อธิบาย - เวนาคสูตร และ อุปักกิเลสสูตร

HIGHLIGHTS:
  • เหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้ามีผิวพรรณผุดผ่อง มีอินทรีย์ผ่องใส เปล่งปลั่ง เป็นเพราะพระองค์มีที่นั่งที่นอนอันเป็นทิพย์, มีที่นั่งที่นอนอันเป็นพรหม และมีที่นั่งที่นอนอันเป็นอริยะ
  • ที่นั่งนอนอันเป็นทิพย์ คือ เรื่องของฌานทั้ง ๔
  • ที่นั่งที่นอนอันเป็นพรหมณ์ คือ การที่เจริญพรหมวิหาร ๔
  • ที่นั่งที่นอนที่เป็นอริยะ คือ สามารถที่จะละกิเลส คือ ราคะ, โทสะ, โมหะ ถอนออกได้ทั้งหมด
  • การทำสมาธิไม่ได้ที่จะอยู่ในท่านั่งเท่านั้น อยู่ในอิริยาบทใดๆ ก็ได้ ยืน, เดิน,นอน ในฌานทั้ง ๔ ระดับ ถึงแม้ในอรูปสัญญาสมาบัติ ก็สามารถทำได้ ยกเว้น "สัญญาเวทยิตนิโรธ" ต้องนั่งเท่านั้น
  • การบรรลุธรรม ที่เรียกว่า ที่นั่ง, ที่นอนที่เป็นอริยะ ก็สามารถบรรลุได้ในทุกอิริยาบทเหมือนกัน บรรลุธรรมในอิริยาบทไหน ก็เรียก ที่นั่งอันเป็นทิพย์, ที่นอนอันเป็นทิพย์, ที่เดินอันเป็นทิพย์ เป็นต้น
  • วิธีแก้การเสื่อมของสมาธิ ๑๑ ประการ
  • ต้องเห็นโทษของกาม และอานิสงส์ของการหลีกออกจากกาม แล้วเสพให้มันทั่วถึง มาคิดใคร่ครวญในโทษของกามให้มาก เราจะหลุดออกมาจากมันได้
  • รู้จักสังเกตนิมิต เครื่องหมายที่บ่งบอกว่า จิตนั้นเป็นสมาธิ ไม่ใช่ว่าตามนิมิตไป ไม่ใช่ว่าเราตามแสงไป ตามรูปไป หรือตามเสียงไป เราไม่ตามนิมิต เป็นเครื่องหมายเฉยๆ เป็นการบ่งบอกเฉยๆ ของอะไร? ของอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นความสุข คุณต้องแยกก่อน สุขแบบไหน? สุขกาม ทางหู, ทางตา หรือว่าสุขจากในภายใน สุขแบบนี้มันจะต่างกัน เป็นเครื่องหมายที่ต่างกัน แล้วอย่างไง? อันไหนควรทิ้ง เราควรมาใคร่ครวญในโทษของมัน? อันไหนควรมาใคร่ครวญในประโยชน์ ในคุณของมัน? นี่แหละที่เราต้องเห็น นำนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตที่เราตั้งทับไว้แล้วด้วยดี ให้แทงตลอด เพื่อไม่ให้เกิดความข้องขัดในสิ่งดีๆ สิ่งที่ละเอียดๆ ต่อๆ ไป เพื่อให้เราไปต่อได้

บทคัดย่อ

"การบรรลุธรรม ที่เรียกว่า ที่นั่ง, ที่นอนที่เป็นอริยะ ก็สามารถบรรลุได้ในทุกอิริยาบทเหมือนกัน บรรลุธรรมในอิริยาบทไหน ก็เรียก ที่นั่งอันเป็นทิพย์, ที่นอนอันเป็นทิพย์, ที่เดินอันเป็นทิพย์ เป็นต้น"

ประเด็นมันคือ ตรงนี้ที่ว่า ไม่ว่าจะอิริยาบทเดิน, ยืน, นั่ง หรือนอน ก็แล้ว แต่ก็ยังไม่บรรลุ จิตไม่เป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิไปแล้วบางทีก็เสื่อม พวกนี้เราจะแก้อย่างไร?

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้กับท่านอนุรุทธะ พระกิมพิละ ท่านพระนันทิยะ ถึงเรื่องอุปสรรคในการภาวนา อันนี้สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ข้าพเจ้าได้นำเรื่องการเข้าฌานสมาธิ ไล่จากตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ไปจนถึงขั้นที่ ๘ ทำอย่างไงเราถึงจะไล่ไต่ไปตามลำดับ เหมือนกับแม่โค ที่ท่านใช้คำว่า "คาวี" จากภูเขาลูกนี้ กินหญ้าหม่องนี้ ดื่มน้ำที่นี่ จะไปกินหญ้าหม่องใหม่ ดื่มน้ำที่ใหม่ เขาจะต้องรู้จักการที่จะก้าวขาไปให้มั่นคง ตรงที่ยืนอยู่เดิมก็ต้องมั่นคงก่อน ก้าวขาไปมั่นคง ก็สามารถยกเท้าได้ ไม่ข้องขัดอยู่ทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ก็สามารถไปต่อได้ และคนที่ข้องขัดอยู่ คนที่ยังทำตามอำนาจแห่งกิเลสได้อยู่ รู้แล้วว่า อันที่มันดีกว่ามี แต่ก็ยังไปไม่ได้!! ยังติดอยู่ ยังตันตึ๊กอยู่ ยังย่ำอยู่กับที่ ทำผิดก็ทำเหมือนเดิม ๑๐ ปี ๒๐ ปีแล้ว ก็ไม่ก้าวหน้าสักที สมาธิที่เคยได้ เมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว, ๒๐ ปีมาแล้ว ทำไมเดี๋ยวนี้มันไม่ได้ เข้าไม่ได้อีก เป็นเพราะอะไร?

อันดับแรกก่อน สมาธิที่เราได้ ที่เราจะรับรู้ถึงความเป็นสมาธิได้ อันนี้มันจะต้องมีเครื่องหมายบ่งบอก เช่นว่า จิตมันเย็นลงไป ความเย็นนี้้ เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงสมาธิ ปีติ เป็นเครื่องหมายบ่งบอกของสมาธิ สมาธิเป็นสัญญาใช่ไหม? มันก็จะมีเวทนา ที่เกิดจากผัสสะของสัญญานั้นๆ ที่เกิดขึ้น เวทนาที่เกิดขึ้นเป็นปีติบ้าง เป็นสุขเวทนาบ้าง พวกนี้จะเป็น "นิมิต" แปลว่า เครื่องหมาย เครื่องหมายนี่ไม่ใช่ว่า เป็นภาพ เป็นแสง เท่านั้น เป็นอารมณ์ความรู้สึกทุกอย่าง มานั่งสมาธิรู้สึกว่า มันเบา ความเบานั้นเป็นนิมิต เป็นเครื่องหมาย บ่งบอกถึงอะไร?"บ่งบอกถึงว่า จิตเป็นสมาธิแล้ว หรือว่า เวลาที่เรานั่งสมาธิ เราเห็นตัวตนของเรา มันไม่มีตัวตนจริงๆ แต่พอลืมตาออกจากสมาธิมา ทำงานนั่นโน่น หรือว่า กลับบ้านแล้ว ก็ยังรู้สึกว่า "เป็นตัวเรา" มันตันอย่างไงไม่รู้ อารมณ์ตันๆ นั้น ก็เป็นนิมิตที่บอกว่าคุณไม่ได้อยู่ในสมาธิแล้ว "คุณเคลื่อนออกจากสมาธิแล้ว" อันนี้คือ ในทางตรงกันข้าม

ไม่ว่าจะเข้าได้ หรือเข้าไม่ได้ ออกมาแล้ว ก็จะมีเครื่องหมายบอก อยู่ที่ว่า คุณฉลาดในการที่จะมองเห็นไหม? ฉลาดในการที่จะรู้จักไหม? แทงตลอดในนิมิตต่างๆ เหล่านั้นไหม? นี่แหละ คือ เรื่องราวที่พระพุทธเจ้าบอกไว้กับท่านพระอนุรุทธะ เป็นต้น แทงตลอดในนิมิตเหล่านั้นไหม?

ไล่มาตั้งแต่ในเรื่องของกาม ความสุขทางตา, ทางหู มันก็สุขดี สุขแบบว่า กินอาหารอร่อย, ฟังดนตรีเพราะๆ อากาศเย็นๆ แล้วก็มีคนพูดดีๆ ด้วย นอนเตียงนุ่มๆ ที่พราหมณ์วัจฉะเขาคิด อันนี้ก็เป็นความสุขดี เวทนาที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องหมายอย่างหนึ่งใช่ไหม? ว่ามันมีความสุขอยู่ กามสุขนี้ ในขณะที่เราเห็นนิมิต คือ สุขเวทนาที่เกิดขึ้นจากกามสุขนี้แล้ว คุณเห็นเครื่องหมายอื่นไหม? ว่าอะไร? ว่ามันมีโทษ โทษอย่างไง? โทษของกาม มันมีสุขน้อย มีทุกข์มาก "นิมิต" คือ เครื่องหมายของทุกข์นั่น คุณเห็นไหม? ความที่มันไม่เที่ยง โอ๊ย! มันละเอียดไป เอาใหม่ ความที่มันจะต้องพาสิ่งที่โต้แย้ง โต้เถียง ความที่ต้องมีการเบียดเบียน ความที่จะต้องแก่งแย่ง ความอยากของมัน เห็นไหม?

ถ้าเผื่อว่า เราไม่เห็น ตั้งทับนิมิต คือ เครื่องหมายที่บ่งบอกถึงโทษของมันให้อย่างดีแล้ว ไม่ตั้งทับซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตอันตั้งไว้แล้วด้วยดี เราจะไม่เห็นโทษของมัน พอไม่เห็นโทษของมัน ไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก คุณไม่มีทางที่จะหลุดออกจากมันได้ แต่จะเห็นแต่ความสุข เห็นแต่นิมิตที่มันเป็นความสุขอย่างเดียว ชุ่มแช่อยู่ในนั้น ก็ข้องขัดอยู่ในนั้นนั่นแหละ

พระพุทธเจ้าใช้คำนี้ ก็จมอยู่ในนั้น ก็พอใจอยู่แต่ในนั้น กิเลสก็ห่อหุ้มหมด ไม่ต้องพูดถึงกิเลสแบบละเอียดแบบใดๆ กิเลสอย่างหยาบๆ นี้ มันก็เอาเราได้แล้ว แต่ถ้าเผื่อว่าเราสามารถเห็นเครื่องหมายของความที่มันไม่ดี เห็นเครื่องหมายของโทษของมัน

เห็นเครื่องหมายของโทษของกามนี่แล้ว นำมาทำการคิดนึก ตริตรึกให้มาก แล้วอานิสงส์ในการที่จะหลีกออกจากกาม อานิสงส์ของความที่แบบเย็นๆ สงบ ไม่ได้มีอะไรที่ต้องแบบหวือหวา เอาง่ายๆ แค่ว่า คนที่อายุมากๆ หน่อย สัก ๓๐, ๔๐ ขึ้นไป จะเห็นความแตกต่างตรงนี้ได้ชัดเจน

สมัยวัยรุ่น ๑๐ กว่า ๒๐ ต้นๆ ไปเที่ยวเทคอย่างนี้ ฟังดนตรีที่จังหวะมันเร็วๆ กินเหล้า เต้น โอ้โห มัน สนุก แต่พอเริ่ม ๓๐ มันไม่สนุกเหมือนเก่า มันเริ่มปวดหลังบ้าง มันเริ่มอยากอยู่สงบๆ บ้าง นี่ตรงนี้แหละ เราเห็นความแตกต่างแล้ว จิตของเราเริ่มเห็นโทษ เห็นนิมิต เห็นเครื่องหมายของโทษของความสุขที่แบบ ดนตรีมาทางหู การเต้น การเที่ยว การกิน เอ๊ะ! มันไม่ได้สุขแบบเดิมแฮะ อันนี้คือ ลักษณะของอานิสงส์ของการหลีกออกจากกาม เริ่มเห็นตรงนี้ เสพให้มันทั่วถึง มาคิดใคร่ครวญในโทษของกามให้มาก เราจะหลุดตั๊บออกมาจากมันได้ พูดอย่างนี้ถึงจะถูก ซึ่งตรงนี้จะใช้ความอยากไม่ได้ ถ้าเรามีความอยากที่จะได้ความสุขที่ละเอียดลงไป จากที่เป็นกามสุข มาเป็นความสุขที่ละเอียดลงไป เพราะว่าถ้าเรามีความอยากเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นความข้อง มีความข้องขัดในการที่จะหลีกออกจากกามนั้น จะไปก็ไปไม่ได้เพราะมันตัน ทำไมถึงตัน?"เพราะคุณอยาก ความอยาก เขาเรียกว่า "เป็นความกระสันอยาก" อภิชัปปา (ความกระสันอยาก) เป็น ๑ ในธรรม ๑๑ อย่าง

ที่แม้แต่ตัวพระพุทธเจ้าเอง ท่านก็เคยสมาธิเสื่อม ที่แม้แต่ตัวพระพุทธเจ้าเอง ท่านก็เคยสมาธิเสื่อม ท่านได้สมาธิอย่างไง? จิตท่านสว่าง จิตท่านเย็น คำนี้ ท่านบ่งบอกถึงนิมิตตรงนี้ เรียกว่า เป็นการจำแสงสว่าง และการเห็นรูปได้ คำว่า "การจำแสงสว่าง และการเห็นรูปได้ หมายถึง นิมิต การเห็นนิมิต" เครื่องหมายของอะไร? "เครื่องหมายที่บ่งบอกว่า จิตนั้นเป็นสมาธิ ไม่ใช่ว่าตามนิมิตไป ไม่ใช่ว่าเราตามแสงไป ตามรูปไป หรือตามเสียงไป เราไม่ตามนิมิต เป็นเครื่องหมายเฉยๆ ไม่ใช่ให้เราตามมันไป อย่าไปตามนิมิตนั้น อย่าไปแช่อยู่ตรงนั้น อย่าตามแสง อย่าตามรูป แต่นิมิต นั้นเป็นการบ่งบอกเฉยๆ ของอะไร?

ของอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นความสุข คุณต้องแยกก่อน สุขแบบไหน? สุขกาม ทางหู, ทางตา หรือว่าสุขจากในภายใน สุขแบบนี้มันจะต่างกัน เป็นเครื่องหมายที่ต่างกัน แล้วอย่างไง? อันไหนควรทิ้ง

เราควรมาใคร่ครวญในโทษของมัน? อันไหนควรมาใคร่ครวญในประโยชน์ ในคุณของมัน? นี่แหละที่เราต้องเห็น นำนิมิตนั้นให้เป็นนิมิตที่เราตั้งทับไว้แล้วด้วยดี ให้แทงตลอด ท่านผู้ฟัง นำ ๒ พระสูตรมาผสมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความข้องขัดในสิ่งดีๆ สิ่งที่ละเอียดๆ ต่อๆ ไป ดีๆ งามๆ ขึ้นที่เราจะได้ เพื่อไม่ให้เกิดความข้องขัดในสิ่งนั้น ให้เราไปต่อได้

กลับมาประเด็นที่ แม้แต่ตัวพระพุทธเจ้าตอนที่ท่านยังเป็นโพธิสัตว์ เลิกทำทุกรกริยาแล้ว มาแสวงหาโมกขธรรมด้วยการเดินทางสายกลางวิญญาณอันแล่นตามความระลึกได้ รู้แล้วว่า นี้แหละแน่แล้ว คือ หนทางแห่งการตรัสรู้ แต่แม้กระนั้น ก็ยังสมาธิเสื่อมถึง ๑๑ รอบ สิ่งที่ทำให้สมาธิของท่านนั้นตกลงไป อ่อนกำลังลงไป จากที่ดี...เย็น...วาง...นุ่ม ก็หยาบลง มืดตื้อลง ไม่เห็นแสงสว่างเหมือนเก่า เอาเครื่องหมาย ไม่ได้ตามแสงไป ไม่ได้ตามอารมณ์ ความรู้สึกนั้นไป แต่ใช้เป็นเครื่องหมายบ่งบอกเฉยๆ ว่า อะไรมันมี อะไรมันไม่มี เอาแค่แสงสว่าง บางทีก็นุ่มนวลแตกต่างกัน อันนี้บ่งบอกถึง สมาธิที่ต่างกัน ความสุขที่เป็นปีติ ความสุขที่เป็นอุเบกขา หรืออุเบกขาที่ไม่มีสุข พวกนี้คุณสามารถจะรับรู้ถึงความแตกต่าง เห็นนิมิตที่ละเอียดลงต่างๆ เหล่านี้ในฌานขั้นที่ ๒, ๓, ๔ ได้ไหม? เครื่องหมายอะไรต่างๆ บางทีเราก็งงๆ ว่า เอ๊ะ! มันใช่ หรือไม่ใช่อย่างไง? อ้าว! แสดงว่า คุณยังไม่แทงตลอด ยังไม่ได้ตั้่งทับซึ่งนิมิตนั้น อันเป็นนิมิตที่ตั้งทับไว้แล้ว ด้วยดี ยังทำไม่ได้!!

ทำไมมันถึงทำไม่ได้? ทำไมถึงไม่ละเอียด? ทำไมมันถึงยังไม่เห็น ยังไม่รู้ ยังไม่สามารถบ่งบอกความแตกต่างได้ เพราะว่าเจ้า ๑๑ อย่างนี้ ทำไมเราถึงยังข้องขัดอยู่? ไม่เห็นความแตกต่างในขั้นที่มันละเอียดๆ กันขึ้นไป สุขที่เกิดจากอุเบกขา กับสุขที่เกิดจากปีติแบบนี้ มันคนละแบบกัน อุเบกขาที่ไม่มีสุข กับอุเบกขาที่มีสุข มันต่างกัน บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำ ไม่รู้แล้วทำอย่างไงถึงจะให้รู้ ก็ที่ไม่รู้เพราะว่ามันมี ๑๑ อย่างนี้ เราไล่กันไป

พระพุทธเจ้าได้เล่าถึงตัวพระองค์เองว่า ตอนที่พระองค์เป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็เจอปัญหาเหล่านี้ เราเปรียบเทียบกับผู้ปฏิบัติทั่วๆไป อย่างเช่นว่า เวลาที่เราไปนั่งสมาธิ เคยนั่งได้นานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ไม่มีการพัฒนาก็จบไป ใช่ไหม? ทีนี้ พอมาระลึกถึงอยากจะได้อีก ก็มาสงสัยว่า มันคือ อะไรหนอ? ทำไมมันได้ได้หนอ? อันนี้เป็น "วิจิกิจฉา" นี่ข้อที่ ๑)

๒) หรือว่า บางทีเพราะว่า "ไม่ได้ใส่ใจ" ไม่ได้เอาใจใส่ ในการทำ ในการปฏิบัติ ก็เลยทำให้สมาธิที่มันเคยได้ มันไม่ได้ มันเสื่อมไป

๓) หรือว่า สมาธิที่ได้แล้ว บางมันง่วง เกิด"ความง่วงซึม" อันนี้เรียกว่า "ถีนมิทธะ"

๔) หรือบางคนนั่งสมาธิแล้ว อยู่ๆ ตกใจขึ้นมา "ความที่สะดุ้ง ตกใจขึ้นมา" อันนี้เขาเรียกว่า "ฉัมภิตัตตะ" ความสะดุ้ง หวาดเสียว หรือเราเดินๆมาแล้ว มีคนมาจ๊ะเอ๋!! อย่างนี้ ฉันอยู่ของฉันดีๆ มีคนมาจ๊ะเอ๋ ก็เลยตกใจขึ้นมา แบบกระตุกขึ้นมาอย่างนี้ ไม่ต้องสงสัยเลย อันนี้ทำให้เวลาที่มันหลุด กระตุกขึ้นมา มันเป็นความสะดุ้ง หวาดเสียว เพราะว่าจิตเรายังไม่ละเอียด เราก็ทำให้มันละเอียด ฝึกให้ดี ให้มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ทำสมาธิขึ้นได้

๕) บางทีได้สมาธิ "มันตื่นเต้น" ดีใจมาก ความตื่นเต้น ดีใจมาก เป็นลักษณะว่า คุณไปหาขุมทรัพย์ แล้วเจอพร้อมกันทีเดียวตั้ง ๕ ขุม อย่างคนที่ถูกหวย เวลาซื้อๆ ไป ไม่คิดว่า มันจะถูก มันดันถูก โอ๊ย! มันจะดีใจมาก นี่แหละ ลักษณะนี้

๖) ทีนี้ถ้าเผื่อว่า เราข้ามตรงนี้ได้ บางทีเรามีสมาธิ บางทีเราก็คิดว่า "เราดีกว่าคนอื่นเขา" ฉันเจ๋งกว่าเธอ ฉันเป็นเซียนแล้ว เธอยังเป็นคนปุถุชนอยู่ อันนี้คือ ความคะนองอยาก จิตมันหยาบแบบนี้ เราก็ต้องเอาออก ก็ทำความเพียรขึ้นใหม่

๗) บางทีทำความเพียร และ "ทำความเพียรมากเกินไป" จิตก็ไม่เป็นสมาธิอีก ลักษณะความเพียรที่มากเกินไป ก็เป็นหนึ่งในอุปสรรค ๑๑ อย่างนี้ อ้าว ปรับใหม่ ทำความเพียรใหม่

๘) ที่นี้ "ความเพียรดันน้อยเกินไป" ก็ไม่เป็นสมาธิ อันนี้พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับการจับนกกระจาบ ถ้าจับนกกระจาบด้วยมือ ๒ มือ แน่นเกินไป นกก็จะตายในมือ จับหนักเกินไป ก็ไม่ได้ จับนกกระจาบด้วยมือ ๒ มือ หลวมเกินไป นกก็บินหลุดหนีไป ก็ไม่ได้อีก ทีนี้เราต้องการจับจิตให้มันมารวมๆ นิ่งๆ จิตมันไม่ได้เป็นก้อน เป็นตัวๆ เหมือนนก มันค่อยๆ รวบรวมเข้ามาๆ การที่จะให้มันมาอยู่ได้ แรงเกินไป มันก็ตะบี้ตะบันหมด ค่อยเกินไป มันก็หลุดลุ่ยหมด ก็ไม่ได้ ก็ต้องพอดีๆ

๙) "ความกระสันอยาก"

๑๐) "การใส่ใจไปในสิ่งต่างๆ" คิดเรื่องที่ดีก็ตามเถอะ เอาใจใส่ในเรื่อง จะเห็นเลขอะไร จะตีความฝันว่า อย่างไง? จะแก้ปัญหาอย่างไง? เรื่องน่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยกาม, พยาบาท,เบียดเบียนก็ได้ แต่ถ้าเอาใจไปใส่ในเรื่องต่างๆ เหล่านั้นแล้ว มันก็จะทำให้สมาธิมันไม่ลึกลงไป มันจะข้องขัดติดตึ๊กลงไป อยู่ตามจุดต่างๆ ทำให้นิมิตนั้น ไม่เห็นความละเอียด สิ่งที่มันละเอียดลงไป มันไม่ได้

๑๑) เป็น "การเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป" อันนี้จะทำให้ติดอยู่ในขั้นของรูปสัญญาสมาบัติ

 

๑๑ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีความข้องขัด เป็นสิ่งที่ทำให้จิตของเรามันหยาบ จะไม่สามารถเห็นอะไรที่มันละเอียดๆ ของสมาธินิมิตต่างๆ ที่อยู่ในใจของเรา

"เครื่องหมาย" มันมีอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ว่า เราจะเห็นไหม? อยู่ที่ว่า เราจะสังเกตได้ไหม? ที่เราสังเกตไม่ได้ เห็นไม่ได้ ความอยากของจิตมันมีนั้น เพราะอุปกิเลสเหล่านี้ ถ้าเราค่อยๆเอาอุปกิเลสต่างๆเหล่านี้ออกไป ทีละจุด ทีละชิ้น ทีละอัน จิตของเราก็จะมีความละเอียดลง สามารถที่จะเห็นเครื่องหมายต่างๆ แยกแยะได้ สุขจากอุเบกขา สุขจากความคิดนึก สุขจากปีติ ต่างกัน "ความละเอียดลงไปตรงนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้มาก เจริญให้มาก พิจารณาใคร่ครวญ ตั้งทับไว้อย่างดี ให้เห็นอานิสงส์ของธรรมะที่ลึกซึ้งลงไป ให้เห็นโทษของสิ่งที่เราได้มาก่อนหน้านี้ นี่จะเป็นลักษณะของการแทงตลอดในนิมิตทั้งหลายให้อย่างดี"

เครื่องหมายต่างๆ นิมิตนั้น เราอย่าไปติดอยู่ตรงนั้น แต่ให้มันผ่านมาๆ เพื่อเป็นการทำให้จิตของเรานั้นมีความละเอียดลงๆ ละเอียดจนกระทั่งอาสวะมันเกาะไม่ได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อาสวะมันเกาะไม่ได้อยู่ไม่ได้ มันไม่เหลืออะไร ท่านผู้ฟัง ความดับตรงนี้แหละ เขาเรียกว่า "นิพพาน"

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ฟัง "คำพุทธ – เวนาคสูตร และ อุปักกิเลสสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐
  • อ่าน "เวนาคสูตร" เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
  • อุปักกิเลสสูตร สุญญตวรรค อุปริ.ม.๑๔/๓๐๒/๔๕๒

    มีในอีกสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เสด็จไปป่าปาจีนวังสะ ได้ตรัสกับท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละ อย่างนี้ว่า

    ท. ! นิมิตนั้นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด. แม้เราเมื่อครั้งก่อน แต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำแสงสว่างและการเห็นรูป ทั้งหลายได้. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :วิจิกิจฉา (ความลังเล) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว ก็เพราะมีวิจิกิจฉาเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก…เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อมนสิการ (ความไม่ทำไว้ในใจ คือไม่ใส่ใจ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว ก็เพราะมีอมนสิการเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาและอมนสิการจะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :ถีนมิทธะ (ความเคลิ้มและง่วงงุน) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีถีนมิทธะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและ การเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, และถีนมิทธะ จะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :ฉัมภิตัตตะ (ความสะดุ้งหวาดเสียว) แล บังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีฉัมภิตัตตะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่าง และการเห็นรูปย่อมหายไป. เหมือนบุรุษเดินทางไกล เกิดผู้มุ่งหมายเอาชีวิตขึ้น ทั้งสองข้างทาง ความหวาดเสียวย่อมเกิดแก่เขาเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, และฉัมภิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า : อุพพิละ (ความตื่นเต้น) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอุพพิละ นั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เหมือนบุรุษแสวงหาอยู่ซึ่งขุมทรัพย์ขุมเดียว เขาพบพร้อมกันคราวเดียว ตั้งห้าขุม ความตื่นเต้นเกิดขึ้นเพราะการพบนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ และอุพพิละ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :ทุฏฐุลละ (ความคะนองหยาบ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีทุฏฐุลละนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่าง และการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, และทุฏฐุลละ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อัจจารัทธวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอัจจารัทธวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบ ด้วยมือทั้งสองหนักเกินไป นกนั้นย่อมตายในมือ ฉะนั้น. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, และอัจจารัทธวิริยะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอติลีนวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบหลวมมือ เกินไป นกหลุดขึ้นจากมือบินหนีเสียได้ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่ วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ,และอติลีนวิริยะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อภิชัปปา (ความกระสันอยาก) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอภิชัปปาเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ และอภิชัปปา จะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่านานัตตสัญญา (ความใส่ใจไปในสิ่งต่างๆ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีนานัตตสัญญานั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ,อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, และนานัตตสัญญา จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :รูปปานํ อตินิชฌายิตัตตะ (ความเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอตินิชฌายิตัตตะเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, นานัตตสัญญา, และรูปานํ อตินิชฌายิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เรารู้แจ้งชัดวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) ว่าเป็น อุปกิเลสแห่งจิตแล้ว จึงละแล้วซึ่งวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) อันเป็นอุปกิเลสแห่งจิต เสีย.

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เรานั้นเมื่อไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) ย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง. ความสงสัยเกิดแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) เห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง?

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดเราไม่ทำรูปนิมิต ไว้ในใจ แต่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจ สมัยนั้นเราย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป. สมัยใดเราไม่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจ แต่ทำรูปนิมิตไว้ในใจ, สมัยนั้นเราย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและ ทั้งวันบ้าง.

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่างได้นิดเดียว เห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างมากไม่มีประมาณ เห็นรูปก็มากไม่มีประมาณบ้าง เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง. ความสงสัยเกิดแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้นิดเดียว เห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณ เห็นรูปก็มากไม่มีประมาณ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและทั้งวันบ้าง?

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดสมาธิของเราน้อย สมัยนั้นจักขุก็มีน้อย, ด้วยจักขุอันน้อย เราจึงจำแสงสว่างได้น้อย เห็นรูปก็น้อย. สมัยใดสมาธิของเรามากไม่มีประมาณ สมัยนั้นจักขุของเราก็มาก ไม่มีประมาณ, ด้วยจักขุอันมากไม่มีประมาณนั้น เราจึงจำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณ เห็นรูป ได้มากไม่มีประมาณ, ตลอดคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอดทั้งคืนทั้งวันบ้าง.

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ในกาลที่เรารู้แจ้งว่า (ธรรมมี) วิจิกิจฉา (เป็นต้น เหล่านั้น) เป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้ว และละมันเสียได้แล้ว กาลนั้นย่อมเกิด ความรู้สึกขึ้นแก่เราว่า “อุปกิเลสแห่งจิตของเราเหล่าใด อุปกิเลสนั้น ๆ เราละได้แล้ว, เดี๋ยวนี้ เราเจริญแล้วซึ่ง สมาธิโดยวิธีสามอย่าง.”

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเจริญแล้ว ซึ่งสมาธิอันมีวิตกวิจาร, ซึ่งสมาธิ อันไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ, ซึ่งสมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร, ซึ่งสมาธิ อันมีปิติ, ซึ่งสมาธิอันหาปีติมิได้, ซึ่งสมาธิอันเป็นไปกับด้วยความยินดี, และ สมาธิอันเป็นไปกับด้วยอุเบกขา.

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! กาลใดสมาธิอันมีวิตกมีวิจาร (เป็นต้นเหล่านั้นทั้ง ๗ อย่าง) เป็นธรรมชาติอันเราเจริญแล้ว, กาลนั้นญาณ เป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า “วิมุติของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพ เป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีก” ดังนี้.