เพราะรู้ยิ่งรู้พร้อมจึงหน่ายคลายความยินดี

HIGHLIGHTS:

  • เมื่อมีความรู้ยิ่งความรู้พร้อม ความหน่ายคลายกำหนัด คลายความยินดีมันมาด้วยกัน ไปตามเส้นทางเดียวกัน ไปในทิศทางของมรรค
  • เมื่อ เห็นอยู่อย่างถูกต้อง โดยความเป็นของไม่เที่ยงในการรับรู้ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในสิ่งที่เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ ธรรมารมณ์ เห็นอย่างนี้ เรียกว่า จิตสัปปุริสภูมิ (เป็นผู้ที่หยั่งลงในภูมิแห่งสัตบุรุษ) ล่วงพ้นปุถุชนภูมิ และ จิตที่หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (ระบบแห่งความถูกต้อง) ด้วยภูมิจิตแบบนี้เวลาที่เราจะทำบาป มันจะทำไม่ได้
  • ลักษณะของความต่างระหว่างเบื่อหน่ายที่เรียกว่า “นิพพิทา” กับ เบื่อเซ็ง
  • ระวัง! กิเลสที่ละเอียดลงไป มันจะทำให้เราผ่านจากสุดโต่งข้างหนึ่งในทางกาม กลับไปติดกับดักที่สุดโต่งอีกข้างหนึ่งในการปฏิเสธทุกอย่าง
  • ให้เรารักษาสภาวะความหน่ายนี้ให้มันดี เพราะถ้าไม่อย่างนั้นมันจะกลับไปเอากามอีกได้ เพราะสติที่อ่อนกำลังไป การรักษาไว้ให้ดีคือ การที่เราต้องปฏิบัติธรรมอยู่เสมอในชีวิตประจำวันของเรา
  • เมื่อได้จิตที่มันเย็นๆ นุ่ม ๆ นิ่ง ๆ แล้ว มีความรู้สึกเบื่อหน่ายคลายความยินดีแล้ว เราควรจะทำให้มันละเอียดลงไปได้อย่างไร

บทคัดย่อ

คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นจะเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง จะเป็นไปเพื่อความรู้พร้อม จะเป็นไปเพื่อความเย็น ในความรู้ยิ่งรู้พร้อมและความเย็นนี้จะมีลำดับขั้นของการเดินทางไป มีกระบวนการมีขั้นตอน จุดหนึ่งของกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ที่มันจะผ่านมา มันก็จะผ่านสิ่งที่เป็นความสุข เป็นสุขเวทนา ผ่านสุขชนิดที่แบบหยาบ ๆ สุขชนิดที่แบบกินข้าวอร่อยมีความสุข ได้ฟังดนตรี ได้ฟังเสียงรื่นหู มีความสุขผ่านตรงนี้มา ผ่านมาก็มีความรู้ยิ่งขึ้น ก็มีเจอความสุขที่ละเอียดลงไป ความสุขที่เกิดจากสมาธิ ความสุขที่เกิดจากความสงบระงับ ความสุขที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่กาม ความสุขชนิดที่เป็นนิรามิส ผ่านมาอีก ผ่านความสุขเหล่านั้นก็จะมาเป็นแบบเย็น ๆ นิ่ง ๆ เป็นไม่ใช่สุขหรอก แต่ทุกข์ก็ไม่ใช่ เป็นแบบอุเบกขา เป็นอทุกขมสุข ไล่ไปๆ ซึ่งลักษณะที่มันเป็นขั้นตอนผ่านมา ๆ มีความเป็นสภาวะต่าง ๆ ให้เราได้รับรู้สึกเป็นเวทนา เป็นความคิดนึก สิ่งหนึ่งที่จะมีเกิดขึ้นด้วยคือ ความหน่ายคลายความยินดีจากสิ่งเดิม เพราะว่าถ้าเราไม่มีความหน่ายคลายความยินดีจากสิ่งเดิมมันจะผ่านมา ๆ ไม่ได้ ยกตัวอย่าง เราจะผ่านความสุขที่เป็นกามแบบกินข้าว หาความสุขทางการพูดคุย ฟังดนตรี หรือว่าดูของสวยงาม คุณจะผ่านมาไม่ได้ถ้าเผื่อว่าเราไม่ได้คลายความยินดีในสิ่งที่เป็นอาหารเย็น ความสุขทางดนตรี ดูการละเล่นหรือว่าทางการพูดคุย เราไม่ได้คลายความกำหนัดในสิ่งนั้นได้ มันจะไม่ผ่านมา มันจะไม่ไปยินดีในของที่มีความสงบระงับ มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น ลักษณะความที่มีความหน่ายคลายความยินดีตรงนี้ เรียกว่า นิพพิทา (ความเบื่อหน่าย)

ที่มีนิพพิทาได้ มีความหน่ายตรงนี้ได้ เพราะว่ารู้ยิ่งแล้ว รู้ที่มันยิ่งขึ้นไป รู้ที่มันเหนือกว่านี้ สิ่งนี้เราเคยผ่านมาแล้ว กินข้าว ฟังดนตรี พูดคุยเรื่องราว ฆ่าสัตว์แล้วก็สนุก หาอยู่หากินปากท้อง พอเรามีความรู้อันยิ่งแล้วว่า มีสิ่งที่ดีกว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ เราก็เลยไม่เอาสิ่งทีมันดีน้อย เอาสิ่งที่มันดีมากกว่า ที่ว่ามีความรู้ยิ่งตรงนี้ มันจะมาด้วยกัน ความรู้ยิ่งความรู้พร้อม ความหน่ายคลายกำหนัด คลายความยินดีมาด้วยกัน มันถึงจะไปตามเส้นทางได้ หน่ายคลายกำหนัด คลายความยินดีในของเก่า มีความรู้ยิ่งทั้งในของใหม่และของเก่า รู้ยิ่งในความที่ของเก่ามีโทษอย่างไร รู้ยิ่งในความที่ของใหม่มีคุณอย่างไร ซึ่งลักษณะทิศทางที่ไปต้องดำเนินตามมรรค

 

ประเด็นที่ต้องการจะพูดถึงก็คือ ถ้าเราเบื่อหน่ายคลายความยินดีในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ระวัง! ให้ดี พวกที่เบื่อหน่ายคลายความยินดี นั่งสมาธิจิตใจชุ่มเย็น เบื่อโลกจริง ๆ เลย เบื่องาน เบื่อคนรอบข้าง เบื่อครอบครัว เบื่อการเรียน งั้นฉันก็ไปบวชดีกว่า ฉันอยู่ชิว ๆ เย็น ๆ สิ่งต่าง ๆ ที่วุ่นวายไม่เอา เบื่อแล้ว คลายความยินดีแล้ว ผู้ที่เป็นแบบนี้ โปรดฟังทางนี้ ระวัง! มันใช่รึป่าว

 

เพราะว่ากับดักของกิเลส กำดับของตัณหามันมีทุกจุด กับดักนี้มันวางไว้แล้ว เราระวังให้ดี โดยเฉพาะคนที่มีการฟังธรรม มีการปฏิบัติธรรมอยู่เนื่องนิตย์ ฟังแล้วรู้เรื่องราวให้มีความรู้ยิ่งมีความรู้พร้อมจะทำให้เกิดความเย็นได้หรือไม่ จะทำให้เกิดการวางในสิ่งที่ไม่ดีแล้วมาตามทางที่ดี คุณมาตามทางที่ดีหรือไม่ เพราะว่ากับดักของความอยากมันมีอยู่ทุกจุดเลย ยิ่งถ้าเผื่อว่าเราละเอียดลง ๆ (มาตามเส้นทาง) หน่ายคลายความยินดีในของที่มันหยาบ ๆ มามีความยินดีในของที่มันละเอียด ๆ ขึ้น ความที่จิตของเรามีความละเอียดที่มากขึ้น กิเลสที่มีอยู่ในจิตมันก็ละเอียดตาม กิเลสที่ถ้าละเอียดตามแล้วสติเราไม่ทัน สติเราไม่ละเอียดตาม จะถูกกิเลสมันฟาดมันฟัดเอา มันจะเจ็บ เวลาที่เรามีความเบื่อหน่ายคลายความยินดี

 

ในประเด็นแรก เราจะมีความรู้สึกได้ ความรู้สึกตรงนี้ไม่ใช่เวทนา แต่เป็นความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งที่มันเบื่อหน่ายโลกจังเลย รู้สึกเบื่อหน่ายสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้ลิ้มรส ที่ได้ฟัง ที่ได้รู้สึกต่าง ๆ ก็ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ คุณรับรู้มาแล้วคุณเห็นความที่มันไม่เที่ยง เห็นสิ่งที่เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ที่มีปกติไม่เที่ยง โดยความเป็นของไม่เที่ยง เห็นอยู่ตรงนี้แล้ว เห็นอยู่อย่างนี้เขาเรียกว่า เห็นอยู่อย่างถูกต้อง ลักษณะภูมิจิตตรงนี้ ที่ความรู้สึกตรงนี้ที่เกิดขึ้น เรียกว่า จิตสัปปุริสภูมิ (เป็นผู้ที่หยั่งลงในภูมิแห่งสัตบุรุษ) ล่วงพ้นปุถุชนภูมิ หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (ระบบแห่งความถูกต้อง) ด้วยภูมิจิตแบบนี้เวลาที่เราจะทำบาปมันจะทำไม่ได้ ด้วยความเห็นที่ถูกต้องอย่างนี้ ที่คนทั่วไป จะเรียกว่า ฉันรู้สึกแบบนี้ รู้สึกเบื่อหน่ายคลายความยินดี ซึ่งมันก็คือ ทิฏฐิ เป็นสภาวะแบบหนึ่งที่คลายความเป็นสภาวะแบบอื่น ๆ เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญา เป็นระบบความเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมัตตนิยามที่เกิดขึ้นในจิตของเรา อันนี้ดีแล้ว มีเกิดขึ้นแล้ว

 

ในประเด็นที่สอง พอเรามีการรับรู้แบบนี้ได้ในลักษณะภูมิจิตแบบนี้ มีความรู้สึกแบบนี้ มีเห็นแบบนี้ มีความเป็นสภาวะแบบนี้เกิดขึ้นในจิตในใจของเรา ให้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมือนความต่างระหว่าง เบื่อหน่ายที่เรียกว่า นิพพิทา กับ เบื่อเซ็ง

 

อารมณ์ที่เรียกว่า เบื่อเซ็ง กับ เบื่อหน่าย มันไม่เหมือนกัน มันต่างกัน “นิพพิทา” เบื่อหน่าย อันนี้ของดี กับ เบื่อเซ็ง คือ สิ่งที่ไม่ดี

 

ความเบื่อเซ็ง ตัวมันเองจะมีความรุ่มร้อน มีความเร่าร้อน ความรุ่มร้อนเร่าร้อนเผารน เป็นจิตที่มีความหยาบมีความแข็งกระด้าง แต่ลักษณะของความหน่าย มันจะเย็น มันจะนุ่ม มันจะอ่อน จิตเราจะไม่กระด้าง นอกจากความต่างในลักษณะของตัวมันแล้ว ยังมีความต่างในเหตุที่เกิดด้วย เหตุที่เกิดของความเซ็ง เกิดจากเรื่องของกาม แต่ในขณะที่ความหน่าย เกิดจากการที่เราเห็นตามความเป็นจริง เห็นในความเป็นของไม่เที่ยง มีการฟังธรรมมา มีการปฏิบัติธรรมมา เหตุเกิดมันมาตามมรรค เห็นตามที่เป็นจริง เห็นในความเป็นอนัตตา เห็นเป็นความในของไม่เที่ยง มีความรู้ยิ่งมีความรู้พร้อม จึงมีความหน่าย เห็นตามที่เป็นจริงแล้วย่อมมีความหน่าย

 

นอกจากความต่างกันในสองเรื่องนี้ ยังไม่ในเรื่องของผลที่จะเกิดขึ้น ผลที่จะเกิดขึ้นของความเซ็ง จะเป็นลักษณะ เซ็งแล้วก็ไปหาสิ่งอื่นที่คิดว่าจะระงับความเซ็งได้ นั่นก็คือ เรื่องของกาม ก็กลับไปหากาม เซ็งเบื่อสิ่งนี้ เบื่อโทรศัพท์เครื่องนี้ก็ไปหาโทรศัพท์เครื่องใหม่ เบื่อคบคนนี้ก็ไปหาคนใหม่ เบื่อที่นี่ก็ไปหาที่ใหม่ มันก็จะไปยึดถือเอาสิ่งอื่นมาอีก มีความยึดถือเป็นสิ่งต่อเนื่องต่อไป แต่ในขณะที่ ความเบื่อหน่าย ผลที่จะเกิดขึ้น คือ จะมีความปล่อยวางได้ มันจะไม่ไปยึดถืออีก จะวาง ซึ่งวางตรงนี้ที่เรียกว่า ดับไป เย็นไป ความดับตรงนี้ คือ นิพพาน

 

ในประเด็นที่สาม ผู้ที่มีความหน่ายคลายความยินดีทั้งหลายต้องระวังว่า บางทีมันเกิดขึ้นปน ๆ กัน เพราะว่าความเซ็งที่เป็นอกุศลธรรมกับความหน่ายที่เป็นกุศลธรรม กิเลสที่มันละเอียดลงไป ระวังให้ดี ว่า มันทำให้เกิดความหงุดหงิดได้ หงุดหงิดว่าทำไมฉันไม่ได้อย่างที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้ความสงบเย็น ๆ แบบนี้อีก แต่ไม่ได้ มันเลยหงุดหงิดขึ้นมา ความที่มันจะเย็นแต่มันกลับร้อนขึ้นมา ที่มันนุ่ม ๆ มันกลับกระด้าง ที่มันอ่อนแล้วมันกลับแข็งขึ้นมาอีก บางทีกิเลสที่มันละเอียดมันทำให้เกิดกลับไปแบบเดิมในลักษณะที่เป็นคู่ตรงข้าม หมายความว่า พอมีอารมณ์แบบนี้หน่ายแล้ว เบื่อแล้วไม่อยากเอาอะไร มันก็เลยกลายเป็น ปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ ไป ปฏิเสธสิ่งนั้นไม่เอา สิ่งนั้นฉันไม่ชอบ ไม่เอา ทิ้ง มันเลยกลายเป็นปฏิเสธสิ่งอื่น มันกลับไปสุดโต่งข้างหนึ่ง อย่าไปสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง

 

สุดโต่งข้างหนึ่งในเรื่องกาม คือ เอาหมด ลุ่มหลงหมด ยึดหมด กินหมด เที่ยวหมด แต่พอปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์แล้วดี จะหลุดออกจากตรงนั้น หลุดออกจากสุดโต่งข้างโน้น มันดันมาตันตึ๊กตรงอีกข้างนี้ สุดโต่งข้างนี้คือ ปฏิเสธหมด ฉันเห็นแล้ว ฉันบรรลุแล้ว ฉันดีแล้ว ฉันทิ้งหมดทุกอย่าง ระวัง! คุณมาสุดโต่งไปมั๊ย ที่ว่าทางสายกลางคือ ไม่เอาทั้งส่วนสุดทั้งสองข้างนี้ ส่วนสุดข้างที่เป็นกาม เราไม่เอา เราผ่านมา ระวังมันไปติดตึ๊กอีกข้างหนึ่ง กิเลสมันละเอียดลงไป จะมีกับดักตรงนี้

 

ในประเด็นที่สี่ เราต้องรักษาสภาวะนี้ให้มันดี เพราะถ้าไม่อย่างนั้นมันจะกลับไปเอากามอีกได้ มันจะกลับไปยึดถือแบบเดิม ๆ ได้ หลายคนๆ มาปฏิบัติธรรมดีแล้ว ใจเย็นสบายดี พอกลับไปที่บ้านพฤติกรรมเหมือนเดิม กินจุเหมือนเดิม เที่ยวเล่นเหมือนเดิม รักษาศีลการหลุด ๆ ได้ ๆ นี่มันกลับไปเหมือนเดิมก็เพราะว่า สติ ที่มันอ่อนตกกำลังไป อาจเป็นเพราะการคบเพื่อนไม่ดี หรือมีนิสัยที่กำลังปรับปรุง หรือปรับปรุงแล้วได้ชั่วคราว บางทีมันกลับไปเป็นแบบเดิม พวกเบื่อหน่ายคลายความยินดีต้องระวังในข้อนี้ คือมีของดีแล้วแต่รักษาไม่ได้ การรักษาไว้ให้ดีคือ การที่เราต้องปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ ฟังธรรมอยู่เรื่อย ๆ ทุกวันต้องมีการนั่งสมาธิ ครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง มีการฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวัน พยายามปฏิบัติสร้างนิสัยที่เป็นของอริยบุคคล นิสัยที่ดี ๆ ให้ทำ เพื่อนชั่วให้เลิกคบไปเลย ศีลรักษาให้ดี เพื่อนดี ๆ ให้คบเขาไว้ ทำความดีอาจหนังสือธรรมะ งานการอะไรที่มันจะเป็นทางอกุศลก็ค่อยปรับ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละเราสามารถทำคู่กันไปได้

 

“ของดี ๆ ได้มา ท่านพระสารีบุตรเคยเปรียบเทียบเอาไว้กับ ภาชนะทองสำริดที่เขาขัดมันแล้วอย่างดี แล้วเอาไปตั้งตากแดดตากลม มันก็หมองอีก เศร้าหมอง มันไม่ดี ของอะไรดีเรามีแล้วรักษาให้มันดี ๆ”

 

ในประการที่ห้า เราต้อง ระวัง! การยกตน สุดโต่งมันสองข้างอีกคู่หนึ่งก็คือ ยกตนว่าฉันดีกว่าเขา ฉันดี ฉันเจ๋ง คนอื่นไม่เท่าฉัน ความยกตน นี้ไม่ดี คู่ตรงข้ามก็คือ ถล่มตนสุด ๆ คิดว่าฉันแย่กว่าเขา ฉันไม่ดี น้อยใจ ฉันไม่ได้ ทำไมฉันทำแล้วไม่ได้ คนอื่นได้ มันตรงข้ามกัน มันสุดโต่งสองข้าง เราต้องไม่เอาทั้งสองอย่างนี้ในจิตของเรา

 

ประการที่หก บางคนพอทีสภาวะลักษณะแบบเบื่อหน่ายคลายความยินดีแล้ว เพียรเต็มที่ ทุ่มเต็มที่ หมดหน้าตัก เพียรมากเกินไปบางทีก็ฟุ้งซ่านได้ อารมณ์คือความหน่ายคลายความยินดีที่เกิดขึ้นมากจากความฟุ้งซ่านรึป่าว

 

บางที่เราทำความเพียรมากเกินไปจนได้ขึ้นมา ด้วยกำลังความเพียรที่มีอยู่นั้นทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน มันก็จะรักษาไม่ได้ เป็นสุดโต่งอีกคู่ ฟุ้งซ่าน กับ เกียจคร้าน...การปรารภความเพียรมากเกินไปจะเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ที่ย่อหย่อนเกินไปก็จะเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้เหมือนกับ การจับนกกระจาบ ถ้าจับนกกระจาบด้วยมือสองมือแน่นเกินไป นกก็ตาย แต่ถ้าจับนกกระจาบด้วยมือสองมือหลวมเกินไป นกก็บินหนีไปได้

 

ความเบื่อหน่ายคลายความยินดีไม่ใช่ความเกียจคร้าน ต้องระวัง! ให้รู้จักแยกแยะการงานภายนอกกับสภาวะทางจิตเป็นอย่างไร ๆ ต้องแยกแยะทำการงานให้มันถูก เพราะว่าถ้าเรามีความเบื่อหน่ายคลายยินดีแล้ว ถ้ามันเกิดมาจากความฟุ้งซ่านเป็นความเพียรที่มากเกินไป พอได้แล้ว บางทีมันเด้งไปอีกข้างหนึ่งกลายเป็นความเกียจคร้านไม่ทำอะไร ต้องระวังในคู่นี้

 

ในประเด็นที่เจ็ด พอได้อย่างนี้แล้ว เมื่อได้จิตที่มันเย็นๆ นุ่ม ๆ นิ่ง ๆ แล้ว มีความรู้สึกเบื่อหน่ายคลายความยินดีแล้ว เราควรที่จะทำให้มันละเอียดลงไปอย่างไร - คำตอบในที่นี้มีสองแบบ เป็นแบบสั้นกับแบบยาว

 

คำตอบแบบสั้น ก็คือ คุณทำแบบไหนมา คุณก็ทำแบบนั้นต่อไป ในลักษณะที่เราทำจิตได้มาถึงความหน่ายคลายความยินดี นุ่ม เย็น เบา มีความรู้ยิ่งรู้พร้อม คุณทำมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร คุณก็ทำแบบนั้นต่อไป ลักษณะเส้นทางมรรคมันเป็นอย่างนี้ เดินไปตามทางนั้นแหละ ไปเหมือนเดิม เปรียบเทียบเหมือนกับว่าเราตัดถนนสร้างถนนจากกรุงเทพฯ ไปสุไหงโกลก กิโลเมตรที่หนึ่งถึงกิโลเมตรที่สุดท้ายมีกระบวนการทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นไปจนสิ้นเสร็จ เพียงแต่ในระหว่างระยะทางที่ทำไป สิ่งแวดล้อมอาจจะต่างกันไปบ้าง แต่วิธีทำเหมือนเดิม...มรรคเหมือนเดิม สิ่งแวดล้อมอาจจะเปลี่ยนไป ละเอียดลง นุ่มนวลลง เย็นลง มีสุขเวทนาแบบละเอียดมากขึ้น จะผ่านไป ๆ

 

คำตอบแบบยาว ก็คือ ให้ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดนั่นแหละ ให้มีความละเอียดลงไป เริ่มจากศีล เมื่อมีการปฏิบัติตรงนี้แล้ว ศีลเราต้องให้มันละเอียดยิ่งขึ้น ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ เราต้องแยกแยะให้เห็นออกมา มีข้อวัตรข้อปฏิบัติที่มันชัดเจนมากขึ้น อาจจะเพิ่มข้อปฏิบัติให้กับตัวเอง เช่น ปฏิบัติตามศีล ๘ แต่อาจไม่ทุกข้อ ทำได้ในบางข้อ ในบางวัน ปฏิบัติตามมรรคแปดให้ละเอียดลง จากศีล ๕ มาเป็นศีล ๘ ในบางข้อ ศีล ๘ ดีมีอยู่แล้ว ทำให้มันละเอียดลงยิ่งขึ้น เช่น ในข้อที่ ๓ การไม่เสพเมถุน การประพฤติพรหมจรรย์ ยังรวมถึงกิจกรรมของคนคู่แบบต่าง ๆ เช่น มองกัน จับมือกัน พูดเล่นกุ๊กกิ๊ก อันนี้ก็ไม่ทำ ทำให้มันละเอียดยิ่งขึ้น หรือว่าข้อในการที่พูดจา การไม่พูดโกหกอยู่แล้ว ก็ขยายผลไปรวมถึงการไม่พูดเพ้อเจ้อด้วย พูดเล่น ปล่อยมุกตลกโปกฮา ไม่ทำ พูดมีสาระ มีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง ให้ทำให้ละเอียดยิ่งขึ้น ศีลในข้อที่ ๑ ตัวเองไม่ฆ่าด้วย ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่าด้วย ยังรวมถึงไม่ชักชวนให้ผู้อื่นฆ่าด้วย ขยายผลออกไปการไม่เบียดเบียน ทำให้เป็นวงกว้างมากขึ้น เช่น อาหารบางอย่างเราไปซื้อมันก็เป็นการสนับสนุน ชักชวนในเขาฆ่าเราก็ไม่ทำ ขยายผลทำให้ความละเอียดของศีลของเราให้ละเอียดมากขึ้น ศีลด้วย จิตด้วย สมาธิของเราเป็นอย่างไร ให้สังเกตดูให้ดี ฉลาดในการเข้า ฉลาดในการออก เรามีจุดนี้ได้อย่างไร อะไรเกิดขึ้น อะไรดับไป สังเกตดูให้ดี

 

“ลักษณะความหน่ายคลายความยินดีที่มันเกิดขึ้นในจิตของเรามันมาได้อย่างไร คุณเพ่งลงมาดูที่ตรงนี้ ฉันวางได้อย่างไร อะไรที่วางได้ อะไรที่ดับไป อะไรที่เกิดขึ้น ตั้งสติเพ่งดูย้อนไปพิจารณา ออกมามันวางมันดับไป อารมณ์นี้มันดับไปตอนไหน มันเกิดขึ้นอย่างไร คงอยู่นานมั๊ย เราเข้าตรงนี้ได้บ่อยแค่ไหน ได้ทุกเวลา ได้ทุกอริยาบท ได้ทุกจุดรึป่าว ฝึกทำให้มีความชำนาญในเรื่องของจิต มันจะเป๋ ๆ บ้างช่วงแรก เดี๋ยวหลุดบ้าง เดี๋ยวไม่สมดุลบ้าง เดี๋ยวไปตันตึ๊กฝั่งโน้น เดี๋ยวก็มาตันตึ๊กฝั่งนี้ การฝึกตรงนี้จะทำให้มีความก้าวหน้าได้ ทำให้พัฒนาไปได้ พอเราสังเกตเห็นอะไรเกิดขึ้น อะไรดับไป ฉลาดในการเข้า ฉลาดในการดำรงอยู่ ฉลาดในการออก จะทำให้เกิดปัญญาขึ้นปัญญาตรงนี้ละเอียดลง ละเอียดว่าความคิดแบบที่เป็นภาพเป็นเสียงเราเห็นอยู่ อันนี้มันเกิดขึ้นอันนี้มันดับไป ความคิดแบบที่ไม่ใช่เป็นภาพเป็นคำพูดมันมีอยู่ มันละเอียดลงไปตรงนี้ พอเราเห็นตรงนี้ คือ ปัญญาที่มันจะเกิดขึ้น พิจารณาเพ็งดูให้ดี จะพิจารณากายคือส่วนที่เป็นรูป พิจารณาเวทนาคือส่วนที่เป็นนาม ละเอียดลงไปอีกสัญญาคือความหมายรู้ คือความคิดนึกต่าง ๆ สัญญาที่ละเอียดลงไปอีก ความหมายรู้ชนิดที่เป็นวิตกวิจาร ความคิดที่ดีความคิดที่ไม่ดี พิจารณาให้มันละเอียดลงไปอีกที่มันไม่ใช่วิตกวิจาร เป็นความหมายรู้ที่มันละเอียดลงไปอีก พิจารณาให้ถึงสังขาร วิญญาณ การรับรู้ พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของสิ่งที่มันเป็นนามให้มันมากขึ้น ให้มีความละเอียดลงตรงนี้ จะสามารถทำความหน่ายคลายความยินดีให้เกิดเป็นความรู้ ให้มีความละเอียด เห็นเกิดเป็นความปล่อยวาง พอเราทำไปอย่างนี้ อินทรีย์ คือ ๑) ความเพียร ตรงนี้จะเกิดขึ้นทันที เรามีการทำจริง แน่วแน่จริง ๒) สติ ก็จะละเอียดลงไป ๓) จิต ที่เป็นสมาธิจากการเพ่งดูให้ดีว่าอะไรเกิดขึ้น อะไรดับไป มันก็จะมีมากขึ้น ทำให้เกิด ปัญญา คือความรู้ว่า สิ่งที่เราเคยได้ยินได้ฟังมา เราถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย มันเป็นอย่างนี้

 

พอมีอินทรีย์คือ ปัญญาอย่างนี้แล้ว จะมีความมั่นใจเลยว่า ที่เรารู้มาเรียนมา ครูบาอาจารย์บอกสอนไว้ พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้นี้มันเป็นอย่างนี้ จึงมีความมั่นใจ นั่นคือ อินทรีย์ คือ ศรัทธา จะเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ พอมีความแก่กล้า กิเลสมันต้องตาย ผู้ที่ฆ่ากิเลสได้ ผู้ที่ไกลจากกิเลสได้ นั่นแหละเรียกว่า ผู้ปฏิบัติ นั่นและเรียกว่า ผู้สงบ (สมณะ) นั่นแหละเรียกว่า ผู้ลอยบาป (พราหมณ์) นั่นแหละเรียกว่า ผู้อาบสะอาดแล้ว (นหากะตะ) นั่นแหละเรียกว่า ผู้ที่จบเวท บรรลุความรู้ (เวทคู)หรือเป็นผู้ที่เรียกว่า บอกองค์ความรู้ (โสตติยะ) หรือเป็นผู้ที่เรียกว่า ประเสริฐ (อริยะ) หรือเรียกว่าเป็น ผู้ไม่พ่ายแพ้ (อรหันต์)

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง