คำพุทธ - เวนาคสูตร และ อุปักกิเลสสูตร

HIGHLIGHTS:
  • เหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้ามีผิวพรรณผุดผ่อง มีอินทรีย์ผ่องใส เปล่งปลั่ง เป็นเพราะพระองค์มีที่นั่งที่นอนอันเป็นทิพย์, มีที่นั่งที่นอนอันเป็นพรหม และมีที่นั่งที่นอนอันเป็นอริยะ
  • ที่นั่งนอนอันเป็นทิพย์ คือ เรื่องของฌานทั้ง ๔
  • ที่นั่งที่นอนอันเป็นพรหมณ์ คือ การที่เจริญพรหมวิหาร ๔
  • ที่นั่งที่นอนที่เป็นอริยะ คือ สามารถที่จะละกิเลส คือ ราคะ, โทสะ, โมหะ ถอนออกได้ทั้งหมด
  • การทำสมาธิไม่ได้ที่จะอยู่ในท่านั่งเท่านั้น อยู่ในอิริยาบทใดๆ ก็ได้ ยืน, เดิน,นอน ในฌานทั้ง ๔ ระดับ ถึงแม้ในอรูปสัญญาสมาบัติ ก็สามารถทำได้ ยกเว้น "สัญญาเวทยิทตนิโรธ" ต้องนั่งเท่านั้น
  • การบรรลุธรรม ที่เรียกว่า ที่นั่ง, ที่นอนที่เป็นอริยะ ก็สามารถบรรลุได้ในทุกอิริยาบทเหมือนกัน บรรลุธรรมในอิริยาบทไหน ก็เรียก ที่นั่งอันเป็นทิพย์, ที่นอนอันเป็นทิพย์, ที่เดินอันเป็นทิพย์ เป็นต้น
  • วิธีแก้การเสื่อมของสมาธิ ๑๑ ประการ
  • เห็นลักษณะของอานิสงส์ของการหลีกออกจากกาม แล้วเสพให้มันทั่วถึง มาคิดใคร่ครวญในโทษของกามให้มาก เราจะหลุดออกมาจากมันได้
  • รู้จักสังเกตนิมิต เครื่องหมายที่บ่งบอกว่า จิตนั้นเป็นสมาธิ

บทคัดย่อ

 

สมาธิที่เคยได้ เมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว, ๒๐ ปีมาแล้ว ทำไมเดี๋ยวนี้มันไม่ได้ เข้าไม่ได้อีก เป็นเพราะอะไร?

ไม่ว่าจะเข้าได้ หรือเข้าไม่ได้ ออกมาแล้ว ก็จะมีเครื่องหมายบอก อยู่ที่ว่า คุณฉลาดในการที่จะมองเห็นไหม? ฉลาดในการที่จะรู้จักไหม? แทงตลอดในนิมิตรต่างๆเหล่านั้นไหม? นี่แหละ คือ เรื่องราวที่พระพุทธเจ้าบอกไว้กับท่านพระอนุรุทธะ เป็นต้น แทงตลอดในนิมิตเหล่านั้นไหม?

"รู้จักสังเกตนิมิต เครื่องหมายที่บ่งบอกว่า จิตนั้นเป็นสมาธิ อย่าตามนิมิตนั้นไป อย่าตามแสง อย่าตามรูป อย่าแช่อยู่ตรงนั้น แต่นิมิตรนั้นเป็นการบ่งบอกเฉยๆ ของอะไร? ของอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นความสุข คุณต้องแยกก่อน สุขแบบไหน? สุขกาม ทางหู, ทางตา หรือว่าสุขจากในภายใน สุขแบบนี้มันจะต่างกัน เป็นเครื่องหมายที่ต่างกัน แล้วอย่างไง? อันไหนควรทิ้ง เราควรมาใคร่ครวญในโทษของมัน? อันไหนควรมาใคร่ครวญในประโยชน์ ในคุณของมัน? นี่แหละที่เราต้องเห็น นำนิมิตรนั้นให้เป็นนิมิตรที่เราตั้งทับไว้แล้วด้วยดี ให้แทงตลอด เพื่อไม่ให้เกิดความข้องขัดในสิ่งดีๆ สิ่งที่ละเอียดๆ ต่อๆ ไป ดีๆ งามๆขึ้นที่เราจะได้ เพื่อไม่ให้เกิดความข้องขัดในสิ่งนั้น ให้เราไปต่อได้"

อะไรที่ทำให้เราข้องขัด?เพราะว่าเจ้า ๑๑ อย่างนี้ ที่แม้แต่ตัวพระพุทธเจ้าเอง ท่านก็เคยสมาธิเสื่อม เหตุที่ทำให้สมาธิเคลื่อน ๑๑ ประการ พระพุทธเจ้าได้เล่าถึงตัวพระองค์เองว่า ตอนที่พระองค์เป็นโพธิสัตว์ ก็เจอปัญหาเหล่านี้

 

"อนุรุทธะ ท. ! นิมิตนั้นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด. แม้เราเมื่อครั้งก่อน แต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำแสงสว่างและการเห็นรูป ทั้งหลายได้. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ? –

อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :วิจิกิจฉา (ความลังเล) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว ก็เพราะมีวิจิกิจฉาเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก…เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?…

...อมนสิการ (ความไม่ทำไว้ในใจ คือ ไม่ใส่ใจ)...

ถีนมิทธะ (ความเคลิ้ม และง่วงงุน)...

ฉัมภิตัตตะ (ความสะดุ้งหวาดเสียว)...

อุพพิละ (ความตื่นเต้น)...

ทุฏฐุลละ (ความคะนองหยาบ)...

อัจจารัทธวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดจนเกินไป)...

อติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป)...

อภิชัปปา (ความกระสันอยาก)...

นานัตตสัญญา (ความใส่ใจไปในสิ่งต่างๆ)...

รูปปานํ อตินิชฌายิตัตตะ (ความเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอตินิชฌายิตัตตะเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, นานัตตสัญญา, และรูปานํ อตินิชฌายิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก.

…เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้"

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

  • อ่าน "เวนาคสูตร" เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
  • อุปักกิเลสสูตร สุญญตวรรค อุปริ.ม.๑๔/๓๐๒/๔๕๒

    มีในอีกสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เสด็จไปป่าปาจีนวังสะ ได้ตรัสกับท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละ อย่างนี้ว่า

    ท. ! นิมิตนั้นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด. แม้เราเมื่อครั้งก่อน แต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำแสงสว่างและการเห็นรูป ทั้งหลายได้. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :วิจิกิจฉา (ความลังเล) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว ก็เพราะมีวิจิกิจฉาเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก…เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อมนสิการ (ความไม่ทำไว้ในใจ คือไม่ใส่ใจ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว ก็เพราะมีอมนสิการเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาและอมนสิการจะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :ถีนมิทธะ (ความเคลิ้มและง่วงงุน) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีถีนมิทธะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและ การเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, และถีนมิทธะ จะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :ฉัมภิตัตตะ (ความสะดุ้งหวาดเสียว) แล บังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีฉัมภิตัตตะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่าง และการเห็นรูปย่อมหายไป. เหมือนบุรุษเดินทางไกล เกิดผู้มุ่งหมายเอาชีวิตขึ้น ทั้งสองข้างทาง ความหวาดเสียวย่อมเกิดแก่เขาเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, และฉัมภิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า : อุพพิละ (ความตื่นเต้น) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอุพพิละ นั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เหมือนบุรุษแสวงหาอยู่ซึ่งขุมทรัพย์ขุมเดียว เขาพบพร้อมกันคราวเดียว ตั้งห้าขุม ความตื่นเต้นเกิดขึ้นเพราะการพบนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ และอุพพิละ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :ทุฏฐุลละ (ความคะนองหยาบ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีทุฏฐุลละนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่าง และการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, และทุฏฐุลละ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อัจจารัทธวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอัจจารัทธวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบ ด้วยมือทั้งสองหนักเกินไป นกนั้นย่อมตายในมือ ฉะนั้น. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, และอัจจารัทธวิริยะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอติลีนวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบหลวมมือ เกินไป นกหลุดขึ้นจากมือบินหนีเสียได้ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่ วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ,และอติลีนวิริยะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อภิชัปปา (ความกระสันอยาก) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอภิชัปปาเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ และอภิชัปปา จะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่านานัตตสัญญา (ความใส่ใจไปในสิ่งต่างๆ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีนานัตตสัญญานั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ,อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, และนานัตตสัญญา จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :รูปปานํ อตินิชฌายิตัตตะ (ความเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอตินิชฌายิตัตตะเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, นานัตตสัญญา, และรูปานํ อตินิชฌายิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. …เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีความเพียรมีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ก็ทำแสงสว่างและการเห็นรูปให้เกิดขึ้นได้..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป?

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เรารู้แจ้งชัดวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) ว่าเป็น อุปกิเลสแห่งจิตแล้ว จึงละแล้วซึ่งวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) อันเป็นอุปกิเลสแห่งจิต เสีย.

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เรานั้นเมื่อไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) ย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง. ความสงสัยเกิดแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) เห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง?

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดเราไม่ทำรูปนิมิต ไว้ในใจ แต่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจ สมัยนั้นเราย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป. สมัยใดเราไม่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจ แต่ทำรูปนิมิตไว้ในใจ, สมัยนั้นเราย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและ ทั้งวันบ้าง.

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่างได้นิดเดียว เห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างมากไม่มีประมาณ เห็นรูปก็มากไม่มีประมาณบ้าง เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง. ความสงสัยเกิดแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้นิดเดียว เห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณ เห็นรูปก็มากไม่มีประมาณ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและทั้งวันบ้าง?

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดสมาธิของเราน้อย สมัยนั้นจักขุก็มีน้อย, ด้วยจักขุอันน้อย เราจึงจำแสงสว่างได้น้อย เห็นรูปก็น้อย. สมัยใดสมาธิของเรามากไม่มีประมาณ สมัยนั้นจักขุของเราก็มาก ไม่มีประมาณ, ด้วยจักขุอันมากไม่มีประมาณนั้น เราจึงจำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณ เห็นรูป ได้มากไม่มีประมาณ, ตลอดคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอดทั้งคืนทั้งวันบ้าง.

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ในกาลที่เรารู้แจ้งว่า (ธรรมมี) วิจิกิจฉา (เป็นต้น เหล่านั้น) เป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้ว และละมันเสียได้แล้ว กาลนั้นย่อมเกิด ความรู้สึกขึ้นแก่เราว่า “อุปกิเลสแห่งจิตของเราเหล่าใด อุปกิเลสนั้น ๆ เราละได้แล้ว, เดี๋ยวนี้ เราเจริญแล้วซึ่ง สมาธิโดยวิธีสามอย่าง.”

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเจริญแล้ว ซึ่งสมาธิอันมีวิตกวิจาร, ซึ่งสมาธิ อันไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ, ซึ่งสมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร, ซึ่งสมาธิ อันมีปิติ, ซึ่งสมาธิอันหาปีติมิได้, ซึ่งสมาธิอันเป็นไปกับด้วยความยินดี, และ สมาธิอันเป็นไปกับด้วยอุเบกขา.

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! กาลใดสมาธิอันมีวิตกมีวิจาร (เป็นต้นเหล่านั้นทั้ง ๗ อย่าง) เป็นธรรมชาติอันเราเจริญแล้ว, กาลนั้นญาณ เป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า “วิมุติของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพ เป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีก” ดังนี้.