คำพุทธ – อุปาลิวาทสูตร มโนกรรมมีโทษมากที่สุด (ตอนที่ ๒)

HIGHLIGHTS:
  • พระผู้มีพระภาคตรัสอนุบุพพิกถาแก่อุบาลีคฤหบดี
  • มายาเครื่องกลับใจ
  • พุทธคุณ ๑๐๐

บทคัดย่อ

 

อุปาลิวาทสูตร(ตอน ๒) แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ

ตอน ๑) เรื่องของการที่โต้วาทะกัน ระหว่างพระพุทธเจ้า กับ อุบาลีคฤหัสบดี

ตอน ๒) เรื่องนี้ในตอนท้ายว่า พอโต้วาทะกันแล้ว ปรับความเห็นเข้าใจกันแล้ว แล้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

 

ในภาคแรก อุปาลิวาทสูตร ได้มีโต้วาทะ โดยพระพุทธเจ้าได้ยกอุปมาอุปไมย ๔ ข้อด้วยกันได้แก่ ที่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า กรรมที่กระทำทางกาย ไม่ได้มีผลมาก ไปกว่ากรรมที่กระทำทางใจ คำว่า "กรรม" ตรงนี้ หมายถึง การที่ทรมานตัวเองลงมา การทรมาน การกระทำทางกาย ไม่ได้จะมีผลเท่ากับการกระทำทางใจ โดยยกอุปมาอุปไมย ๔ อย่างต่อไปนี้ว่า คำที่คุณบัญญัติ มันไม่ลงรับกัน ตามสถานการณ์ต่างๆ อย่าฉาบฉวย อย่าผิวเผิน มองดูพิจารณาให้ลึกซึ้ง ตัวอย่าง ๔ อย่างนั้นคือ

    • พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างของนิครนถ์ที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วย
    • พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างของนิครนถ์ที่เวลาเขาเดินไป เขาต้องมีไม้กวาดกวาดไป แล้วถ้าเขาบังเอิญไปเหยียบสัตว์ที่เดินมา
    • พระพุทธเจ้ายกตัวอย่าง เปรียบเทียบให้เห็นส่วนต่างคนที่เป็นฆาตกร หรือว่า เป็นนักฆ่า เขาจะฆ่าคนทุกคนในหมู่บ้านนาลันทานี้ให้ตายหมด และทำให้เป็นลานเนื้อ
    • พระพุทธเจ้าได้พูดถึง ป่าทัณฑกี ป่ากาลิงคะ ป่าเมชฌะ ป่ามาตังคะ มาได้อย่างไง เป็นนิทานที่เขาเล่ากันมาในชนวรรณะของพวกพราหมณ์

อุบาลีอุบาสกเปลี่ยนใจได้ ด้วยตัวอย่าง ๔ อย่างนี้ เห็นแจ้งตามที่เป็นจริงแล้ว กลับใจนับถือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่พึ่ง เลิกนับถือพวกนิครนถ์ทั้งหลาย เขาได้ฟังธรรมะอะไร? อะไรเป็นมายาเครื่องกลับใจ กลับใจแล้ว ยกย่องพระพุทธเจ้าด้วยพุทธคุณ ๑๐๐ ปกติเราจะได้ยินเฉพาะพุทธคุณ ๙? "พระผู้มีพระภาคตรัสอนุบุพพิกถาแก่อุบาลีคฤหบดี คือ ทรงประกาศ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษแห่งกามอันต่ำทราม เศร้าหมอง อานิสงส์ในเนกขัมมะ เมื่อใดพระผู้มีพระภาคได้ทรงทราบอุบาลีคฤหบดีว่ามีจิตควร มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตผ่องใส เมื่อนั้น จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้น แสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เปรียบเหมือนผ้าขาวสะอาดปราศจากดำ ควรได้รับน้ำย้อมด้วยดี ฉันใด ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแก่อุบาลี คฤหบดีที่อาสนะนั้นเองว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน".

ลำดับนั้น อุบาลีคฤหบดีมีธรรมอันเห็นแล้ว มีธรรมอันบรรลุแล้ว มีธรรมอันรู้แจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงมั่นแล้ว ข้ามวิจิกิจฉาแล้ว ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา"

 

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

อุบาลีคฤหบดีได้ฟังพระผู้มีพระภาคตรัสอนุบุพพิกถาเป็นมายาเครื่องกลับใจ มากล่าวยกย่องพระพุทธเจ้าด้วยพุทธคุณ ๑๐๐ ซึ่งปกติเราจะได้ยินเฉพาะพุทธคุณ ๙ พุทธคุณ ๑๐๐ ได้แก่..."พุทธคุณ ๑๐๐"

ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! ขอท่านจงฟังซึ่งคำของข้าพเจ้าเถิด : ข้าพเจ้านั้น เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์ใด; พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :-

(๑) เป็นนักปราชญ์ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญา,

(๒) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากโมหะ,

(๓) เป็นผู้มีเสาเขื่อนเครื่องตรึงจิตอันหักแล้ว,

(๔) เป็นผู้มีชัยชนะอันวิชิตแล้ว,

(๕) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากสิ่งคับแค้นสะเทือนใจ,

(๖) เป็นผู้มีจิตสม่ำเสมอด้วยดี,

(๗) เป็นผู้มีปรกติภาวะแห่งบุคคลผู้เป็นพุทธะ,

(๘) เป็นผู้มีปัญญาเครื่องยังประโยชน์ให้สำเร็จ,

(๙) เป็นผู้ข้ามไปได้แล้วซึ่งวัฏฏสงสารอันขรุขระ,

(๑๐) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากมลทินทั้งปวง;

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :

(๑๑) เป็นผู้ไม่มีการถามใครว่าอะไรเป็นอะไร,

(๑๒) เป็นผู้อิ่มแล้วด้วยความอิ่มในธรรมอยู่เสมอ,

(๑๓) เป็นผู้มีเหยื่อในโลกอันทรงคายทิ้งแล้ว,

(๑๔) เป็นผู้มีมุทิตาจิตในสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง,

(๑๕) เป็นผู้มีสมณภาวะอันทรงกระทำสำเร็จแล้ว,

(๑๖) เป็นผู้ถือกำเนิดแล้วแต่กำเนิดแห่งมนู โดยแท้,

(๑๗) เป็นผู้มีสรีระอันมีในครั้งสุดท้าย,

(๑๘) เป็นผู้เป็นนรชนคือเป็นคนแท้,

(๑๙) เป็นผู้อันใคร ๆ กระทำอุปมามิได้,

(๒๐) เป็นผู้ปราศจากกิเลสอันพึงเปรียบได้ด้วยธุลี;

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :

(๒๑) เป็นผู้หมดสิ้นแล้วจากความสงสัยทั้งปวง,

(๒๒) เป็นผู้นำสัตว์สู่ภาพอันวิเศษ,?

(๒๓) เป็นผู้มีปัญญาเครื่องตัดกิเลสดุจหญ้าคาเสียได้,

(๒๔) เป็นสารถีอันประเสริฐกว่าสารถีทั้งหลาย,

(๒๕) เป็นผู้ไม่มีใครยิ่งกว่าโดยคุณธรรมทั้งปวง,

(๒๖) เป็นผู้มีธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความชอบใจของสัตว์ทั้งปวง,

(๒๗) เป็นผู้มีกังขาเครื่องข้องใจอันทรงนำออกแล้วหมดสิ้น,

(๒๘) เป็นผู้กระทำซึ่งความสว่างแก่ปวงสัตว์,

(๒๙) เป็นผู้ตัดแล้วซึ่งมานะเครื่องทำความสำคัญมั่นหมาย,

(๓๐) เป็นผู้มีวีรธรรมเครื่องกระทำความแกล้วกล้า;

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :

(๓๑) เป็นผู้เป็นยอดมนุษย์ แห่งมนุษย์ทั้งหลาย,

(๓๒) เป็นผู้มีคุณอันใคร ๆ กำหนดประมาณให้มิได้,

(๓๓) เป็นผู้มีธรรมสภาวะอันลึกซึ้งไม่มีใครหยั่งได้,

(๓๔) เป็นผู้ถึงซึ่งปัญญาเครื่องทำความเป็นแห่งมุนี,

(๓๕) เป็นผู้กระทำความเกษมแก่สรรพสัตว์,

(๓๖) เป็นผู้มีเวทคือญาณเครื่องเจาะแทงซึ่งโมหะ,

(๓๗) เป็นผู้ประดิษฐานอยู่ในธรรม,

(๓๘) เป็นผู้มีพระองค์อันทรงจัดสรรดีแล้ว,

(๓๙) เป็นผู้ล่วงกิเลสอันเป็นเครื่องข้องเสียได้,

(๔๐) เป็นผู้หลุดรอดแล้วจากบ่วงทั้งปวง;

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :

(๔๑) เป็นผู้เป็นดังพระยาช้างตัวประเสริฐ,

(๔๒) เป็นผู้มีการนอนอันสงัดจากการรบกวนแห่งกิเลส,

(๔๓) เป็นผู้มีกิเลสเครื่องประกอบไว้ในภพสิ้นสุดแล้ว,

(๔๔) เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วจากทุกข์ทั้งปวง,

(๔๕) เป็นผู้มีความคิดเหมาะเจาะเฉพาะเรื่อง,

(๔๖) เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทำความเป็นแห่งมุนี,

(๔๗) เป็นผู้มีมานะเป็นดุจธงอันพระองค์ทรงลดลงได้แล้ว,

(๔๘) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากราคะ,

(๔๙) เป็นผู้มีการฝึกตนอันฝึกแล้ว,

(๕๐) เป็นผู้หมดสิ้นแล้วจากกิเลสเครื่องเหนี่ยวหน่วงให้เนิ่นช้า,

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :

(๕๑) เป็นผู้แสวงหาพบคุณอันใหญ่หลวง องค์ที่เจ็ด,

(๕๒) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากความคดโกง,

(๕๓) เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งวิชชาทั้งสาม,

(๕๔) เป็นผู้เป็นพรหมแห่งปวงสัตว์,

(๕๕) เป็นผู้เสร็จจากการอาบการล้างแล้ว,

(๕๖) เป็นผู้มีหลักมีเกณฑ์ในการกระทำทั้งปวง,

(๕๗) เป็นผู้มีกมลสันดานอันระงับแล้ว,

(๕๘) เป็นผู้มีญาณเวทอันวิทิตแล้ว,

(๕๙) เป็นผู้ทำลายซึ่งธานีนครแห่งกิเลสทั้งหลาย,

(๖๐) เป็นผู้เป็นจอมแห่งสัตว์ทั้งปวง;

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :

(๖๑) เป็นผู้ไปพ้นแล้วจากข้าศึกคือกิเลส,

(๖๒) เป็นผู้มีตนอันอบรมถึงที่สุดแล้ว,

(๖๓) เป็นผู้มีธรรมที่ควรบรรลุอันบรรลุแล้ว,

(๖๔) เป็นผู้กระทำซึ่งอรรถะทั้งหลายให้แจ่มแจ้ง,

(๖๕) เป็นผู้มีสติสมบูรณ์อยู่เองในทุกกรณี,

(๖๖) เป็นผู้มีความรู้แจ้งเห็นแจ้งเป็นปรกติ,

(๖๗) เป็นผู้มีจิตไม่แฟบลงด้วยอำนาจแห่งกิเลส,

(๖๘) เป็นผู้มีจิตไม่ฟูขึ้นด้วยอำนาจแห่งกิเลส,

(๖๙) เป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจแห่งกิเลส,

(๗๐) เป็นผู้บรรลุถึงซึ่งความมีอำนาจเหนือกิเลส;

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :

(๗๑) เป็นผู้ไปแล้วโดยชอบ,

(๗๒) เป็นผู้มีการเพ่งพินิจทั้งในสมาธิและปัญญา,

(๗๓) เป็นผู้มีสันดานอันกิเลสตามถึงไม่ได้แล้ว,

(๗๔) เป็นผู้หมดจดแล้วจากสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง,

(๗๕) เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้แล้ว,

(๗๖) เป็นผู้ไม่มีความหวาดกลัวในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความกลัว,

(๗๗) เป็นผู้สงัดแล้วจากการรบกวนแห่งกิเลสทั้งปวง,

(๗๘) เป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งธรรมอันเลิศ,

(๗๙) เป็นผู้ข้ามแล้วซึ่งโอฆกันดาร,

(๘๐) เป็นผู้ยังบุคคลอื่นให้ข้ามแล้วซึ่งโอฆะนั้น;

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :

(๘๑) เป็นผู้มีสันดานสงบรำงับแล้ว,

(๘๒) เป็นผู้มีปัญญาอันหนาแน่น,

(๘๓) เป็นผู้มีปัญญาอันใหญ่หลวง,

(๘๔) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากโลภะ,

(๘๕) เป็นผู้มีการไปการมาอย่างพระพุทธเจ้าทั้งหลาย,

(๘๖) เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี,

(๘๗) เป็นผู้ไม่มีบุคคลใดเปรียบ,

(๘๘) เป็นบุคคลผู้ไม่มีบุคคลใดเสมอ,

(๘๙) เป็นบุคคลผู้มีญาณอันแกล้วกล้า,

(๙๐) เป็นผู้มีปัญญาละเอียดอ่อน;

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :

(๙๑) เป็นผู้เจาะทะลุข่ายคือตัณหาเครื่องดักสัตว์,

(๙๒) เป็นผู้รู้ตื่นผู้เบิกบานเป็นปรกติ,

(๙๓) เป็นผู้มีกิเลสดุจควันไฟไปปราศแล้ว,

(๙๔) เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่ฉาบทาได้อีกต่อไป,

(๙๕) เป็นผู้เป็นอาหุเนยยบุคคลควรแก่ของที่เขานำไปบูชา,

(๙๖) เป็นผู้ที่โลกทั้งปวงต้องบูชา,

(๙๗) เป็นบุคคลผู้สูงสุดแห่งบุคคลทั้งหลาย,

(๙๘) เป็นผู้มีคุณอันไม่มีใครวัดได้,

(๙๙) เป็นผู้เป็นมหาบุรุษ,

(๑๐๐) เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเลิศด้วยเกียรติคุณ;

ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น; ดังนี้ แล.

นิครนถ์นาฏบุตร : ดูกรคฤหบดี ท่านประมวลถ้อยคำสำหรับพรรณนาคุณของพระสมณโคดม ไว้แต่เมื่อไร?

อุบาลีคฤหบดี : ดูกรท่านผู้เจริญ เปรียบเหมือนช่างดอกไม้ หรือลูกมือช่างดอกไม้คนขยัน พึงร้อยกรองดอกไม้ต่างๆ กองใหญ่ ให้เป็นพวงมาลาอันวิจิตรได้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ก็ฉันนั้น ทรงมีพระคุณควรพรรณนาเป็นอเนก ทรงมีพระคุณควรพรรณนาตั้งหลายร้อย ก็ใครจักไม่ทำการพรรณนาพระคุณของพระองค์ผู้ควรพรรณนาพระคุณได้เล่า.

ครั้นเมื่อนิครนถ์นาฏบุตรทนดูสักการะของพระผู้มีพระภาคไม่ได้ โลหิตอันอุ่นได้พลุ่ง ออกจากปากในที่นั้นเอง ดังนี้แล.

- จบ อุปาลิวาทสูตร ที่ ๖. -

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง