วาเสฏฐสูตร บุคคลเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม

HIGHLIGHTS:

  • "วาเสฏฐสูตร" บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด หรือเพราะกรรม?
  • บุคคลเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม
  • คนที่จะเรียกว่า เป็นพราหมณ์ได้จริงๆ คือ เป็นพระอรหันต์ นั่นเอง
  • เรื่องของกรรม นี่ก็คือ การที่อาศัยเหตุปัจจัย นั่นเอง เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม

บทคัดย่อ

 

“ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรบุคคลจึงจะชื่อว่า เป็นพราหมณ์?”

ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นผู้มีชาติกำเนิดมาดี ทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายมารดา และฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอด ๗ ชั่ว บรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ บุคคลจึงชื่อว่า เป็นพราหมณ์”

วาเสฏฐมาณพกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นผู้มีศีลและถึงพร้อมด้วยวัตร ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ บุคคลจึงชื่อว่า เป็นพราหมณ์”

ภารทวาชมาณพไม่อาจให้วาเสฏฐมาณพยินยอมได้ ถึงวาเสฏฐมาณพก็ไม่อาจ ให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้เหมือนกัน ลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพได้เรียกภารทวาชมาณพมา และบอกว่า เราไปถามพระพุทธเจ้ากัน

หลังจากที่มาณพทั้ง ๒ ได้ไปเข้าเฝ้า และได้ถามพระพุทธเจ้าว่า

‘บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด หรือบุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม?’"พระพุทธเจ้าท่านตอบเป็นคำร้อยกรอง มีอักษรสละสลวย มีฉันทลักษณ์ที่ถูกต้อง ไล่เรียงตามลำดับมาอย่างดี มีความสวยงามในคำกลอนของพระองค์ท่าน เขาถามมาเป็นคาถาสั้นๆ แต่พระพุทธเจ้าตอบเป็นคำร้อยกรองกลับไป ๒๐-๓๐ คาถากลับไป คือ เราคาดเดาคำตอบของพระพุทธเจ้าได้แล้วนะว่า ก็จะไม่ได้เกี่ยวกับชาติกำเนิด จะเป็นเรื่องของกรรม" แต่ทีนี้ พระองค์ก็ไม่ได้เอาตรงนั้นมาพูดทันที เพราะว่าถ้าท่านพูดไปทันที บางทีเขาอาจจะโต้ได้ ก็ต้องยอมตามเขาก่อน โดยแยกแยะ นี่คือ ลักษณะของพระพุทธเจ้าเวลาเทศน์สอน ท่านจะแยกแยะสิ่งไหนที่ถูก สิ่งไหนที่ผิด เปรียบเทียบให้เห็นส่วนเหมือน ส่วนต่าง เปรียบเทียบให้เห็นโดยอุปมา-อุปไมย มีการถามกลับ มีหลายลักษณะ ในลักษณะนี้ที่บอกไว้กับมาณพหนุ่ม พราหมณ์หนุ่ม ๒ คนนี้ แยกแยะให้เห็นส่วนเหมือนก่อนว่า ที่ว่า "ชาติกำเนิดต่างกัน แล้วเราแบ่งตามชาติกำเนิดมีไหม? "มี ไล่มาตั้งแต่สิ่งของที่ไม่ได้มีวิญญาณ ไม่ได้มีการรับรู้ เช่น หญ้า, ต้นไม้ พวกนี้ไม่ได้มีการรับรู้ คือ โตอยู่ เราปลูกต้นไม้ลงไป มันก็โตขึ้นมา แต่ว่าลักษณะของมันแตกต่างกันตามชาติกำเนิด หญ้า กับต้นไม้

  • สิ่งที่มีวิญญาณครอง มีลักษณะของการรับรู้อยู่ คือ พวกตั๊กแตน คือ แบ่งตามขา, มด ก็แบ่งตามสี เช่น สีดำ,สีแดง - สัตว์ ๔ เท้าก็แบ่งตามจำนวนของเท้า ขนาดเล็กบ้าง เช่น กระต่าย ฯลฯ ควาย,ช้าง ก็ตัวใหญ่
  • แบ่งตามการเดินทางไปของมัน เช่น พวกสัตว์เลื้อยคลานก็ไปด้วยท้อง
  • แบ่งตามที่อยู่ เช่น เกิดในน้ำ ก็เรียกว่า สัตว์น้ำ, เกิดบนบก ก็เรียกว่า สัตว์บก, พวกที่มีปีกบินไป ก็เรียกไปอีกแบบหนึ่ง พวกนี้แบ่งตามการเกิดของมันมีอยู่ สัตว์ประเภทนี้

แต่ว่ามนุษย์ไม่ได้มีรูปร่างสัณฐาน ที่แตกต่างกันตามกำเนิดมากมายขนาดนั้น พระพุทธเจ้าบอกไว้ มนุษย์เราดู ก็มีตา มีผมเหมือนกัน มีใบหน้า มีจมูก มีท้อง มีอวัยวะ มีหัวใจ มีแขนขาเหมือนๆกัน สีสันอาจจะต่างกันบ้าง แต่ไม่มาก ไม่สามารถที่จะแบ่งตามรูปพรรณสัณฐาน การเกิดได้ เหมือนสัตว์อื่นที่ท่านบอกเอาไว้ แล้วจะบอกความแตกต่างได้อย่างไง?

"ในสมัยก่อนเขาก็จะแบ่งตามกลุ่มคน ตามอาชีพ เช่น กลุ่มคนชาวนา, พ่อค้า, กษัตริย์, คนใช้, ทหาร หรือ โจร เป็นต้น และก็มีจุดหนึ่ง ท่านผู้ฟัง ที่จริงๆแล้ว เป็นอาชีพของพราหมณ์อยู่แล้ว นั่นคือ การที่ประกอบพิธีกรรม ดูโหงวเฮ้ง ทายลักษณะ ดูโหร บอกดวงดาว พวกนี้ เป็นอาชีของพวกปุโรหิต ส่วนใหญ่จะพราหมณ์นี่แหละทำ!! แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า อันนี้ไม่ได้เรียกว่า พราหมณ์นะ เขาเรียกว่า เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม และก็บอกตรงนี้ว่า

"บุคคลจะเป็นพราหมณ์ได้ ไม่ใช่เพราะว่าถือกำเนิดขึ้นมาจากครรภ์มารดา" เกิดในครรภ์มารดา ก็เป็นคน เป็นมนุษย์ธรรมดานี่แหละ!! จะเรียกว่า เป็นพรหมไม่ได้!! เรียกเขาว่า "โภวาที" เท่านั้น คำว่า โภวาที คือ ที่เรียกว่า ท่านผู้เจริญ, เรียกว่า ท่าน คือ แบบเรียกด้วยคำที่สวยงามเฉยๆ แต่ว่าคนที่จะเป็นพราหมณ์ได้ตรงนี้ พระพุทธเจ้าบอกไว้เยอะมากเลย มีคุณสมบัติเยอะแยะมาก ซึ่งสรุปรวมตรงที่ว่า ไม่มีกิเลส นั่นเอง พูดง่ายๆ คำว่า "พราหมณ์" ในความหมายของพระพุทธเจ้า คือ ความเป็นพระอรหันต์ คนที่จะเรียกว่า เป็นพราหมณ์ได้จริงๆ คือ เป็นพระอรหันต์ นั่นเอง แต่ท้ายที่สุดของ คาถานี้

พระพุทธเจ้าจึงสรุปไว้ในท้ายพระสูตรนี้ ด้วยคำที่เป็นคาถาว่า:-

 

บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะชาติ(กำเนิด) ก็หาไม่ได้ จะไม่ใช่พราหมณ์ เพราะชาติ(กำเนิด) ก็หาไม่ได้ บุคคลเป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม ไม่เป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม บุคคลเป็นชาวนา ก็เพราะกรรม เป็นศิลปิน ก็เพราะกรรม บุคคลเป็นพ่อค้า ก็เพราะกรรม เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม

บุคคลแม้เป็นโจร ก็เพราะกรรม เป็นนักรบ ก็เพราะกรรม บุคคลเป็นปุโรหิต ก็เพราะกรรม แม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรมทั้งนั้น

บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมเห็นซึ่งกรรมนั้นตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ชื่อว่า เป็นผู้เห็นซึ่งปฏิจจสมุปบาท เป็นผู้ฉลาดในเรื่องวิบากแห่งกรรม

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องรึงรัด เหมือนลิ่มสลักขันยึดรถที่กำลังแล่นไปอยู่

บุคคลเป็นพราหมณ์ได้ เพราะกรรมนี้ คือ ตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ ทมะ นี่แหละ เป็นคุณธรรมสูงสุดของพราหมณ์

- พุทธพจน์ -

 

ในเรื่องราวทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นคาถาอย่างยืดยาว เราจะเห็นได้ว่า เป็นการยอมรับคำของภารทวาชมาณพก็ส่วนหนึ่ง โดยเริ่มจากพวกต้นไม้ พวกสัตว์เดรฉาน ด้วยชาติกำเนิดนั้น ใช่!! แต่ว่ามนุษย์นั้น ไม่ใช่!!

เป็นการขยายคำขึ้นของวาเสฏฐมาณพที่นอกจากเรื่องของศีล, เรื่องของวัตร, ยังมีการประพฤติพรหมจรรย์, การข่มบังคับใจ(ทมะ), สัญญมะ(การสำรวมระวัง) เพิ่มเติมขึ้นไป ทำให้ ๒ มานพ หนุ่มน้อยนี้ ก็นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เป็นอุบาสกไป

 

"เรื่องของกรรม นี่ก็คือ การที่อาศัยเหตุปัจจัย นั่นเอง เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม"

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง