ไม่ประทุษร้ายในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์

HIGHLIGHTS:
  • อธิบาย ธรรมิกะสูตร ไม่ประทุษร้ายในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์
  • อุปมาอุปไมย ๓ เรื่อง ที่พระพุทธเจ้ายกขึ้นมาเทศน์สอนท่านธรรมิกะ
  • รุกขธรรม คือ อะไร?
  • โทษของการไม่ตั้งอยู่ในธรรม
  • โทษของการพูดคำหยาบ และการพูดยุยงให้แตกกัน
  • นิทานในชาดก เรื่องของสุนัขจิ้งจอก
  • เรื่องของ พระสุธรรมเถระ

บทคัดย่อ

 

ใครที่ด่าติเตียนคนนอกศาสนา ที่เขาทำความดี ยังได้รับผลไม่ดี เพราะว่าการด่า การติเตียน แล้วยิ่งถ้ามาด่า บริพาษ เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เป็นอริยบุคคลขั้นต่ำๆ ก็เป็นพระโสดาบัน พระพุทธเจ้าบอกว่า "เป็นของที่ไม่ใช่บุญ เป็นบาปมากๆ ขุดรากตัวเอง ถอนรากขึ้น"

"ธรรมิกะสูตร" เป็นเรื่องของพระธรรมิกะ ท่านเป็นเจ้าอาวาส ผู้ที่ดูแลอาวาส แต่ว่าการจัดการของท่านนั้นมีข้อผิดพลาดอยู่จุดหนึ่ง คือ ที่พอมีพระอาคันตุกะ พระที่เป็นแขก มาก็จะมีปัญหากัน คือ คอยจู้จี้จุกจิก ด่าบริพาษ เบียดเบียน เสียดสี ทำอะไรนิดหน่อย ก็พูดกระแนะ กระแหนขึ้น และทิ่มแทงกันด้วยหอก คือ ปาก กับพระอาคันตุกะ ทีนี้วาจาที่ออกไปแบบนั้น อันนี้แสดงถึงจิตใจที่จะมีความอิจฉาริษยา มีความไม่พอใจ มีความขัดข้องบางอย่างอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทำให้มีลักษณะวาจาเป็นไปแบบนั้น ทีนี้พอมีการเบียดเบียนกันอย่างนี้ภิกษุที่เป็นอาคันตุกะ ท่านก็หลีกไปทางอื่น ก็คือ ไม่อยู่ทีนี่ เพราะว่ากลัวในการที่จะกระทบกระทั่งกัน กลัวในการที่จะต้องมีปากเสียงกัน ก็จึงหลีกไปทางอื่น ทีนี้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณวัดนั้นจึงทราบว่า ทำไมพระอาคันตุกะที่นิมนต์มาฉันไว้ไม่มา ชาวบ้านจึงทราบว่า มีการพูดทิ่มแทงกัน มีปากเสียงกัน ก็เลยไล่หนี พระธรรมิกะอย่าอยู่ทีนี่เลย หนี!! พระธรรมิกะก็ไปวัดอื่นที่อยู่ในอำเภอชาติภมูินั่นแหละ มีตั้ง ๗ แห่ง ไปอยู่ที่ใหม่ก็ไปด่าบริพาษ เบียดเบียน เสียดสี พระอาคันตุกะอีก ชาวบ้านรู้ก็ไล่พระธรรมิกะอีกเป็นอย่างนี้อยู่อีกทั้ง ๗ รอบ จนกระทั่งไม่มีที่อยู่แล้ว ก็จึงไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย บอกสอนเอาไว้

เปรียบเทียบไว้เหมือนกับนกที่ชาวเรือที่เขาจะใช้ในการหาฝั่ง เวลาชาวเรือที่เขาเดินทางข้ามมหาสมุทร เป็นเรือสำเภาที่ขนสินค้าไปขายจากอินเดีย ไปสุวรรณภูมิ เป็นต้นอย่างนี้ เขาจะมีนกที่ไปกับเรือนี้ด้วย นกนี้จะเป็นนกที่จะหาฝั่ง ที่ไปตามเส้นทางแล้วปรากฏว่าไม่ถึงฝั่ง หลงทาง ก็จะปล่อยนกตัวนี้ไป นกก็จะบินไป ใกล้ฝั่งทางไหนก็จะบินไปทางนั้น ชาวเรือเขาก็จะสังเกตดูนก เขาก็จะตามนกไป แต่ถ้าเผื่อว่า ไม่มีฝั่งเลย ไม่เห็นฝั่งเลย ทั้งทิศเหนือ ใต้ ออก ตก ก็จะบินกลับมาที่เรือนั้น

อุปมาอุปไมยนี้ พระพุทธเจ้าใช้แค่ ๒ ที่เท่านั้นเอง ในกรณีของท่านธรรมิกะนี่ ไปวัดตั้ง ๗ แห่งแล้ว ยังไม่มีที่พึ่ง ไม่สามารถที่จะได้รู้เห็นถึงธรรมะใดๆ ได้ ยังปรับปรุงตัวไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลับมาหาพระพุทธเจ้า

เปรียบเทียบให้ถึง คนที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม จนกระทั่งทำให้ตัวเองนั้นไม่มีที่อยู่ โดยเปรียบเทียบกับ เรื่องของรุกขเทวดาตนหนึ่ง คือ รุกขเทวดาตนนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม ก็เลยทำให้ต้องเสียที่อยู่ พระธรรมิกะ ไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม ก็เลยต้องทำให้เสียที่อยู่ แล้วรุกขเทวดานี้ เขาไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม ท้าวสักกะเทวราชก็เลยมาสอนธรรมรุกขเทวดาว่า "เนี่ยเพราะว่าไม่ตั้งอยู่ในธรรม" รุกขธรรม คือ อะไร?

"รุกขธรรม" คือ การที่ไม่พึงทำความเสียใจ หรือความดีใจ ในเพราะอะไร? "เพราะว่าคนที่เขาต้องการเอาดอก เอาผล เอาเปลือก อะไร ถ้าเขาต้องการอะไร ก็ให้เขาเอาไป อย่าดีใจ หรืออย่าเสียใจ นี่สำคัญ คือ เรื่องรุกขธรรม ธรรมของรุกขเทวดา

"ถ้าไม่ตั้งอยู่ในธรรม เกิดน้อยใจ เพราะเขาก็แล้วเขาก็มาเอากิ่งไป แล้วคุณจะมาเสียใจ หรือเขามาบวงสรวงอย่างใดอย่างหนึ่ง-ก็ดีใจ อันนี้ไม่ดี! ไม่ถูก!"

พอปรับแก้นิสัยกัน ท้าวสักกเทวราชก็เลยใช้ความสามารถของตนนั่นแหละ ทำให้ต้นไม้นี้กลับโตขึ้นมาได้ ตรงนี้เป็นอุปมาอุปไมยที่พระพุทธเจ้ายกขึ้นสอน พระธรรมิกะ ว่า

"ตัวเองไม่ได้ตั้งอยู่ในสมณะธรรม ก็เลยทำให้ไม่มีที่อยู่" อะไรที่เป็นสมณะธรรม? อะไรที่ท่านธรรมิกะไม่ได้มี นั่นก็คือ การที่ท่านไปด่าบริพาษ ติเตียน เสียดสี ทิ่มแทง เบียดเบียนด้วยวาจา การกระทำตรงนี้ เป็นลักษณะของคนที่ไม่ใช่สมณะ ไม่ใช่สมณะธรรม ถ้ายังทิ่มแทงกัน เบียดเบียนกัน เสียดสีกัน อันนี้ไม่ใช่สมณะธรรม คำพูดตรงนี้ จะมีความแตกต่างกับการบอกสอนด้วยความรุนแรง ท่านพระพุทธเจ้าเองเป็นผู้ที่ใช้ความละมุนละม่อมบ้าง ใช้วิธีรุนแรงบ้าง วิธีรุนแรงของพระองค์ ก็คือ บอกถึงโทษ ศัพท์บางคำที่ท่านใช้ ก็คือ ฟังแล้วมันจี๊ด...เลย เป็นพุทธพจน์ด้วย ทิ่มเข้าไปในกิเลส มันอยู่ไม่ได้ อันนี้จะไม่เหมือนกับวาจาที่เบียดเบียน ทิ่มแทงเสียดสี ต่างกันเพราะว่าทิฏฐินั้นต่างกัน

ทิฏฐิของคนที่ด่าบริพาษ เบียดเบียน ทิ่มแทง เสียดสี กระทบกระเทียบ ทิฏฐิของเขานั้น มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นแบบอาศัยความโกรธ อาศัยความหยาบกระด้างของจิตใจ

แต่คนที่มีสัมมาทิฏฐิ ต้องการจะให้บุคคลที่บอกสอนธรรมนั้น ออกจากอาบัติ ออกจากความคิดเห็น อันนี้้ก็เป็นสัมมาทิฏฐิ อันนี้จะคนละอย่างกัน

ผลที่จะเกิดขึ้นของคนที่มีจิตใจไม่ปกติ ขึ้นๆลงๆตามผัสสะที่มากระทบ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง แล้วก็ด่าคนนั้น กระทบกระเทียบคนนี้ ทิ่มแทง เสียดสี เบียดเบียน บริพาษ ด้วยวาจา จะมีโทษอยู่ ๑๑ อย่าง อยู่ใน "พยสนสูตร"

 

สำหรับกรณีของท่านธรรมิกะ ยังไม่ได้เจอข้อใดข้อหนึ่งใน ๑๑ ข้อนี้ แต่ว่าได้เจอผลวิบากของคำพูดยุยงให้แตกกัน ลักษณะของคำพูดที่ทิ่มแทง เสียดสี มันเป็นอยู่ ๒ ส่วน คือ เป็นปิสุณาวาส คือ คำยุยงให้แตกกัน

และ เป็นผรุสวาท คือ คำหยาบ พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้เรื่องของผลอนิสงส์ แน่นอนว่า พูดวาจาไม่ดี มิจฉาวาจา ไปตกนรกแน่นอน แต่ส่วนคำหยาบ ถ้าพูดมากๆ วิบากอย่างเบาที่จะเกิดขึ้นในความเป็นมนุษย์ คือ จะทำให้เกิดได้ฟังเสียงที่ไม่น่าพอใจ ของความที่พูดยุยงให้แตกกัน นั่นก็คือ จะแตกจากมิตรในกรณีของท่านธรรมิกะนี่เห็นได้ชัดเจนเลยว่า แตกจากมิตรแล้ว แตกจากคฤหบดีที่เขาเคยสนับสนุน เคยอุปฐาก อุปถัมภ์ เพราะว่า ด้วยวาจาที่ทิ่มแทง เสียดสีของตัวเอง พระพุทธเจ้าก็จึงยกเรื่องที่ ๓ ขึ้นมาเทศน์สอน ในกรณีของท่านธรรมิกะ

เรื่องแรก คือ เป็นอุปมาเปรียบด้วย นกหาฝั่ง

เรื่องที่ ๒ คือ เรื่องของรุกขเทวดาที่ดูแลต้นไทร ชื่อ สุปติฏฐะ

เรื่องที่ ๓ คือ เรื่องของผู้ที่ไม่ได้อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า เขาเรียกว่า เป็นบุคคลภายนอกศาสนา แต่บุคคลภายนอกศาสนาที่เขามีคำสอนเป็นไปอย่างอื่นก็ตาม แต่ว่าถ้าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยกาม ยังมีคำสอนของศาสดาอยู่มาก เช่น สุเนตตะ, มูคปักขะ, อรเน, กุททาลกะ, หัตถิปาละ, โชติปาละ ท่านเหล่านี้เป็นศาสดาผู้นำคำสอนในยุคก่อนๆ จนถึงยุคปัจจุบัน ก็ยังมี ที่ว่าไม่ได้สอนจะให้ไปมีมรรค ผล นิพพาน เกิดขึ้น แต่ว่าท่านเหล่านั้นก็สอนถึงความไปอยู่ร่วมกับพรหมณ์ อันนี้คือ ต้องมีสมาธิแน่ พูดถึงเรื่องพรหมวิหาร ๔ แน่ ซึ่งจิตใจตรงนั้นดีแน่นอน

คิดดูว่า คนที่ไม่ได้สอนเรื่อง มรรค ผล นิพพาน แต่ว่าสอนเรื่องความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง เรื่อง ศีล, สมาธิ พรหมวิหาร ๔ ตายไปก็ไปเกิดสุคติ โลก สวรรค์ ไปดีนะ "คนที่ด่าคนดีแบบนี้ - ก็ไปไม่ดี ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก" พระพุทธเจ้าบอก

"ใครที่ด่าติเตียน คนนอกศาสนาที่เขายังทำความดี ยังได้รับผลไม่ดี เพราะว่าการด่า การติเตียน แล้วยิ่งถ้ามาด่า บริพาษ เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เป็นอริยบุคคลขั้นต่ำๆ ก็เป็นพระโสดาบัน พระพุทธเจ้าบอกว่า

"เป็นของที่ไม่ใช่บุญ เป็นบาปมากๆๆๆๆเลย ขุดรากตัวเอง ถอนรากขึ้น"

ก็รุกขเทวดานั่นแหละ ที่เขาทำไม่ดี ก็เป็นการขุดรากตัวเอง ที่ทำไม่ดีก็เพราะผลของมัน พอไม่มีผล ต้นก็อยู่ไม่ได้

ถ้าเราไม่มีผล คือ สามัญผล ชีวิตมนุษย์มันจะไปมีค่าอะไร? มันจะไม่มีค่าอะไรเลย!! เป็นการขุดรากตัวเอง

เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่ได้มีคุณธรรมอันใดอันหนึ่ง เริ่มต้นมาตั้งแต่ ศีล (รักษาวาจาให้ดี) ในกรณีของท่านพระธรรมิกะ นี่ก็คือ สมณะธรรมไม่ได้มี ด่าบริพาษคนอื่นเขา ความเป็นผลที่จะรักษาตัวเองก็ไม่มี ทำให้ต้องถูกไล่หนี ทำให้แตกจากมิตร แตกจากผู้ที่อุปฐาก อุปถัมภ์ตัวเอง แล้วก็ได้กล่าวคำที่เป็นสรุปคาถาหนึ่งไว้:-

คือ ตอนท้ายของพระสูตรในเรื่องราวต่างๆ กัณฑ์เทศน์บางครั้งบางคราวพระพุทธเจ้าก็จะแต่งกลอนสรุปเรื่องราวของพระองค์เอาไว้

ในที่นี้ได้พูดถึงเรื่องของศาสดาในคำสอนต่างๆ ที่เขาเป็นผู้ปราศจากกาม ปราศจากกลิ่นสาป ในทีนี้หมายถึง ความโกรธ ละกามได้แล้ว เข้าถึงพรหมโลก ด่าคนประเภทนี้จะมีปัญหา จะได้บาป และถ้าด่าพุทธสาวก สาวกของพระพุทธเจ้า ที่เป็นโสดาบัน มีทิฏฐิสมบูรณ์ ยิ่งบาปกว่ามากๆ และยิ่งถ้าเสียดสี เบียดเบียนภิกษุสูงขึ้นไปอีก

ในขั้นของสกทาคามี-ยิ่งจะเบียดเบียน บาปขึ้นไปอีก บั่นทอนอรหัตผลของตน ในคาถานี้เขาใช้คำว่า บุคคลที่ ๗ แห่งอริยสงฆ์ คือ สกทาคามี นั่นเอง คือ ถ้านับอรหัตผล เป็นบุคคลที่ ๑, อรหัตมรรค เป็นบุคคลที่ ๒, อนาคามีผล เป็นบุคคลที่ ๓, อนาคามีมรรค เป็นบุคคลที่ ๔, สกทาคามีผล เป็นบุคคลที่ ๕, สกทาคามีมรรค เป็นบุคคลที่ ๖, โสดาปัตติผล เป็นบุคคลที่ ๗ คือ โสดาปัตติผลจบแล้ว กำลังไปที่สกทาคามิมรรค เขาก็จะเรียกว่า สกทาคามี คือ ผ่านความเป็นโสดาบันมาแล้ว มีทิฏฐิสมบูรณ์แล้ว แต่ว่าอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนอยู่ คือ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา ยังอ่อนอยู่ ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม ก็คือ ยังไม่เป็นอนาคามีนั่นเอง แต่ว่าเลย โสดาบัน ยังไม่เป็นอนาคามี จะเป็นอะไร?"ก็เป็นสกทาคามี ตรงนี้" นี่ก็เป็นคำถามของท่านผู้ฟังท่านหนึ่งที่เขียนมาในเรื่องของธรรมิกสูตร วันนี้จึงนำคาถาตรงนี้มาอธิบายให้ฟัง

ทีนี้พอจบคาถาตรงนี้ ปกติโดยทั่วไป เขาก็จะบอกว่า ใครบรรลุ ใครไม่บรรลุ แต่ว่าในที่นี้ก็ไม่ได้บอกว่า ท่านธรรมิกะนี้บรรลุอย่างไรๆ นี่คือ เรื่องที่ ๑ ที่นำมาให้ฟัง

 

อีกอันหนึ่งที่นำมาประกอบกันชื่อว่า ธรรมิกะ เหมือนกัน ก็เป็นเรื่องนิทานในชาดก ที่พูดถึงเรื่องของสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ที่หลอกตัวเองว่า เป็นผู้ที่มีธรรมะ โดยเอาชื่อ ธรรมิกะ นี่มาตั้งเอาไว้ แล้วก็หลอกกินพวกหนู หนูนี้ก็มีหัวหน้า ก็คือ พระพุทธเจ้าที่เกิดเป็นโพธิสัตว์ในสมัยก่อนนั่นแหละ พอเห็นหนูว่า มีท่าทางที่น่าเคารพเขื่อถือ เนื้อหาท่านผู้ฟังก็ได้ฟังแล้ว พอสุนัขจิ้งจอกทำให้เกิดความเชื่อถือในหมู่หนู หมู่หนูนั้นจึงไปบำรุง ไปเลี้ยง ไปทำความเคารพเจ้าสุนัขจิ้งจอกที่ชื่อ ธรรมิกะ ตอนขากลับ ตัวสุดท้ายก็ถูกสุนัขจิ้งจอกจับกิน ไปเรื่อยๆ หมู่ฝูงหนูก็ลดลงๆ โพธิสัตว์ก็สังเกตเห็นจำนวนหนูลดลง น่าจะมีเหตุมาจากอะไร ก็จึงมาดักอยู่ตัวสุดท้าย พบว่าสุนัขจิ้งจอกนี้ ไม่ได้เรื่องแล้ว เป็นตัวที่ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง มีเล่ห์ มีความหลอกลวงเป็นธรรมดา เป็นนิทานที่นำมาประกอบในเรื่องของพระธรรมิกะ

อีกเรื่องหนึ่งที่คล้ายๆกัน เป็นการสรุปจบในที่นี้ คือ เรื่องของ พระสุธรรมเถระ อันนี้เป็นข้อความที่มาในนิทานธรรมบทด้วย เป็นส่วนที่อยู่ในพระวินัยปิฎกด้วย

พระสุธรรมเถระก็เกิดความน้อยใจเหมือนกัน ลักษณะเดียวกันพระธรรมิกะ เกิดความน้อยใจในเพื่อนที่มา อาคันตุกะมา อาคันตุกะ ในที่นี้ ก็คือ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ นั่นเอง พระธรรมิกะน้อยใจแล้ว โกรธแล้วก็ไปด่าคนที่เป็นอาคันตุกะ ได้แก่ โยมอุปฐากของตนเอง ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ จึงทำให้มีเรื่องราวหนีกันมา จึงเป็นต้นบัญญัติที่ให้กลับไปขอโทษคฤหัสถ์ ในความผิดของพระสงฆ์ จะมีข้อหนึ่งที่ถ้าผิดในเรื่องนี้ วิธีการแก้ในเรื่องนี้ ก็คือ กลับไปขอโทษคฤหัสถ์ ก็คือ การกระทำที่ชื่อว่า "ปฏิสารณียกรรม" ก็คือ ให้กลับไป ให้เกิดความสามัคคี พูดง่าย ก็คือ ไปขอโทษคฤหัสถ์ นั่นเอง ท่านพระสุธรรมเป็นต้นบัญญัติของเรื่องนี้

แต่ที่สำคัญ ก็คือ พระสุธรรมเถระหลังจากที่พระพุทธเจ้าอธิบายสอนแล้ว ท่านก็ทำตาม แสดงว่า ท่านก็เป็นผู้ที่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น หลังจากขอโทษแล้ว ทำผิดให้ถูกแล้ว เห็นโทษโดยความเป็นโทษ กระทำคืนตามธรรม คือ แก้อาบัติ แก้ความผิดนั้นเสีย ท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

 

ความผิด ความไม่ดีของคนเรามันเกิดขึ้น เพราะว่า "กิเลส" เพราะว่า "อวิชชา" ที่มันกุ้มรุม ห่อหุ้มอยู่ในใจของเรา ทำให้เกิดเป็นความพยศ ความเสพผิดดิ้นรนออกมา ถ้าเราเป็นผู้ที่เห็นภัยในโทษเหล่านี้ แม้เพียงเล็กน้อย มีคนคอยตักเตือนบอกสอน เรารับฟังคำตักเตือนนั้นด้วยความเคารพหนักแน่น กระทำคืนตามธรรม ทำสิ่งที่มันผิด ให้มันกลับถูกขึ้นมา โดยละสิ่งที่ผิด ไม่ดีนั้นเสีย ทำสิ่งที่ถูก ที่ดี ให้มีมากขึ้น

คนทำผิดนี่ก็ เห็นโทษของอกุศลโดยความเป็นโทษ แล้วแก้ไขตัวเอง คือ เหมือนกับท่านพระสุธรรมเถระ ที่สามารถที่จะบรรลุธรรมมาขั้นสูง ทำความเกษมให้เกิดขึ้นในตัวของตัวเองได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ฟัง "คำพุทธ - ธรรมิกสูตร" ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐
  • อ่าน "ธรรมิกสูตร" เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
  • อ่าน "มูสิกชาดก ว่าด้วย ผู้เอาธรรมบังหน้า"
  • อ่านเรื่อง "พระสุธรรมเถระ"
  • ฟัง "คำพุทธ : ธรรมิกสูตร" ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗
  • ฟัง "พูดไม่ดี ไม่มีใครคบ" ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗
  • ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ความฉิบหาย ๑๑ อย่างเป็นไฉน คือ

    ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๑

    เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ๑

    สัทธรรมของภิกษุนั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว ๑

    เป็นผู้เข้าใจว่าได้บรรลุในสัทธรรม ๑

    เป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ๑

    ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑

    บอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อหินภาพ ๑

    ถูกต้องโรคอย่างหนัก ๑

    ย่อมถึงความเป็นบ้า คือ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑

    เป็นผู้หลงใหลทำกาละ ๑

    เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ๑

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความฉิบหาย ๑๑ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ ฯ