การหลีกออกจากกาม และการเลื่อนฌานสมาธิ

HIGHLIGHTS:

  • ตปุสสสูตร วิธีการปฏิบัติที่ให้ละเอียดลงไป การหลีกออกจากกาม จากเรื่องของกาม เราหนีกาม เผ่นไป เราจะหนีจากกามได้อย่างไง? เราจะทำอย่างไงให้สมาธิเกิดขึ้น?
  • การเลื่อนฌานสมาธิ และอาพาธของสมาธิในแต่ละขั้นๆ
  • "การหลีกออกจากกาม เราจะออกจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ จะไปหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เราต้องเห็นโทษของมัน และประโยชน์ของการหลีกออกจากมัน คุณจะหลีกออกจากกาม คุณต้องเห็นโทษของกาม และประโยชน์ในการหลีกออกจากกาม"
  • คาวีสูตร เปรียบด้วย แม่โคที่หากินตามภูเขา

บทคัดย่อ

 

"ตปุสสสูตร" การหลีกออกจากกาม และการเลื่อนฌานสมาธิ

ได้แสดงไว้กับนายตปุสสะ พระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้พูดถึงว่า ทำไมจิตใจของคนเราบางทีมันนึกน้อมไปทางต่ำอยู่เรื่อย คุณจะมานั่งสมาธิให้มันสงบๆ เดี๋ยวมันก็คิดไปเรื่องบ้าบออยู่เรื่อย ฟุ้งซ่านอยู่เรื่อย ไม่สงบอยู่เรื่อย ทำไมเป็นอย่างนั้น? ในพระสูตรนี้อธิบายไว้ถึงเหตุ และวิธีแก้ โดยยกอุปมาอุปไมยอยู่ในพระสูตรที่ ๒ คาวีสูตร เอามาให้ฟังในวันนี้เกี่ยวข้องกัน เปรียบด้วยกับ แม่โคที่หากินตามภูเขา

ถ้าท่านผู้ฟัง ฟังพระสูตรนี้แล้ว มันต้อง get ต้องเข้าใจว่า นี่คือ วิธีการปฏิบัติที่ให้ละเอียดลงไป จากเรื่องของกาม เราหนีกาม เผ่นไป เราจะหนีจากมัน ได้อย่างไง? เราจะทำอย่างไงให้สมาธิเกิดขึ้น? ซึ่งนายตปุสสคฤหบดีเขาก็สังเกตเห็นว่า จิตของพวกภิกษุหนุ่มๆ ในธรรมวินัยนี้ ทำไมถึงน้อมมาในทางหลีกออกจากกามได้? ทำไมเหล่าภิกษุ เขาสามารถที่จะเห็นการหลีกออกจากกาม แต่ว่าพวกคฤหัสถ์ทั่วไปเหมือนกับไม่เห็น โดยเปรียบเทียบเหมือนกับ เหวใหญ่ เหวมันลึกลงไป คุณเห็นแน่นอน ทำไมพวกภิกษุเหล่านี้ถึงเห็นคุณของเนกขัมมะ ทำไมพวกเรา คือ นายตปุสสะไม่เห็น ซึ่งในที่นี้พระพุทธเจ้าจึงได้บอกถึงเรื่องอาพาธในส่วนต่างๆ
๒ แง่มุม ท่านผู้ฟัง ๒ พระสูตร อธิบายไปพร้อมๆ กัน เพื่อจะให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ในเนื้อหาของตปุสสสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกท่านพระอานนท์ ปรารภคฤหัสบดีที่ชื่อว่า ตปุสสะ ในเรื่องของความอาพาธของสมาธิในแต่ละขั้นๆ และเนื้อหาของคาวีสูตร เปรียบเทียบเหมือนกับแม่โคที่หากินตามภูเขา ต้องมีความชำนาญในแต่ละจุด แต่ละขั้น

ข้อที่ ๑) เราจะออกจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ จะไปหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ การที่คุณจะออกจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ คุณจะต้องเห็นโทษของสิ่งๆ นั้น จิตของเราที่จะไม่หลีกออกจากกามได้ จะกลับไปหาความคิดทางกามอยู่เรื่อย แสดงว่า คุณเห็นแต่คุณของกามว่า "กามดีอย่างโน้น มันสุขอย่างนี้" ไม่เห็นโทษของกาม แล้วจะไปออกจากกามได้อย่างไร? แต่ถ้าเราเห็นโทษของกามว่า "กามเปรียบด้วยของในความฝัน ตื่นมาหายหมด!, กามเปรียบด้วย คบเพลิงหญ้า-มีไฟแป๊บเดียว แต่ควันมาก, กามเปรียบด้วย เขียงสับเนื้อ, เปรียบด้วยท่อนแห่งกระดูก กินก็ไม่อิ่ม มีแต่ทำลายตัวเอง, กามเปรียบด้วยต้นไม้ที่มีผลมาก มีโทษมาก" ถ้าเราพิจารณาเห็นโทษอยู่เนืองๆ เราจะหลีกออกจากมันได้ นี่คือ หลักการณ์ข้อที่ ๑

ในขณะเดียวกัน เราจะไปหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เราก็จะต้องเห็นคุณของมัน คุณจะให้จิตน้อมไปทางหลีกออกจากกาม คุณเห็นคุณของการไม่มีกามไหม? เห็นคุณของการไม่เสพกามไหม? เห็นคุณของการเสพสิ่งอื่นที่มีความสุขที่ไม่ได้จากกามไหม? บางคนได้นิดเดียว โอ๊ย! นั่งสมาธิ ฉันจิตไม่สงบเลย นั่งไม่ได้ พอไม่ได้เห็นอานิสงส์ ไม่ได้เสพอย่างทั่วถึง ไม่ได้ทำไว้ในใจให้มาก จิตมันก็ไม่ได้น้อมไปในทางนั้น ตรงนี้ท่านผู้ฟังที่มีพุทธพจน์อันหนึ่งที่พระพุทธเจ้าปรารภ เรื่องของภิกษุชาวเมืองโกสัมพี และก็ได้บอกไว้บอกว่า

"อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว" ที่สั้นๆ ที่เรามี ดี ได้ ความสุขนิดๆ หน่อยๆ ที่เกิดจากการหลีกออกจากกามมีนิดเดียว ที่ว่ามันจะไม่ดี ไม่ใช่! อย่าเห็นว่าตรงนั้นมันสั้น ให้เอามาต่อๆ กัน ให้มันยาว ให้มันดี และก็ "อย่าเห็นแก่ยาว" ความสุขที่เกิดจากกามที่ว่า โอ้โห! มันดีเหลือเกิน ได้อย่างต่อเนื่อง ฉันกิน ฉันเที่ยว ฉันดื่ม ฉันเล่น มันต่อเนื่อง อย่าไปคิดว่า มันดี ยาวๆ ให้ตัดมันให้สั้น ให้ทำสิ่งที่มันเป็นอกุศลให้มันสั้นลง อย่าให้จิตเราน้อมไปทางนั้น เพราะว่าคนเรา ถ้าตริตรึกไปในเรื่องใด จิตมันจะน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ ถ้าเราตริตรึกไปในทางกามมาก จิตมันก็น้อมไปทางนั้น มันจะไปเห็นคุณของเนกขัมมะ การหลีกออกจากกามได้อย่างไง? มันก็จะจมอยู่แต่ในกาม

แต่ถ้าเราตริตรึกมาในทางหลีกออกจากกาม ตริตรึกมาในทางที่จะคิดนึกเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม พยาบาท เบียดเบียน จิตเราก็น้อมมาในทางนั้น จะเห็นคุณของมัน จะเห็นประโยชน์ของมัน ถ้าจะคิดนึกในเรื่องกามก็ต้องคิดถึงโทษของมัน คิดถึงโทษของมัน เราก็จะหลีกออกจากมันได้ อันนี้คือ ในประการที่ ๑ ที่สำคัญ

ข้อที่ ๒) จากคาวีสูตร เราจะต้องมีความฉลาด เฉียบแหลม มีไหวพริบ รู้จักที่จะเสพให้อย่างทั่วถึง สังเกตดูให้ดี ที่ว่า โทษของมัน ตรงไหน? สังเกตดูให้ดี ตรงนี้พระพุทธเจ้าใช้คำว่า "นิมิตร" เป็นนิมิตรที่เราตั้งทับไว้แล้ว ดูให้ดี ถ้าเราไม่สามารถที่จะเห็นเครื่องหมายของความดี ในสิ่งที่เป็นกุศลธรรม เห็นเครื่องหมายของความไม่ดี ในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม คือ ขั้นที่ ๑) เท่านั้นเอง ถ้าเราไม่เห็นนิมิตรตรงนี้ เราไม่เห็นเครื่องหมาย ที่ไม่ได้เจริญให้มาก ทำให้มาก แล้วเปรียบเหมือนกับแม่โคภูเขาที่เขายืนอยู่ที่ภูเขาแห่งนี้ ก็ไม่ได้ดีด้วย เมื่อสักครู่นี้ตอนต้นรายการ จะก้าวไปที่ใหม่ ก็ไม่ได้! ขาก็ล้ม! เพราะว่าฐาน ขาด้านหลัง มันไม่ถูกต้อง จะยกเท้าหลังขึ้นก็ไม่ได้ จะก้าวไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะถอยมาก็ไม่ได้อีก! ก็ล้มคว่ำอยู่ตรงนั้น

เหมือนกันบางคนพยายามที่จะไม่คิด ในขั้นที่ ๑) คุณจะจากฌาน ๑ ต้องมีความคิดนึกในทางที่ดีๆ โอ๊ย! ข้ามไปเลย ไม่คิดนึกอะไร ฉันไม่คิดความคิดทั้งหมด ทิ้งคิด คิดอะไรมา? ทิ้งๆๆๆ โดยที่ไม่ได้แยกแยะให้เห็นถึง ความแตกต่าง คือ จากคิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน จะเด้งไปในจุดที่มันไม่คิดเลย นี่มันก็ข้ามไปขั้น ๒ เลย มันจะทำให้มีความข้องขัด พระพุทธเจ้าใช้คำนี้ จะทำให้มีความข้องขัดอยู่ในทุติยฌาน ฌานที่ ๒) ก็เข้าไม่ได้ พอข้องขัด ปุ๊บ! ไม่ได้! จะกลับมาที่เดิมก็คว่ำอีก! เพราะความที่ไม่ฉลาด ไม่ฉลาดตรงไหน? ไม่รู้จักสังเกตเครื่องหมาย เครื่องหมายของอะไร? เครื่องหมายของความคิดที่ดี และไม่ดี ไม่รู้จักดู แยกแยะตรงนี้ พอดูอะไรดี อะไรไม่ดี ไม่เห็น! อะไรมีมา ทิ้ง! มันไม่ได้เรื่อง! ทำให้เราไม่ได้! อุเบกขาก็จะไม่ฉลาด ความสุขก็ไม่ฉลาด พอไม่ฉลาด ไม่เห็น ก็มาเที่ยวโวยวายว่า ทำไมฉันทำไม่ได้! ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่จริงไหม? โอ๊ย! น้อยเนื้อต่ำใจ ก็บ่นไปทั่ว อันนี้เขาเรียกว่า ทำพระพุทธเจ้าให้เป็นผู้ที่ลำบากด้วยเหตุแห่งธรรม เราอย่าเป็นอย่างนั้น แต่ให้เสพอย่างทั่วถึง ทำให้เจริญ ทำให้มาก เครื่องหมายเราเห็นให้ดีว่า อันนี้มาอย่างไง มันเกิดอย่างไง? เราเข้ามาได้อย่างไง? อะไรเกิดขึ้น อะไรดับไป อะไรมี อะไรไม่มี อะไรมีอยู่ อะไรหายไป? ถ้าคุณสังเกตตรงนี้ ทำให้เป็นนิมิตรอันตั้งทับไว้แล้วด้วยดี คำนี้หมายความว่า คุณตั้งไว้เลย จนทับไว้เลย

เหมือนกับ เราเดินบนสนามหญ้า เดินจนกระทั่งมันเป็นร่องไปเลย หญ้ามันตายไปเลย ไม่ต้องพูดถึงหญ้าตาย มันเป็นร่องไปเลย เป็นเหวไปเลย เดินซ้ำไป ซ้ำมา ทางนี้ จนกระทั่งที่เขาปลูกหญ้าเอาไว้ มันกลายเป็นดินไปเลย จนกระทั่งดินมันเป็นร่องลงไปเลย นี่คือ "ตั้งทับไว้ด้วยดี" นี่คือ ข้อที่ ๒)

ข้อที่ ๓) พอเราออกจากกามมาได้แล้ว เราเข้าถึงความคิดนึกที่มันดีๆ มีผลเป็นปีติ สุข ที่เกิดขึ้นในกาย เกิดขึ้นแล้ว บางทีมันมีอาพาธ บางทีจิตมันน้อม ย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องราวเก่าๆที่เกี่ยวข้องกับกาม ตรงนี้จึงทำให้ต้องกลับมาพูดในประเด็นที่ ๒)ว่า คือ บางคนใจร้อนว่า ทำไมฉันกลับมาคิดเรื่องเดิมๆนี้ได้ งั้นฉันทิ้งความคิดให้หมด ต้องกลับมาประเด็นที่ ๒ ว่า คุณต้องทำให้ชำนาญก่อน อย่าพึงรีบร้อน การที่รีบร้อนไปตรงนั้น มันทำให้เกิดความข้องขัด ในสิ่งที่คุณอยากจะได้ ความที่เราข้องขัดในสิ่งที่เราอยากจะได้นั้นแหละ! ความอยากนั้นแหละ ทำให้มันไม่ได้ จึงต้องกลับไปฟังประเด็นที่ ๒)ซ้ำ คุณทำให้ชำนาญนะ เข้า-ออก จนกระทั่งมันเป็นร่องไปเลย ตั้งทับไว้ด้วยดี

ทีนี้พอในประการที่ ๓ คือว่า พอเราเห็นอาพาธตรงนี้แล้ว นี่คือ เครื่องหมาย คือ นิมิตรว่า คุณเลื่อนขึ้นได้แล้ว เห็นอาพาธ คือ เครื่องหมายตรงนี้แล้ว โดยไม่ข้องขัดในฌานที่ ๒ เห็นอาพาธในฌานที่ ๑) ว่ามันมีอาพาธตรงจุดที่ว่า บางทีมันกลับไปคิดเรื่องกามอยู่เรื่อย เอาตรงนี้เป็นนิมิตร ในการที่จะทำให้ชำนาญ ในไหน? ในการไปสู่ฌานที่ ๒) ในการไปสู่ฌานที่ ๒) ไปอย่างไง? เห็นคุณในฌานที่ ๒) ไหม? สมาธิชนิดที่ไม่มีความคิด ความคิดนึกอะไร ไม่เอา! พอความคิดนึกอะไรไม่เอา ตรงนี้แหละท่านผู้ฟังที่เราจะเห็นโทษในฌานที่ ๑) นี่คือ ประเด็นที่ ๓)ว่า ไม่ใช่ฌานที่ ๑) ไม่ดี การที่เราเห็นอาพาธในฌานที่ ๑) เพราะว่ามันมีความคิดนึกในทางกามของก่อนหน้านั้นที่เราละมาได้แล้ว มันยังมีมากวนใจเราอยู่ ตรงนี้คือ โทษของฌานที่ ๑ ไม่ใช่ว่า ฌานที่ ๑ ไม่ดี แต่ในทางดีนั้น ก็มีโทษอยู่ คุณเห็นตรงนี้ไหม? เห็นนิมิตร คือ เครื่องหมายตรงนี้ไหม? ตรงนี้ที่เราต้องทำให้ทั่วถึง ให้สังเกตเห็นนิมิตรนั้นจนตั้งทับไว้อย่างดี "ตั้งทับไว้อย่างดี" คือ เห็นข้อไม่ดีของมัน มันกลับมาอย่างไง อาพาธอย่างไง? เห็นปุ๊บๆ ไม่ดีตรงนี้

คุณประโยชน์หล่ะ? คุณประโยชน์ของฌานที่ ๒ ของสมาธิชนิดที่ไม่มีความคิด คุณเห็นไหม? เห็นปุ๊บ ทำไว้อย่างให้มากๆ เหมือนกับโคภูเขาที่เขาวางเท้าหน้าอย่างถูกต้อง คำว่า วางเท้าหน้าอย่างถูกต้อง หมายความว่า ไม่ข้องขัดในที่ที่ต้องการไปนั้น คือ ในฌานที่ ๒ นั้น ไม่ข้องขัดในสิ่งนี้ ถึงสามารถที่จะยกเท้าหลังได้ การยกเท้าหลังออกนั้น ก็คือ การที่เราเห็นโทษในสิ่งก่อนหน้านั้นอย่างดีแล้ว มากแล้ว จากจิตที่ไม่เลื่อมใส ไม่หลุดออกไป จากฌานที่ ๑ นั้น ก็หลุดออกไปจากฌานที่ ๑ ไปเข้าสู่ฌานที่ ๒ ได้ เป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น คนที่มักจะถามว่า เอ๊ะ นี่ฉันเข้าฌานที่ ๒ หรือยัง? นี่มันฌานไหนกันแน่? มันอาจจะเป็นการที่เราข้องขัดอยู่ในฌานนั้นๆ มันถึงถามไง! มันก็คือ ยังข้องขัดอยู่ มันก็ยังเข้าไม่ได้ นั่นแหละ ถ้าเข้าได้ มันไม่ถามหรอก เข้าไม่ได้นะซิ มันถึงถามหน่ะ

ทีนี้พอเราอยู่ในฌานที่ ๒ คุณเข้ามาอย่างไง? คุณทำให้ชำนาญ อยู่ให้ได้ตลอดไหม? ในทุกอิริยาบทหรือเปล่า? เดิน, ยืน, นั่ง, นอน ทำได้ตลอดเวลาไหม? เช้า, กลางวัน, เย็น พอทำอย่างนี้มากๆแล้ว จะเริ่มเห็นโทษ ของอะไร? บางทีมันมีอาพาธเกิดขึ้น ความที่เราเห็นอาพาธตรงนี้ เป็นนิมิตร เหมือนแม่โค ที่เราจะต้องก้าวหน้าต่อไป ทำไปอย่างนี้เรื่อยๆ จะทำให้เราสามารถที่จะเดินก้าวหน้าไปในฌานสมาธิขั้นที่ลึกซึ้งลงไปได้

และที่สำคัญตรงนี้ ทั้งในคาวีสูตร และในตปุสสสูตร มีจุดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่า การเข้า การออก ทั้งโดยอนุโลม การทำ "โดยอนุโล" ก็คือว่า ไล่ขึ้นๆ จากฌาน ๑, ๒, ๓, ๔ "โดยปฏิโลม" ก็คือ ไล่ลงๆ จากฌาน ๔,๓,๒,๑ ออกนี่ไม่ใช่ออกจากต่ำไปสูงเท่านั้น ยังออกจากสูงมาต่ำ ไม่ใช่ออกจากหยาบไปละเอียดเท่านั้น ยังออกจากละเอียดมาหยาบ ทั้งเดินหน้า ทั้งถอยหลัง โดยอนุโลม โดยปฏิโลม การเข้า การออกซึ่งสมาธิสมาบัติในแต่ละขั้นแบบนี้ๆ มันเหมือนการนวดแป้ง นวดแล้ว นวดอีก เหมือนการนวดดิน นวดแล้ว นวดอีก เหมือนการขัดไม้ ขัดแล้ว ขัดอีก เหมือนการหลอมทอง หลอมแล้ว หลอมอีก ทั้งเข้า และออก จิตนั้นจะเป็นจิตที่อ่อนนุ่ม อ่อนนุ่ม อ่อนโยน ควรแก่การงาน อ่อนเหมาะในการที่จะทำสมาธิ อันหาประมาณมิได้ ให้เห็นตามที่เป็นจริงในเรื่องต่างๆได้

และอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ก็คือว่า อะไรทำให้เราเป็นผู้ที่ข้องขัดอยู่ในฌานสมาธิ ที่อยู่ในขั้นต่างๆ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เราข้องขัดอยู่ อะไรเป็นการทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในทางต่ำๆกว่านั้น ทำไมจิตของเราถึงน้อมไปในการทำตามอำนาจสัญญาที่เราเคยผ่านมาแล้ว อย่างเช่น คุณอยู่ในฌานที่ ๑ อย่างนี้ คิดเรื่องดีๆ มันก็ยังมีการทำในใจตามอำนาจของกามไปอยู่ ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น? ในสัปดาห์หน้า ในช่วงของฟังธรรมคำพุทธะ ข้าพเจ้าจะนำเรื่องนี้มาพูดคุยให้ฟัง เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าบอกไว้กับเหล่าพระอนุรุทธะ ที่ป่าปาจีนวังสะ

พระสูตรเรื่องนี้ ไม่ยากเกินทำความเข้าใจ เราฟังเป็นขั้นเป็นตอน แบ่งจังหวะ คิดนึก ทำความเข้าใจ กำหนดบทพยัญชนะให้ดี ฟังไปเรื่อยๆ ซ้ำๆย้ำๆ เราจะสามารถเข้าใจได้ เข้าใจในสมองนี่ก็ส่วนหนึ่ง เข้าใจให้มันไปถึงใจในการปฏิบัติของเราด้วย

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ฟัง "คำพุทธ – ตปุสสสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐
  • อ่าน "ตปุสสสูตร" เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
  • อ่าน "คาวีสูตร" เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต