คำพุทธ - วาเสฏฐสูตร

HIGHLIGHTS:
  • "วาเสฏฐสูตร" บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด หรือเพราะกรรม?
  • เราเรียกบุคคลผู้หมดสิ้นตัณหา ที่นำไปเกิดในภพทั้ง ๓ ว่า เป็นพราหมณ์
  • บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่ หรือไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่
  • บุคคลเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม บุคคลเป็นชาวนาก็เพราะกรรม บุคคลแม้เป็นโจรก็เพราะกรรม
  • บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปกติเห็นปฏิจจสมุปบาท มีความรู้ความเข้าใจในกรรม และผลของกรรม ย่อมพิจารณาเห็นกรรม ตามความเป็นจริงอย่างนี้
  • สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน เปรียบเหมือนรถมีหมุดเป็นเครื่องตรึงไว้แล่นไปอยู่
  • "นิพเพทิกสูตร" ธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เฉพาะส่วนของกรรม พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ให้รู้จักกรรมใน ๖ ลักษณะ

บทคัดย่อ

 

"วาเสฏฐสูตร" ว่าด้วยมาณพชื่อวาเสฏฐะ

 

บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด หรือเพราะกรรม?

"เราเรียกบุคคลผู้หมดสิ้นตัณหา ที่นำไปเกิดในภพทั้ง ๓ ว่า เป็นพราหมณ์"

เราเรียกบุคคลผู้หมดสิ้นตัณหา ที่นำไปเกิดในภพทั้ง ๓ มีจิตไม่มัวหมอง ผ่องใสบริสุทธิ์ดุจดวงจันทร์วันเพ็ญ ที่ปราศจากเมฆหมอกว่า เป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้ข้ามพ้นทางอ้อม คือ ราคะ ทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ คือ กิเลส สังสารวัฏฏ์ และโมหะได้แล้ว เป็นผู้ข้ามโอฆะไปถึงฝั่ง มีจิตเพ่งพินิจอยู่เสมอ ไม่หวั่นไหว หมดความสงสัยว่า เป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลในโลกนี้ ผู้ละกามทั้งหลาย บวชเป็นบรรพชิต สิ้นภวตัณหาแล้วว่า เป็นพราหมณ์ เราเรียกบุคคลในโลกนี้ ผู้ละตัณหาได้แล้ว บวชเป็นบรรพชิต สิ้นกาม และภพแล้วว่า เป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้ละโยคะที่เป็นของมนุษย์แล้ว ล่วงพ้นโยคะที่เป็นของทิพย์เสียได้ มีจิตหลุดพ้นจากโยคะทั้งหมดว่า เป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้ละได้ทั้งความยินดี และความยินร้าย เป็นผู้สงบเยือกเย็น ปราศจากอุปธิกิเลส ครอบงำโลก คือ ขันธ์ทั้งหมดได้ มีความเพียรว่า เป็นพราหมณ์

เราเรียกบุคคลผู้รู้ชัดการจุติ และการเกิดของสัตว์ทั้งหลายโดยอาการทั้งปวง เป็นผู้ไม่ติดข้องดำเนินไปด้วยดี รู้แจ้งอริยสัจว่า เป็นพราหมณ์

บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่ หรือไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่ บุคคลเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม บุคคลเป็นชาวนาก็เพราะกรรม เป็นช่างศิลปะก็เพราะกรรม เป็นพ่อค้าก็เพราะกรรม เป็นผู้รับใช้ก็เพราะกรรม

บุคคลแม้เป็นโจรก็เพราะกรรม เป็นทหารอาชีพก็เพราะกรรม เป็นปุโรหิตก็เพราะกรรม แม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรมทั้งนั้น

บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปกติเห็นปฏิจจสมุปบาท มีความรู้ความเข้าใจในกรรม และผลของกรรม ย่อมพิจารณาเห็นกรรม ตามความเป็นจริงอย่างนี้

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน เปรียบเหมือนรถมีหมุดเป็นเครื่องตรึงไว้แล่นไปอยู่

บุคคลเป็นพราหมณ์ได้ เพราะกรรมนี้ คือ ตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ ทมะ๑ นี้ เป็นคุณธรรมสูงสุดของพราหมณ์

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ สงบ สิ้นภพใหม่แล้ว
เป็นทั้งพรหม และท้าวสักกะของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่”

เชิงอรรถ : ๑ ชื่อว่า ตบะ เพราะมีธุดงค์เป็นตบะ, ชื่อว่า พรหมจรรย์ เพราะงดเว้นจากเมถุนธรรม, ชื่อว่า สัญญมะ เพราะ มีศีล, ชื่อว่า ทมะ เพราะฝึกอินทรีย์แล้ว (ม.ม.อ. ๒/๔๖๐/๓๑๗)

 

"นิพเพทิกสูตร" ธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เฉพาะส่วนของกรรม พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ให้รู้จักกรรมใน ๖ ลักษณะ ได้แก่

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลสนั้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย

  • เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม
  • เหตุเกิดแห่งกรรม
  • ความต่างแห่งกรรม
  • วิบากแห่งกรรม
  • ความดับแห่งกรรม
  • ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับกรรม

 

  • ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว?

     

  • ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจาด้วยใจ
  • ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม
  • ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่า ความต่างแห่งกรรม
  • ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี ๓ ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ๑ กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด ๑ กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป ๑ นี้เรียกว่า วิบากแห่งกรรม
  • ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้น เพราะความดับแห่งผัสสะ
  • อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆ

เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นธรรมปริยายที่เป็นปริยายเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ฯ"

 

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๒ สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต หน้าที่ ๓๖๕ ข้อที่ ๓๓๔

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "วาเสฏฐสูตร" มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์