เป็นคนตรงได้ด้วยสัมมาวาจา

HIGHLIGHTS:
  • ทำความเข้าใจคำว่า "วาจาหยาบคาย"
  • สิ่งที่เราเห็นวาจาว่าดี ๆ อาจจะไม่ใช่สัมมาวาจาก็ได้ คำหวาน ๆ ที่เราได้ยินอาจเป็นมิจฉาวาจาก็ได้ เป็นอย่างไร
  • พยายามฝึกสัมมาวาจาด้วยสัมมาทิฏฐิที่ตัวเองมี แม้จะยังมีมิจฉาสังกัปปะ ให้ตั้งสติขึ้น ให้มีความอดทนอดกลั้น มีความเพียร คำพูดมันก็จะขยายผลจากสัมมาวาจา ไปเป็นสัมมาสังกัปปะเกิดขึ้นในใจของเราได้ ทำให้ความคิดการพูดและทิฏฐินั้นตรงกัน เป็นคนตรง ฝึกในการที่จะให้เราเป็นคนตรง โดยเริ่มตรงในทางวาจา เริ่มตรงในทางความคิด ไล่ไปเป็นตามลำดับอย่างนี้จะทำความก้าวหน้าปฏิบัติได้

บทคัดย่อ

 

“...รูปแบบการกระทำการปฏิบัติที่เราเอามาทำในชีวิตประจำวันของเรามันสำคัญ ๆ เราเลือกฟังสิ่งที่เป็นธรรมะ เลือกฟังสิ่งที่เป็นมงคล ฟังแล้วจะให้เกิดความคลายกำหนัด ความร่าเริงในธรรม ความรู้ยิ่งความรู้พร้อมนิพพาน การกระทำมาในทางกายเพื่อให้หูเปิดรับสิ่งที่ดี ๆ นี้ มันดี กระทำทางกายในลักษณะแบบนี้ ให้กระทำทางวาจาด้วย การปฏิบัติการกระทำมีอยู่ ๓ ระดับ คือ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ในทางวาจาเราก็พยายามฝึกพูดวาจาที่ดี เป็นวาจาไพเราะ วาจาที่ฟังแล้วมันรื่นหู เป็นคำพูดที่ทำให้เกิดความฟูใจ เป็นคำพูดที่คนฟังแล้วเขาจะยินดีพอใจ แค่เราฝึกพูด ฝึกกระทำในทางวาจาแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว

 

สิ่งหนึ่งที่เราจะกระทำให้มันดีได้เลย คือกระทำทางกายในการรักษาศีล บางคนรักษาศีลได้ดีอยู่แล้ว คุณก็กระทำให้มันดียิ่งขึ้น คือ แทนที่จะเลือกที่จะฟังเพลง ก็เลือกที่จะฟังเทศน์ ให้มันได้สัดส่วนกัน ฟังเพลงลดลง ฟังเทศน์ฟังธรรมมากขึ้น ฟังอะไรที่มันจะเกิดความกำหนด ความยินดี ความพอใจลดลง ฟังสิ่งที่จะทำให้เกิดความหน่าย ความคลายกำหนัด ความรู้ยิ่งรู้พร้อมนิพพานมากขึ้น ซึ่งกระทำทางการนี้ทำได้ทุกวันเลย ทางวาจาก็ด้วย โดยฝึกการที่จะไม่โกหก ไม่พูดยุยงให้แตกกัน ไม่พูดคำที่จะให้มันกระเทือนใจกัน พูดคำที่จะให้สมัครสมานสามัคคี ความกลมเกลียว ความรักใคร่ยินดีกัน ไม่พูดจาเพ้อเจ้อ พูดมุกตลกโปกฮา อะไรที่มันจะไม่มีหลักฐานที่อ้างอิง เป็นการใส่ความ เป็นยกกุเรื่องขึ้นมา ให้เราเว้นสิ่งเหล่านี้ ก็จะเป็นการปฏิบัติทางวาจาได้ในชีวิตประจำวันของเรา

 

ส่วนในเรื่องทางใจ เป็นการนึกคิดไปในทางที่ดี อย่าไปคิดนึกน้อมไปในทางกามมาก ละความคิดในทางพยาบาท ละความคิดไปในทางเบียดเบียน ๓ อย่างนี้เราสามารถที่จะทำในชีวิตประจำวันได้เลย สิ่งหนึ่งที่เราฝึกทำได้ตอนนี้ โดยการตั้งสติให้มากขึ้น สิ่งหนึ่งนั้นคือเรื่องของทางวาจา

 

แน่นอนว่าเราต้องมีการปฏิสันถารกับผู้คน การพูดการสื่อสารปฏิสันถารด้วยวาจาให้เรารู้จักรักษาตรงนี้ไว้ให้ดี ให้เราพยายามที่จะพูดดี ๆ พูดจาให้มันมีความนุ่มนวล ให้วาจาที่กล่าวออกมานั้น เป็นวาจาที่ทำให้เกิดความรักความฟูใจ คำว่า “ความรักความฟูใจ” นั่นก็คือ พูดแล้วให้คนฟังเขาเกิดความยินดีพอใจ เป็นวาจาที่ชาวเมืองเขาพูดกัน วาจาที่เป็นลักษณะนี้เรียกว่า วาจาไม่หยาบคาย

 

เจาะจงลงมาในประเด็น วาจาหยาบคาย ซึ่งก็คือ วาจาที่พูดไปแล้ว เขาจะสะเทือนใจ พูดไปแล้วเขาจะเกิดความไม่พอใจ ถ้าเรารู้ว่าถ้าเราพูดสิ่งนี้ออกไปเขาจะจี๊ดขึ้นเลย จะสะเทือนในแน่นอน แล้วคุณพูดออกไป ต่อให้การใช้ภาษามันสละสลวย ผูกเป็นบทกลอนบทโคลงอย่างดี มีการใช้คำศัพท์ต่าง ๆ ผูกเงื่อนกันมาอย่างดีแล้ว แต่ถ้ามันเป็นวาจาที่มันบาดลึกแบบทิ่มแทงเขา อันนี้ถือว่าเป็นวาจาหยาบ

 

ก็แต่ว่ากิเลสในใจของเราบางทีมันก็จะอ้างตรงนี้ว่า “ก็ผมคิดไปอย่างไร ก็พูดไปอย่างนั้น ผมพูดความจริง คิดอย่างไรพูดไปอย่างนั้น ตรงกับที่คิด ผมพูดความจริง” ลักษณะที่เอาความจริงที่ว่า ฉันไม่โกหก ก็ฉันไม่ชอบเธอ ฉันก็เลยด่าเธอ ฉันเกลียดแก พูดไปเลยโดยที่ไม่ได้แคร์ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร โดยเข้าใจว่านี้เป็นความจริง ไม่ได้เป็นการพูดโกหก ซึ่งมันเป็นการที่กิเลสเอามาอ้างในการที่จะพูดคำหยาบ

 

ถ้าสมมุติว่าเราต้องการรักษาให้ดีโดยการที่ไม่พูดวาจาที่จะให้เขาสะเทือนใจ แต่จะพูดวาจากันดี ๆ ถึงฉันเกลียดเธอ ไม่พอใจเธอก็จริง ฉันอาจจะยังมีมิจฉาสังกัปปะอยู่ในใจ ถ้าว่าฉันก็พูดดี ๆ กับเธอ อย่างนี้มันจะเป็นไปในลักษณะที่เสแสร้งรึป่าว?

 

ลักษณะของการที่เสแสร้ง (Fake) คนนี้ใส่หน้ากากเข้าหากัน ดูจิตใจคิดร้ายแต่มาทำเป็นแกล้งพูดดี ๆ เราจึงต้องมาทำความเข้าใจกันในประเด็นนี้ว่า วาจาที่ออกมาดูดี ๆ เหมือนกันหมดเลย เป็นคำหวาน เป็นคำพูดที่เขาจะฟังแล้วดี ข้างในมันดีมั๊ย เหมือนอย่างขนมเค้ก เขาเอาน้ำตาลโรยไว้ ให้มันดูสวยงาม แต่งหน้าไว้อย่างดี ข้างในมันเป็นอย่างไร เน่ารึป่าวหรือว่าดีจริง อร่อยจริง ๆ

 

สิ่งที่เราเห็นวาจาว่าดี ๆ อาจจะไม่ใช่สัมมาวาจาก็ได้ คำหวาน ๆ ที่เราได้ยินอาจเป็นมิจฉาวาจาก็ได้ เป็นอย่างไร

 

เช่น การใช้ภาษาสุภาพ ๆ ที่เราเห็น ๆ กัน ไม่ได้มีภาษาสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ว่าบาดลึก มันสะเทือนใจ อันนี้คือ มิจฉาวาจาแน่นอน ซึ่งก่อนที่เราจะไปเห็นวาจาที่มันดี ๆ แบบพูดจาสวยหรู เป็นคำฟังแล้วรื่นหู เรามาทำความเข้าใจวาจาที่ฟังแล้วไม่รื่นหูก่อน เป็นคำหยาบเลย ฟังแล้วสะเทือนใจ ถ้าคนฟังเขาไม่ดีจริง ๆ เป็นคนชั่วจริง ๆ เราต้องการพูดเพื่อจะเตือนสติเขาโดยการใช้ภาษาหยาบคาย ถือว่าเป็นสัมมาวาจาได้รึไม่ ฉันจะเตือนสติเขา อันนี้มันก็มีส่วนที่เป็นสัมมาวาจาอยู่ เพราะว่าเราต้องการเตือนสติกัน แต่ว่าก็มีส่วนที่เป็นมิจฉาวาจาอยู่ก็มี มันจึงไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง แต่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า เราฝึกให้ดี ทำให้มันบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง เราก็อย่าเอาภาษาที่ฟังแล้วมันเป็นการใช้ภาษาหยาบคาย อย่าเอาตรงนั้น เอาเฉพาะส่วนที่ฟังแล้วมันจะดี ๆ เอามาพูดเตือนกัน

 

ที่นี้สำหรับวาจาที่ดูดี ๆ ดูแล้วดีหมดเลย ถ้าเป็นวาจาที่ทิ่มแทงกันแต่ด้วยเจตนาที่จะเตือนสติกัน ก็ให้รู้เวลาที่เหมาะสมด้วย มีกระบวนการมีขั้นตอนก่อนที่จะพูดออกไป

อีกประเด็นคือ เวลาที่เราได้ยินคำพูดที่มันเป็นการใช้ภาษาสละสลวย แต่ถ้ามันบาดลึกทิ่มแทงคนฟังโดยที่ไม่เหมาะกาลไม่เหมาะเวลา ซึ่งเขาอาจจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ได้ แต่ว่าการพูดที่ไม่เหมาะสมกาลไม่เหมาะเวลาจะบอกว่าเป็นสัมมาวาจาโดยส่วนเดียวก็ไม่ได้ มันก็มีส่วนที่เป็นมิจฉาวาจาปนกันอยู่ ซึ่งอันนี้อาจจะด้วยเจตนาดี แต่ว่าเจตนามันก็เป็นข้ออ้างของกิเลสเหมือนกัน กิเลสมันทำให้เกิดเจตนา ที่ว่าดี ๆ นี้แหละแต่เอามาเป็นข้ออ้างที่จะทำชั่ว ทำมิจฉาวาจา

 

เพื่อให้เกิดความเข้าใจในประเด็นคำพูดที่ฟังดูแล้วรื่นหู ฟังดูแล้วสบายใจ ใน ๒ กรณีแรก คือ เป็นคำพูดที่ใช้ภาษาสละสลวยแต่คำพูดมันบาดลึก ถ้าเผื่อว่าพูดเหมาะสมกาลเวลาอันนี้ถือว่าเป็นสัมมาวาจา แต่ถ้าพูดไม่เหมาะสมไม่เหมาะกาลไม่เหมาะเวลาก็มีส่วนที่เป็นมิจฉาวาจามาปนกันอยู่ เจตนาจึงสำคัญ

 

ในอีกกรณีหนึ่ง ภาษาก็สละสลวยด้วย คำพูดนี้ก็หวานหูด้วย ฟังแล้วมันซึ้งกินใจ ซึ่งพูดออกไปแล้วมันเป็นการเสแสร้งรึป่าว คือ บางคนพูดวาจาที่ถูกต้องตามสัมมาวาจาทุกอย่าง เป็นวาจาที่ผู้ฟัง ๆ แล้วสบายใจ เป็นสิ่งดีแล้ว เป็นคำพูดที่สละสลวย แต่เป็นมิจฉาวาจาก็มี จึงต้องดูให้ดี แค่ดูผิวเผินจากวาจาที่เขาพูดอย่างเดียวมันไม่ได้ ต้องวิเคราะห์ให้ลึกลงมา อย่างไรที่ว่ามีมิจฉาวาจา

 

ในลักษณะคำพูดที่ฟังดูแล้วรื่นหู ฟังดูแล้วเหมาะสมเวลาด้วย พูดดีด้วย แล้วก็ทำให้ทุกคนฟูใจด้วย แต่ถ้าในใจของเขา เช่น เกลียดคนนี้ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ แต่ก็แกล้งพูดดี ๆ แล้วเขาก็มีความเพ่งเล็งคิดว่า ฉันต้องพูดดี ๆ กับมัน เพื่อว่าฉันจะต้องเอาประโยชน์จากเขาทีหลัง ด้วยจิตที่ตั้งไว้แบบนี้ นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเพ่งเล็ง ไม่ได้ตั้งใจในการที่จะรักษาวาจาให้ดี แต่เสแสร้งพูดจาดี ๆ ออกไป เพื่อที่จะเอาประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นมิจฉาสังกัปปะ แน่นอน ดังนั้นคำพูดที่ออกไปดูดี ๆ นั้นไม่ใช่สัมมาวาจาเพราะไม่ตั้งใจที่จะรักษาสัมมาวาจา เพียงแต่พูดเสแสร้งเพื่อให้การกระทำนั้นออกมาดูดี เพื่อจะเอาผลประโยชน์ คำพูดที่ออกไปดูดีนั้นเป็น มิจฉาวาจา ด้านซ้ายสุดจะเป็นอย่างนี้ เป็นทั้งมิจฉาวาจา (คำพูด) จากใจที่มีมิจฉาทิฏฐิ และใจที่มีมิจฉาสังกัปปะ นี่คือลักษณะของคนที่เสแสร้ง แกล้งทำ คนที่ไม่จริงใจ

 

ถัดมาอีก บางทีบางครั้งเราไม่ชอบคนนี้ ไม่ชอบเขา เกลียดเขา เขาเป็นคนไม่ดีหรือเขาทำสิ่งที่ให้เราไม่พอใจ แล้วถ้าจะพูดไม่ดีกับเขา มันจะไม่ดี พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มีสัมมาวาจา งั้นเราก็พูดจาดี ๆ กับเขาแล้วกัน ฉันไม่อยากจะพูดไม่ดี พูดถนอมน้ำใจกัน แต่ข้างในยังมีมิจฉาสังกัปปะอยู่ คือ ไม่ชอบเขา เกลียดเขา แต่ก็ไม่พูดว่าฉันเกลียดแก แต่พูดอะไรที่มันจะดี ๆ ให้มีความสามัคคีกัน เป็นคำที่ฟังแล้วมันพอชื่นใจบ้าง การพูดในลักษณะอย่างนี้เป็นความเสแสร้งอย่างในแบบแรกหรือไม่

 

ตรงนี้แหละมีความแตกต่างกัน ในกรณีที่ ๒ ถ้าเผื่อว่าเราไม่ชอบคนนี้ ฉันเกลียดมัน อันนี้เป็นมิจฉาสังกัปปะแน่นอน แต่ถ้าเรามีเจตนาในการตั้งใจที่จะพยายามพูดดี ๆ เพราะนี้เป็นสัมมาวาจา ถ้าคุณมีเจตนาในการที่จะรักษาสัมมาวาจา อันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ คุณรู้ว่าอะไรเป็นมิจฉาวาจา รู้ว่าอะไรเป็นสัมมาวาจา แล้วตั้งสติขึ้น นั่นเป็นสัมมาสติ แล้วทำความเพียรขึ้น นั่นเป็นสัมมาวายามะ สิ่งที่ปรากฎออกมาจึงเป็น สัมมาวาจา

 

  • คำพูดที่สวยหรูดูดีเหมือนกัน เป็นมิจฉาวาจาเพราะว่ามีมิจฉาทิฎฐิอยู่ด้านหลัง
  • คำพูดที่สวยหรูดูดีข้างในอาจจะคิดไม่ดี เป็นมิจฉาสังกัปปะอยู่ก็จริง แต่ก็มีสัมมาทิฎฐิในการที่จะรักษาสัมมาวาจา คำพูดที่สวยหรูดูดีนั้น ต่อให้ข้างในเราไม่ได้คิดดีกับเขาก็จริงเพราะว่าเรายังทำสัมมาสังกัปปะคือความคิดชอบให้ถูกขึ้นไม่ได้ คำพูดที่ออกไปนั้นก็ยังเป็นสัมมาวาจา

 

ทั้งสองกรณีพูดจาหวานหูเหมือนกัน ไม่พอใจคนฟังเหมือนกัน แต่พูดออกไปดูดีเหมือน ๆ กัน มีความคิดจากผู้พูดต่อผู้ฟังนั้นเหมือน ๆ กัน (คือคิดไม่ดีกับเขาเหมือนกัน) แต่กรณีแรกด้านซ้ายสุดนั้นมีมิจฉาทิฏฐิ ทำให้วาจาที่ออกไปนั้นถึงแม้จะดูดีก็ยังเป็นมิจฉาวาจา แต่กรณีที่ ๒ ตรงกลางนี้ ถัดมาจากด้านซ้ายมีสัมมาทิฏฐิ คำพูดที่ออกไปนั้นจึงเป็นสัมมาวาจา ถึงแม้ว่าทั้งสองกรณีจะมีมิจฉาสังกัปปะที่มีความคิดความดำริที่มันยังไม่ดีเหมือนกันก็ตาม กรณีแรกจะเป็นลักษณะของคนเสแสร้ง แต่กรณีที่สอง จะเป็นลักษณะของคนที่มีความอดทน

 

“ฉันมีใจที่เป็นมิจฉาสังกัปปะอยู่ก็จริง แต่ฉันก็พยายามที่จะอดทนทางวาจา พูดวาจาที่มีเมตตาทางวาจา แต่เมตตาทางใจยังไม่มี มันบึ้มๆ อยู่ข้างใน เป็นมิจฉาสังกัปปะ แต่ว่าอย่างน้อยยังพูดดี ๆ ออกไป มีการพูดถนอมน้ำใจ เป็นคนที่มีความอดทน มีความอดกลั้น”

 

คนที่พยายามฝึกตรงนี้ด้วยสัมมาทิฏฐิที่ตัวเองมี พยายามที่จะรักษาวาจาให้ได้ แต่ความคิดนึกมันยังมีความพยศ ทำให้มีมิจฉาสังกัปปะคือความคิดความดำริที่ไม่ดีบ้าง พยายามฝึกตัวเองขึ้นไป ๆ ก็จะทำให้เกิดสัมมาสังกัปปะขึ้นได้ มันก็จะตรงกันหมดเลย เป็นคนตรงเลย เป็นผู้ที่ปฏิบัติตรงเลย มีทั้งสัมมาวาจาด้วย ขวาสุด คำพูดหวานหู ฟังแล้วรื่นหูเหมือนทั้งด้านซ้ายสุด ทั้งตรงกลาง และด้านขวาสุดด้วย ๓ อย่างเหมือนกันเลย แต่ในกรณีที่ ๓ นี้ มีสัมมาสังกัปปะด้วย ความคิดนั้นเป็นไปตรงแล้ว ตรงกันกับทั้งวาจาตรงกันกับทั้งทิฏฐิด้วย มีทั้งสัมมาวาจา มีทั้งสัมมาสังกัปปะ มีทั้งสัมมาทิฏฐิ ฝึกให้มันเป็นไปในลักษณะนี้ จิตเราก็จะสูงขึ้น ดีขึ้น เพราะฉะนั้นให้เรามาตามลำดับอย่างนี้ ดูวาจาดี ๆ เหมือนกัน แต่จากซ้ายสุดเป็นคนเสแสร้ง เพราะว่าด้วยมิจฉาทิฏฐิ การตั้งจิตไว้ไม่ชอบ ไม่ได้ตั้งจิตไว้ในการรักษาสัมมาวาจา เป็นความลวงโลก คิดไม่ดีด้วยด้วยทิฏฐิที่ตั้งไว้ไม่ถูกต้องด้วย ต่อให้วาจาออกมารื่นหูฟังแล้วดูดีแต่ก็เป็นมิจฉาวาจา แต่ถ้าเราปรับใหม่ แทนที่เราจะคิดในการที่จะเอาประโยชน์ คิดในการที่จะตักตวงฉกฉวยโอกาส ก็ปรับทิฏฐิของเราใหม่ในการที่จะให้มารักษาสัมมาวาจา แค่ตั้งจิตไว้ แค่ตั้งเจตนาไว้ในการที่จะรักษาสัมมาวาจาทั้งที่อาจจะไม่พอใจคนนี้ คิดไม่ดีกับคนนี้อยู่ แต่ด้วยความที่เราตั้งจิตตั้งใจ ตั้งเจตนาที่จะรักษาสัมมาวาจา อันนั้นก็เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ขยับขึ้นมาตรงกลางแล้ว มีสัมมาทิฏฐิอยู่ แต่อาจจะคิดไม่ดีกับเขาบ้างทางใจมันหลุด ๆ ไป เป็นมิจฉาสังกัปปะ แต่พยายามที่จะรักษาวาจาออกมาให้มันดีวาจาที่ออกมานั้นก็เป็นสัมมาวาจา เลื่อนมาอยู่ตรงกลางแล้ว ความอดทนอดกลั้นไม่เสแสร้งแล้ว ถึงแม้คำพูดที่ออกไปจะไม่ตรงกับความคิดก็ตาม และขวาสุดนั้น ดีมากเลย พอเราฝึกที่จะอดทนอดกลั้นตั้งสติเอาไว้ได้ เป็นสัมมาสติ พยายามที่จะทำจริงแน่วแน่จริงเป็นสัมมาวายามะ ด้วยสัมมาสติ สัมมาวายามะ และสัมมาทิฏฐิ คำพูดมันก็จะขยายผลจากสัมมาวาจา ก็ขยายผลไปเป็นสัมมาสังกัปปะเกิดขึ้นในใจของเราได้ ทำให้ความคิดการพูดและทิฏฐินั้นตรงกัน เป็นคนตรง ฝึกในการที่จะให้เราเป็นคนตรง จากคนเบี้ยว ๆ เสแสร้งแกล้งทำ เอามาเริ่มตรงในทางวาจา เริ่มตรงในทางความคิด ไล่ไปเป็นตามลำดับอย่างนี้จะทำความก้าวหน้าปฏิบัติธรรมะใน ๓๕๘ วันที่เราอยู่บ้านได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง