ความแตกต่างระหว่างพระเสขะและพระอเสขะในแง่มุมของการเจริญสติปัฏฐาน

  • สติปัฏฐาน ๔ ประการ
  • ความแตกต่างระหว่างพระเสขะและพระอเสขะในแง่มุมของการเจริญสติปัฏฐาน ๔
  • “ปุถุชน” ในความหมายของพระพุทธเจ้า
  • ถ้าทำเป็นส่วน ๆ แล้ว ทำให้มากขึ้น ๆ เจริญให้มากขึ้น มันจะถึงความสมบูรณ์ในทุกส่วน แล้วได้...ได้ในที่นี้นี้ก็คือจะได้เป็นพระอรหันต์ จะถึงที่สุดแห่งทุกได้

 

“บุคคลที่จะชื่อว่าเป็นพระเสขะ เพราะเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ เหล่านี้แล ได้เป็นส่วนๆ.”

ปเทสสูตร ว่าด้วยบุคคลจะชื่อว่าเป็นพระเสขะเพราะเจริญสติปัฏฐานได้บางข้อ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

 

“บุคคลชื่อว่าเป็นพระอเสขะ เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการนี้ ครบบริบูรณ์.”

สมัตตสูตร ว่าด้วยบุคคลจะชื่อว่าพระอเสขะเพราะเจริญสติปัฏฐานครบบริบูรณ์ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

 

สติปัฏฐาน ๔ ประการ คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

  • ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดความพอใจ (อภิชฌา)และ ความไม่พอใจ (โทมนัส) ในโลกออกเสียได้
  • ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ
  • ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ
  • ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดความพอใจ (อภิชฌา)และ ความไม่พอใจ (โทมนัส) ในโลกออกเสียได้

 

จากพระสูตรข้างต้น ท่านพระอนุรุทธะคุยกันกับท่านพระสารีบุตร โดยมีท่านพระมหาโมคคัลลานะฟังอยู่ด้วย ซึ่งประเด็นสำคัญในที่นี้คือ ความแตกต่างระหว่างพระเสขะและพระอเสขะในแง่มุมของพระอนุรุทธะในเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน

เสขะ มาจากคำว่า “สิกขา” คือ ผู้ยังต้องศึกษาอยู่ หรืออีกความหมายหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้คือ อริยบุคลลตั้งแต่ขั้นโสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรค ยังไม่ได้อรหันตผล ถ้าได้อรหัตตผลแล้ว จึงจะเรียกว่า อเสขะ คือ ผู้ที่ไม่ต้องทำการศึกษาในสิกขาอะไรต่าง ๆ จบแล้ว เสร็จกิจเรียบร้อยแล้ว

ส่วนในแง่ของการเจริญสติระหว่างพระเสขะและพระอเสขะนั้นไม่เท่ากัน ความเป็นเสขะมีการเจริญสติอยู่แต่ยังไม่เต็มที่ ทำได้เป็นส่วน ๆ ซึ่งตรงนี้จึงเกิดคำถามที่ยังคาใจบางท่านว่า ที่พูดถึงสติปัฏฐานทั้ง ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม ต้องทำครบทั้งหมดหรือไม่ หรือว่าทำในอันใดอันหนึ่งก็ได้? ซึ่ง ตรงนี้ เป็นคำตอบที่พระอนุรุทธะตอบเอาไว้ คือ ถ้าทำได้แค่บางข้อ ก็ได้เป็นส่วน ๆ ก็ยังไม่บรรลุถึงที่สุด แต่ถ้าทำได้หมดทุกข้อ ทั้ง ๔ ข้อ อันนี้จะบรรลุถึงที่สุด คือ เป็นพระอรหันต์

ที่นี้โดยมากที่เรามักจะได้ยินเวลามีคนถามว่า สติปัฏฐาน ๔ จะต้องทำครบทุกข้อหรือไม่? ข้าพเจ้าก็มักจะพูดว่า เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เอาตรงนั้นทำได้ให้เอาเลย เอาตรงนั้น โดยยกตัวอย่างว่าเหมือนกับเข้ามาในอาคาร จะเป็นเจดีย์ เป็นเมือง หรือบ้านก็ตาม ถ้ามีประตูเข้ามาจากทางด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก เข้ามาจากทั้ง ๔ ทิศ เข้ามาจากประตูใดประตูหนึ่ง ก็ถือว่าเข้ามาได้เหมือนกัน สิ่งที่เราต้องการคือ “สติ” คุณจะได้มาจากการที่เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม แบบไหนก็ได้ถือว่ามีสติแล้วมันแล้ว ซึ่งข้าพเจ้ามักจะตอบตรงนี้ วันนี้ได้มาเจอพระสูตรแล้วที่จะทำให้เรามีความรัดกุมรอบคอบละเอียดละออลงไปว่า ที่บอกว่า “อันไหนก็ได้ ๆ” มันจะได้ไม่เท่ากัน

คือถ้าเราเอาทุกอันเลยได้เลย อเสขะ เป็นพระอรหันต์ ถ้าได้ครบทุกอัน แต่ถ้าเอาซักอันใดอันหนึ่งก็ได้ ก็จะได้ไม่เท่ากันกับได้ทุกอัน จะได้แค่เป็นส่วน ๆ คือ โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรค ได้ไม่สมบูรณ์ไม่เต็มถึงขึ้นอรหันตผล จึงต้องมาทำความเข้าใจเป็นขั้น ๆ ว่าในธรรมะวินัยนี้ระบบบุคคลที่จะมาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า สามารถแบ่งคร่าว ๆ ตามที่เคยได้ยินได้ฟังมา ได้แก่ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี พวกนี้ก็ส่วนหนึ่ง พวกเทวดา มาร พรหม หรือ เป็นมนุษย์ อันนี้ก็ส่วนหนึ่ง ที่นี้เราแบ่งตามการบรรลุธรรม ซึ่งก็จะแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนที่เป็น “ปุถุชน” กับส่วนที่เป็น “อริยะบุคคล” ในส่วนที่เป็นอริยะบุคคลก็แบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ได้เป็น “เสขะ” กับ “อเสขะ”

คำว่า เสขะ นี้เป็นอริยะบุคคลแล้ว ไม่ใช่ปุถุชน ปถุชนดียังไม่เท่าพระเสขะ พระเสขะดียังไม่เท่าพระอเสขะ ซึ่งมาทำความเข้าใจศัพท์คำว่า “ปุถุชน” กัน

“ปุถุชน” ในความหมายที่พระพุทธเจ้าหมายถึงคือ บุคคลที่ไม่ได้สดับ ไม่ได้ฟังธรรมะ ไม่ได้มาสนใจ ไม่ได้จะรู้เรื่องการรักษาศีลคืออะไร ธรรมะของพระอริยะเจ้าคืออะไร เขาจะไม่ได้มาสนใจเรื่องพวกนี้ ต่อให้เขาเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เป็นคนร่ำรวย เป็นข้าราชการระดับสูง แต่ถ้าไม่ได้มีความรู้ความสนใจมาในธรรมของพระอริยะเจ้า

แต่คนที่อาจจะไม่ได้มีรายได้มากมายอะไรแต่ว่า เป็นผู้ที่มีระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง หยั่งลงสู่สัมมัตตะนิยาม มาในสัปปุริสภูมิ (ภูมิของสัตบุรุษ)อันนี้ชื่อว่า เข้าสู่ภูมิของเสขะ

 

ทำอย่างไรจึงจะมาถึงตรงนี้ได้

แค่ว่าเรามีความเชื่อ มีจิตน้อมไปว่า สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยิน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พวกนี้มันเป็นของไม่เที่ยง แค่มีความเชื่อ มีจิตน้อมไปว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เที่ยง แค่นี้คุณเป็น เสขะ แล้ว เป็นโสดาปัตติมรรคแล้ว อยู่บนทางที่จะเข้าสู่ความเป็นโสดาปัตติผล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ จะอายุมาก อายุน้อยเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ไม่เกี่ยว จะเป็นคนฝรั่ง คนไทย ในทะเบียนบ้านคุณจะเขียนว่านับถืออิสลาม พุทธ คริสต์ อะไรไม่ใช่ ไม่เกี่ยว แค่ว่าคุณมีความเชื่อมีจิตน้อมไปแล้วว่า สิ่งที่เราเห็น ได้ยินพวกนี้มีความไม่เที่ยง แค่นี้คุณหยั่งลงสู่ระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง เป็นเสขะแล้ว แสดงว่าคุณมีสติแล้ว ยกตัวอย่างการมีสติในการกินอาหาร กินอาหารที่มีเส้นผมปนมา คิดว่าร้านนี้มันดูสะอาดดีแล้วแต่มันยังมีเส้นผมปนมา คุณเห็นในรูปในเรื่องของกายนั่นเอง มีความเข้าใจว่า นี้มันไม่เที่ยง ปึ๊งตรงนี้ มาจากการที่คุณตั้งสติไว้ในกายได้ แต่เรื่องจิตใจอาจจะยังไม่เห็น เวทนาในกายยังไม่รู้ รู้แค่สิ่งภายนอกเป็นไปในทางกาย นี้เป็นผู้ที่เรียกว่าเห็นกายในกาย เข้าใจแค่ได้บทเดียว บางส่วน ยังไม่ได้พูดถึงจิต กิเลส อะไรไม่รู้ สิ่งที่เป็นธรรมที่บอกความไม่เที่ยงก็เข้าใจอยู่ แต่ก็ยังละไม่ได้ มีความเชื่อเฉย ๆ ยังละไม่ได้ในความยึดถือในสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นไม่ได้ มีความเชื่อว่าที่เรายึดถืออยู่นี้มันไม่เที่ยงหรอก มีจิตน้อมไป คุณเป็นเสขะแล้ว มีสติอยู่ แต่เป็นสติที่ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ละเอียด ยังไม่ได้รอบคอบ ถ้าเปรียบเหมือนก็คือว่าคุณเข้าไปในเรือนหลังหนึ่งที่มีประตู ๔ บาน เข้ามาจากทางประตูเดียว ใช่อยู่ว่าคุณเข้ามาในเรือนแล้ว เปรียบเทียบก็เหมือนว่ามีสติแล้ว แต่ยังไม่ได้ดูไปโดยทั่วเรือนนี้มีอะไร มีประตูทางเข้าออกอื่นมั๊ย ข้างบนเป็นอย่างไร ข่้างล่างเป็นอย่างไร ชั้นใต้ดินมีรึป่าว แล้วซอกมุมตรงนั้นตรงนี้มีอะไรให้ใช้ประโยชน์ได้บ้าง ยังไม่รู้ แค่เข้ามาก่อนในบริเวณด้านนี้เท่านั้น ยังไม่ได้ไปในด้านอื่น ๆ ก็คือเหมือนกับว่า เจริญสติได้เป็นส่วน ๆ ศัพท์ภาษาที่ท่านพระอนุรุทธะใช้คือ “ปเทสะ” หมายถึงว่า โดยบท เป็นบท ๆ และจนวันไหนที่สามารถเจริญทำได้ครบถ้วนบริบูรณ์หมดเลย คือมันเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความบริบูรณ์ สมบูรณ์ที่เกิดจากการเจริญการพัฒนาของเราเหล่านี้ มันก็จะทำให้มีความก้าวหน้าในการที่จะละวางสิ่งที่เป็นตัณหา อวิชชา อุปทาน กิเลส พวกนี้ได้เป็นลำดับขั้น ๆ ลงไป จุดที่เรียกว่า เจริญได้บริบูรณ์ พระอนุรุทธะใช้คำว่า “สมัตตะ” หมายถึงว่า ทำให้ได้บริบูรณ์ สมบูรณ์แบบ

ซึ่งในที่นี้ ถ้ามีคนบอกว่า สติปัฏฐาน ๔ เอาแค่อันใดอันหนึ่งก็ได้ ให้ทำความเข้าใจว่า ได้อยู่ แต่ว่าได้ไม่เต็ม ถ้าที่ได้ไม่เต็ม จะเต็มได้มั๊ย ให้ลองถามตัวเองดูว่า เสขะ กับ ปุถุชน อะไรมันดีกว่ากัน ก็ต้องพระเสขะ และเส้นทางของพระเสขะ ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรค ถ้าเราปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ทำได้เป็นส่วน ๆ แต่ถ้าคุณทำไป ๆ ส่วนนี้บางส่วนนั้นบ้าง มันจะได้รวมกันไปหมด คือ จะก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ปฏิบัติให้ถูก ปฏิบัติถูกก็จะก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ก็ยังดี ๆ กว่าบอกว่าไม่ได้หรอก ทำเป็นส่วน ๆ ไม่ได้ ต้องทำได้ทั้งหมด ซึ่งถ้าพูดอย่างนี้คนที่เขาฟังอาจจะเกิดท้อใจว่า ต้องทำได้ทั้งหมดเลยเหรอ งั้นฉันไม่ทำแล้ว ถ้าไม่ทำซักส่วนเดียวก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทำได้เป็นส่วน ๆ มันดีอยู่แล้ว ดีกว่าไม่ได้ทำเลย เพราะว่าถ้าทำได้เป็นส่วน ๆ ไป ทำได้เป็นส่วน ๆ ไป ต่อไป ๆ มันก็ทำได้สมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้นมาได้

 

“...พระพุทธเจ้าตอนเป็นโพธิสัตว์ ทำทุกรกิริยา มีสติมั๊ย? มีอยู่ แต่ทำไมไม่บรรลุ เพราะได้เป็นส่วน ๆ ทำไมได้เป็นส่วน ๆ ทำไมไม่ทำให้สมบูรณ์ไปเลย? ก็ยังทำไม่ได้ แล้วทำไมทำไม่ได้ถึงยังจะต้องทำ? ก็เพราะยังทำไม่ได้จึงจะต้องทำโดยไม่ได้มีข้ออ้างว่า จะต้องทำทั้งหมดเลยเหรอ ขอเอาไว้ก่อนแล้วกัน ไม่เป็นอย่างนั้น แต่ท่านทำความเพียรอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีคนบอกว่า ถ้าอย่างนั้นแค่เจริญกายอย่างเดียวไม่ได้ ก็ต้องชี้ชัดลงไปที่ว่าไม่ได้นี้คือ ยังไม่ได้ ๆ แต่ถ้าทำได้ซักอันใดอันหนึ่ง นั่นคือกำลังจะได้ทั้งหมด ๆ ต้องทำให้เจริญ ทำให้มาก ความสมบูรณ์บริบูรณ์มันก็จะค่อยมา ซึ่งทิฏฐิความเห็นอย่างนี้มันก็จะไปสอดคล้องลงรับกันกับเรื่องของอนุสสติแบบอื่น ๆ...ถ้าคุณตั้งกายคตาสติอย่างที่ครูบาอาจารย์สอนให้เห็นความเน่าเปื่อยในกาย เห็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เจาะเข้าไปมันเป็นธาตุ ๔ อย่างไร พอเราพิจารณาไป ๆ การที่เราเห็นกายโดยความเป็นของไม่เที่ยง นั่นก็เป็นการเห็นธรรมในธรรม ในกายนั่นแหละ แสดงว่าคุณเจริญกายคตาสติก็มีการเห็นธรรมในธรรมอยู่ในนั้นด้วย แล้วถ้าเวลาที่คุณพิจารณากายไป คุณมีความรู้สึกในกายมั๊ย? รับรู้ได้มั๊ยว่ามันปิติมั๊ย? สุขมั๊ย? นั่นก็เป็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายเหมือนกัน ก็อยู่ในกาย ตรงนี้แหละท่านผู้ฟัง เราเข้าไปมาประตูกายก็จริง ๆ และดูเข้าไปให้ทั่วว่าในบ้านนี้มันมีทางออกตรงไหน ทางออกตรงนี้ก็มี ทางออกทางนั้นก็มี ก็ทำให้เราเห็นได้ว่า อ๋อ! เวทนามันอยู่ในนี้ จิตก็อยู่ในนี้ ธรรมะก็อยู่ในนี้ ตอนแรกที่เข้ามาทำได้เป็นบางบท บางส่วนอาจจะยังไม่เห็นทั้งหมด แต่พอภาวนา ภาวิตาไป คือ พัฒนาทำให้เจริญไป ทำให้รอบคอบไปหมด คนที่จะบรรลุธรรมขั้นสูง (ความเป็นพระอรหันต์) มันจะต้องรอบคอบไปหมด ที่นี้เส้นทางที่เดินมา แต่ละคนก็จะเดินมาทางเส้นทางที่ไม่เหมือนกัน ครูบาอาจารย์บางท่านก็จะชำนาญในเรื่องของทางกาย ท่านก็จะแนะนำมาพิจารณากายแบบนี้นะ ให้ทำอย่างนี้ เห็นผมอย่างนี้ เน่าอย่างนี้ เหม็นอย่างนี้ เพราะท่านชำนาญมาทางนี้ อีกท่านชำนาญมาในการที่เห็นความไม่เที่ยง เห็นความไม่เที่ยงเป็นอย่างนี้ ๆ พิจารณาไป ท่านก็ชำนาญมาทางนี้ แต่พอขึ้นมา ๆ ทำไป ๆ ละเอียดลง ๆ มันจะรวบเข้าหากัน มันจะมาถึงจุดเดียวกัน มันจะมีความกลมกลืนมีความเข้ากันได้สมบูรณ์ ตอนใส่ส่วนผสมก็อยู่ที่ว่าคุณใส่อะไรก่อน คุณใส่อะไรหลัง คุณหยิบขึ้นมาดูคุณเห็นอะไรในส่วนที่มันยังไม่เข้ากัน ทำให้ได้เป็นส่วน ๆ ยังไม่ได้รวมกันทั้งหมด ยังไม่ได้เข้ากันสมบูรณ์บริบูรณ์

 

จากพระสูตรนี้ ปเทสสูตร และ สมัตตสูตร ทำให้เรามีความรอบคอบรัดกุมในเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ว่าใช่อยู่ สติปัฏฐาน ๔ อาจจะเอาอันใดอันหนึ่งก็ได้ แต่พอใช้อันใดอันหนึ่ง ทำไปเจริญไป พัฒนาไป มันจะเห็นทั้งหมดได้ เห็นทั้งหมดนี้แหละที่สำคัญ ถึงจะให้เกิดความเป็น อรหันต์ได้ ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ ถ้าไม่ได้ทำได้ทั้งหมดเลยโดยสมบูรณ์บริบูรณ์จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าทำเป็นส่วน ๆ ไม่ได้ก็คือ จะไม่ได้ถึงความที่สุดแห่งทุกข์ แต่ถ้าทำเป็นส่วน ๆ แล้ว ทำให้มากขึ้น ๆ เจริญให้มากขึ้น มันจะถึงความสมบูรณ์ในทุกส่วน แล้วได้ ได้นี้ก็คือจะได้เป็นพระอรหันต์ จะถึงที่สุดแห่งทุกได้ ตรงนี้จะเป็นจุดหนึ่งที่เราจะตรวจสอบตัวเองได้ว่า สติที่เรายังไม่เต็ม ได้เป็นส่วน ๆ มันอะไรที่เราได้ อะไรที่เรายังไม่ได้ บางคนที่ชำนาญในเรื่องการพิจารณากายมีการเห็นโดยธาตุ ๔ บ้าง มีการเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงบ้าง อาจจะไม่ได้ชำนาญหรือว่าเห็นเรื่องของจิตในจิต คนที่ชำนาญในเรื่องของการดูจิต ไม่ได้เห็นเรื่องกาย แสดงว่ายังมีส่วนที่เรายังไม่เห็น ยังไม่ได้เจริญทำให้มาก ส่วนที่ยังไม่ได้เจริญทำให้มาก ทำให้การบรรลุธรรมของเรายังไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ เรารู้เข้าใจในเรื่องนี้เราก็ทำให้มันสมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้นมา ก็จะทำให้การปฏิบัติของเรามันก้าวหน้าขึ้นมาได้
 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "ปเทสสูตร ว่าด้วยบุคคลจะชื่อว่าเป็นพระเสขะ" เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

อ่าน "สมัตตสูตร ว่าด้วยบุคคลจะชื่อว่าเป็นพระอเสขะ" เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

อ่าน "โลกสูตร ว่าด้วยผู้รู้โลก" เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

ฟัง "เพราะรู้ยิ่งรู้พร้อมจึงหน่ายคลายความยินดี" ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐

ฟัง "ตอบคำถาม-สัมมัตตะ ๑๐ ระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง" ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘