล้วก็ตอนนั้นโพธิสัตว์นั่งอยู่ใต้ร่มไม้หว้า เขากำลังไปไถนา ไปดูกิจกรรม ไปดูพิธีการอะไรต่างๆ กันอยู่แล้ว ก็เข้าฌาน ๑ ได้ตอนนั้น ก็จึงมีความระลึกถึงเหตุการณ์นั้นได้ว่า "จิตใจแบบนั้น น่าจะเป็นจิตใจที่ทำให้เกิดการตรัสรู้ธรรมได้ และก็มีความแน่ใจเกิดขึ้น" จึงเริ่มที่จะบริโภคอาหาร เพื่อที่จะมาประพฤติตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปด การบริโภคอาหารนั่นก็ไม่ใช่ว่า กินเต็มที่ แต่ว่าพอให้ร่างกายมีกำลังวังชา ไม่อ่อนแอ อ่อนปวกเปียกขนาดนั้น

ในเรื่องของการทำทุกรกิริยา ที่ข้าพเจ้าบอกเมื่อสักครู่ว่า เป็นความเชื่องมงายในสมัยนั้น แล้วก็ไม่ได้มีอริยปัญญา เพราะว่าเขาคิดว่า เป็นการกระทำที่เหมือนกับเป็นการบูชายัณห์ มีการอ้อนวอนด้วยการกระทำแบบนี้ ทีนี้ถ้าเราจะมาเปรียบเทียบกันว่า ถ้าสมมุติว่า เราทำทุกรกิริยาแล้ว มีอริยปัญญา การบรรลุธรรมจะมีขึ้นได้ หรือไม่?

"สมมุติเราทำทุกรกิริยา แล้วก็มีอริยปัญญาด้วย คือ มีมรรค ๘ อยู่ในใจ แต่ว่ากายบางทีมันก็ลำบาก อันนี้ฟังธงให้ว่า สามารถบรรลุได้แน่!! เพราะพระพุทธเจ้าเคยบอกเอาไว้ว่า บางทีเรามีความลำบากทางกายบ้าง แต่ถ้ากุศลธรรมมันจะเจริญในใจ คือ เราสามารถที่จะตั้งอริยมรรคมีองค์ ๘ เอาไว้ได้ ไม่ให้สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมมันเกิดขึ้นในใจของเรา การอยู่ลำบากนั้นดี เป็นความเหมาะสมที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการเนื่องด้วยอริยปัญญา"

ทีนี้พอโพธิสัตว์เลิกในการที่จะทำทุกรกิริยาที่เป็นความเชื่องมงายตรงนี้แล้ว ก็เริ่มหันมาสู่ทางจิต "เอ๊ะ! ว่าจิตจะตั้งไว้อย่างไง ที่บอกว่า "มรรค ๘" ? ตัวพระองค์ก็คิดถึงกระบวนการตรงนี้มาอยู่แล้ว ไล่มาตั้งแต่เรื่องของขันธ์ ๕, เรื่องของอิทธิบาท๔, เรื่องของโพชฌงค์ ๗ คิดใคร่ครวญมาอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนการตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า พยายามจะวางจิตให้มันถูกหลักตามธรรมนี้ โดยการแบ่งความคิดออกเป็น ๒ ฝ่าย

"จิตใจของเรามันไปในลักษณะไหน มันก็จะคิด, พูด และกระทำไปในลักษณะนั้น"
จิตของพระองค์ตอนนี้ ออกบวชต้องการจะบรรลุธรรม ความคิดเป็นไปในลักษณะไหน ก็จึงแบ่งความคิดออกเป็น ๒ ส่วน คือ...
๑) ส่วนที่มันไม่ดี เป็นอกุศล เป็นไปในทางกาม, พยาบาท, เบียดเบียน
๒) ส่วนที่มันดี เป็นกุศล คือ หลีกออกจากกาม, ไม่พยาบาท และไม่เบียดเบียน
"ก็มีสติรู้ชัดว่า ความคิดแบบไหนมันเกิดขึ้น แล้วก็ละสิ่งที่มันไม่ดี ตั้งจิตไว้ในความคิดที่มันจะดี"

ทีนี้พอคิดมากๆแล้ว กายก็เมื่อยล้า เพราะว่าความคิดนี้มันก็เกี่ยวกับระบบประสาท ระบบสมอง บางทีอย่างเรานั่งอยู่เฉยๆ ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ คนที่ทำงาน Office บางทีก็รู้สึกปวดเมื่อย เพราะว่าใช้ความคิดมาก มันก็ยังเกี่ยวกับในระบบร่างกาย ก็จึงมาทำจิตให้หยุดอยู่ในภายใน คือ ไม่คิดอะไร ถ้าคิดแล้วมันจะเมื่อย เหนื่อยล้า ไม่คิด เข้าสมาธิให้ลึกลงไป พูดง่ายๆว่า อย่างนั้น เข้าสมาธิให้ลึกลงไป อันนี้ก็คือ จะเข้าไปในระดับของฌานที่ ๒) แล้ว คือ มีฌานสมาธิที่ลึกขึ้นไปแล้ว ปรากฏว่า ในขณะที่พระองค์มีสมาธิอยู่ตอนนั้น นี้ปฏิบัติความเพียรทางจิตแล้ว สมาธิเสื่อมถึง ๑๑ รอบด้วยกัน

๑) โดยในรอบแรก สมาธิเสื่อมเพราะว่า "มีวิจิกิจฉา" คือ ความเคลือบแคลงสงสัย แก้ใหม่ เอาวิจิกิจฉาออกไป ตั้งสติขึ้นไว้ ไม่ลืมหลงสติ ได้สมาธิกลับคืนมาแล้ว มีใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไปสักระยะหนึ่ง ปรากฏสมาธิเสื่อมอีก คราวนี้ไม่ใช่วิจิกิจฉา แต่เป็นเพราะว่า การไม่ใส่ใจ คือ อมนสิการ

๒) อมนสิการ (ความไม่ทำไว้ในใจ คือ ไม่ใส่ใจ)

๓) ถีนมิทถะ (ความง่วงซึม)

๔) ฉัมภิตัตตะ (ความสะดุ้งหวาดเสียว) บางท่านนั่งสมาธิอยู่แล้ว สะดุ้งขึ้นอย่างนี้ เหมือนคนที่เขากำลังเดินทางอยู่ อยู่ๆ ก็มีคนมาจ๊ะเอ๋!! ก็เลยตกใจขึ้น!! หรือว่ามีคนมุ่งหมายจะมาฆ่า ก็ตกใจ หวาดเสียวขึ้น ทำอย่างไง?ก็แก้ใหม่อีก ไม่ให้เจ้าสิ่งที่มันเป็นอกุศลธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น ปรากฏว่าได้สมาธิดีขึ้นมา ได้สมาธิแล้วมันก็ตื่นเต้นขึ้นมา

๕) อุพพิละ (ความตื่นเต้น) ลักษณะการตื่นเต้น คือ เหมือนกับว่า คนต้องการหาขุมทรัพย์ขุมหนึ่ง แล้วปรากฏคุณไปเจอขุมทรัพย์พร้อมกันทีเดียวตั้ง ๕ ขุม โอ้โห ตื่นเต้นมาก ดีใจมาก สมาธิเสื่อมอีก อ้าวทำใหม่ ปรับใหม่ ทำสมาธิให้ดีแล้ว กับมีความคึกคะนองขึ้นมาว่า "ฉันเก่งกว่าคนอื่นเขา" เป็นความคะนองหยาบ

๖) ทุฏฐุลละ (ความคะนองหยาบ) คราวนี้กับมีความคึกคะนองขึ้นมาว่า "ฉันเก่งกว่าคนอื่นเขา ฉันทำสมาธิได้ดี คนอื่นสู้ฉันไม่ได้!!" สมาธิก็เสื่อมอีก

๗) อัจจารัทธวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดจนเกินไป) สมาธิก็เสื่อมอีก ก็แก้ไขใหม่

๘) อติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป) สมาธิเสื่อมอีก

๙) อภิชัปปา (ความกระสันอยาก)

๑๐) นานัตตสัญญา (ความใส่ใจไปในสิ่งต่างๆ)

๑๑) รูปปานํ อตินิชฌายิตัตตะ (ความเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป)

ทั้งหมด ๑๑ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อสมาธิทั้งสิ้น ที่โพธิสัตว์ตอนนั้น ก็เจอปัญหาเหล่านี้แหละ สมาธิตั้่งขึ้น เสื่อมลงอยู่ทั้งหมด ๑๑ รอบ
พอปรับจิตปรับใจให้ถูกต้องได้แล้ว ก็ยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีก ในการเข้าออกฌานสมาธิทั้ง ๙ ขั้น โดยอนุโลม (เลื่อนจากฌาน๑,๒, ๓,๔...) ปฏิโลม (เลื่อนฌานจาก ๔,๓,๒,๑) ในการที่จะเห็นคุยกับเทวดาอะไรต่างๆ มีญาณทัศนะได้ และในคืนก่อนการตรัสรู้นั้น ก็ได้มีความฝันเกิดขึ้นก็คือ มหาสุบิน ๕ ข้อ และพระองค์ก็ได้ตั้งความเพียรอันไม่ถอยกลับ "ลักษณะความเพียรอันไม่ถอยกลับ" นี้ก็คือ ไม่สำเร็จไม่เลิกกลางคัน และก็ได้รู้ถึงวิชชา ๓ ในคืนนั้น คือ

วิชชาที่ ๑ การที่รู้ถึง "บุพเพสิวาสานุสสติญาณ" การรู้ถึงอดีต ในชาติก่อนภพก่อนว่าเป็นอย่างไงบ้าง?

วิชชาที่ ๒ รู้ถึง "จุตูปปาตญาณ" คือ รู้ถึงอนาคตว่า สัตว์ทำชั่ว ไปอย่างไง? เป็นมาอย่างไง?

วิชชาที่ ๓ รู้ถึง "อาสวักขยญาณ" คือ เห็นความเสื่อมไป เห็นความดับไปได้ของเจ้าอาสวะ รู้อริยสัจ ๔ ขึ้นมาก็บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณขึ้นในวันนั้น ซึ่งวันนั้น คือ วันนี้ ในวันที่เรามาระลึกถึงการตรัสรู้ นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่ง, ระลึกถึงการประสูติ นั่นเหตุการณ์หนึ่ง คนละที่กัน, ระลึกถึงการปรินิพพาน นั่นก็อีกเหตุการณ์หนึ่ง วันเดียวกัน แต่คนละที่กัน คนละปีกัน จิตใจของเราให้มาระลึกถึง น้อมมาในทางเรื่องราวเหล่านี้ "เจริญพุทธานุสสติอยู่" เป็นผู้ที่ชื่อว่า "อยู่ไม่ไกลจากพระพุทธเจ้า", เป็นผู้ที่ชื่อว่า "อยู่ใกล้กับพระพุทธเจ้า" ต่อให้ห่างกันด้วยเรื่องของเวลา ห่างกันด้วยเรื่องของระยะทาง ก็เป็นเหมือนกับผู้ที่อยู่ติดกับชายสังฆาฏิของพระพุทธเจ้า เป็นเหมือนกับผู้ที่มีสัมมาสัมพุทโธอยู่ในใจของเรา เราจะทำพุทโธให้เกิดขึ้นได้ไม่มากเท่ากับสัมมาสัมพุทธะ ไม่ได้เต็มพร้อม เต็มที่ สมบูรณ์เหมือนท่าน นิดหน่อยๆ มันก็ยังดี อาจจะมีบางช่วงบางเวลาที่มีสติไม่ลืมหลง มีกายสงบระงับบ้าง อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ดีแล้ว เราตั้งจิต ตั้งสติของเราให้ดีอย่างนี้ นั่นเป็นผู้ที่ไม่ไกลจากพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่อยู่ใกล้พระพุทธเจ้า นั่นเอง ในวันที่เรามาระลึกถึงพระพุทธเจ้าแบบนี้แล้ว ตั้งจิตไว้อย่างนี้ เป็นบุญ เป็นกุศลแน่นอน

 

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง