สมาธิเพื่อการชำแรกกิเลส

HIGHLIGHTS:
  • การแยกแยะการจัดหมวดหมู่ระหว่างกุศลธรรมและอกุศลธรรม, แยกแยะละเอียดลงไปแม้ในกุศลธรรมนั้น จะทำให้สมาธิเกิดและละเอียดขึ้นตามลำดับ (ล้างแล้วล้างอีก)
  • เรียงลำดับการแยกแยะไล่ตั้งแต่ขั้นศีลทางกายทางวาจา แล้วเข้าไปเรื่องของใจ
  • ทำความชำนาญในการเข้าออกสมาธิ ทำอาสวะใหม่ให้เกิดโดยการเห็นข้อดีข้อเสียของสมาธิในขั้นต่างๆ เช่น เห็นโทษในเวทนา เห็นโทษในวิญญาณ
  • ชำแรกจิตจนเห็นวิญญาณว่าไม่ใช่จิต แล้วไม่เข้าไปยึดถือใหม่ นั่นคืออาสวะสิ้น กิเลสดับ

บทคัดย่อ

 

“การที่เราแยกแยะออก การที่เราจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน แยกพวกกัน ให้มันเข้ากันได้ละเอียดลงไปๆ เส้นทางตรงนี้เรียกว่า มรรค มรรคแปลว่าทาง เรามาฝึกทำจิตให้เป็นสมาธิ รู้จักแยกแยะส่วนหยาบส่วนละเอียด ส่วนดีส่วนเลว ละเอียดลงๆ เห็นความเหมือนความต่าง เห็นโทษเห็นประโยชน์แล้ว อันนี้คือลักษณะการทำจิตให้เป็นอารมณ์อันเดียว ลักษณะที่การทำจิตให้เป็นอารมณ์อันเดียว การเดินไปตามทางนี้ เขาเรียกว่าการเข้าสู่สมาธิ”

 

แยกแยะทำให้เกิดสมาธิ

 

สมาธิหมายถึงการที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว เป็นเอกัคคตาจิต เป็นลักษณะที่เข้ากันได้ ขั้นต้นความที่อารมณ์เป็นอันเดียวอาจมีหลายอารมณ์มีหลายอย่างอยู่ในนั้น เราต้องทำการแยกแยะไปตามลำดับขั้น แยกสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมออกจากสิ่งที่เป็นกุศลธรรม จัดหมวดหมู่ แยกสิ่งที่หยาบๆ ออกจากกัน เปรียบเหมือนแยกข้าวธัญญพืชออกจากก้อนกรวด เพ่งดูให้ดี การทำจิตให้เป็นสมาธิ ทำให้เป็นอารมณ์อันเดียว ทำให้มันเข้ากันได้ คือการแยกแยะตรงนี้

พอมันแยกกันออกไปแล้ว กิเลสอย่างหยาบโดนแยกออกไป ก็จะยังมีเศษที่ไม่เข้ากัน ที่มันละเอียดลงไปอีก เช่นทรายอย่างละเอียด เหมือนในช่องทางคือใจ มีอยู่หลากหลายเรื่อง เราก็ต้องแยกพวกที่เข้ากันไม่เข้ากัน มีประโยชน์ไม่มีประโยชน์ เครื่องมือที่ใช้แยกในขั้นแรกคือศีล เมื่อมีศีลจะมีความไม่ร้อนใจ คืออวิปปฏิสาร มีความสงบระงับ มีปิติ มีปราโมทย์ แล้วเราจะเริ่มเห็นสิ่งที่ละเอียดลงๆ

 

ในความเข้าพวกก็มีความต่าง

 

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนในถุงผ้า มีทั้ังข้าวสาลี ถั่วราชมาส ถั่วเขียว อยู่ในนี้หมด ดูก็เข้าพวกกันเพราะเป็นธัญญพืชเหมือนกัน ในจิตของเรา ให้เรามาเพ่งดูว่าในความที่มันเหมือนๆ กันเป็นอารมณ์อันเดียวกันนั้น มันมีอะไรบ้าง แยกลงไปให้ละเอียด เช่นแยกความคิดดีไม่ดี ความคิดปองร้ายเบียดเบียน อย่าให้จิตไปตริตรึกตรงนั้น ให้จิตมาตริตรึกไปในทางดี เพราะถ้าตริตรึกไปทางใดมาก จิตก็จะน้อมไปในทางนั้น

ถ้าจิตยังมีความคิดมาก ให้แผ่เมตตา แผ่ไปทั่วทุกทิศทาง ให้จิตมีแต่กระแสความรักความเมตตา เมื่อแผ่เมตตาเป็นประจำ จะทำให้จิตตั้งมั่นได้ สิ่งที่ไม่เข้ากัน มันก็จะแยกกันออกไป ที่มันแยกกันออกไปนั้น เพราะว่าจิตน้อมมาในทางที่เป็นกุศลธรรม พอมีกุศลธรรมอยู่ในใจ มันจะเข้ากันได้กับสิ่งที่เป็นกุศลธรรมอื่นๆ ที่ละเอียดลงไป สิ่งที่หยาบๆ ก็จะค่อยออกไป เช่นการก้าวข้ามซึ่งวิตกวิจารณ์เสียได้ เห็นข้อดีข้อเสียของมัน จนมาเหลือที่อุเบกขาเป็นปิติสุข

การที่เราแยกแยะออก การที่เราจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน แยกพวกกัน ให้มันเข้ากันได้ละเอียดลงไปๆ เส้นทางตรงนี้เรียกว่า มรรค มรรคแปลว่าทาง เรามาฝึกทำจิตให้เป็นสมาธิ รู้จักแยกแยะส่วนหยาบส่วนละเอียด ส่วนดีส่วนเลว ละเอียดลงๆ เห็นความเหมือนความต่าง เห็นโทษเห็นประโยชน์แล้ว อันนี้คือลักษณะการทำจิตให้เป็นอารมณ์อันเดียว ลักษณะที่การทำจิตให้เป็นอารมณ์อันเดียว การเดินไปตามทางนี้ เขาเรียกว่าการเข้าสู่สมาธิ

 

ทำให้ชำนาญเห็นข้อดีข้อเสีย จะทำให้จิตมีอำนาจ

 

ทำสมาธิให้มีความชำนาญทั้งทางอนุโลมและปฏิโลม เมื่อมีความชำนาญทั้งในการเข้าและการออก เราจะเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยความละเอียดด้วยความหยาบ เห็นเวทนาสัญญา สิ่งที่เป็นอดีต อนาคต สิ่งที่ผ่านมาทางตาทางหู เห็นอยู่บ่อยๆ ตรงนี้ เห็นแล้วเห็นอยู่ พิจารณาดู เวลาที่เราเข้าสมาธิที่มันลึกลงไป จะวางความคิดที่เป็นไปในทางกุศลได้ วางปิติสุขได้ จะวางได้ก็ต้องเห็นโทษของมัน

การที่เราเริ่มสังเกตุเห็นความหยาบความละเอียด ความเหมือนความต่าง เห็นถึงการเข้าการออก สังเกตุเห็นกุศลอกุศล นั่นจิตเรามีอำนาจแล้ว มีอำนาจในการที่จะแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้ มีอำนาจในการที่จะน้อมไปทางไหนก็ได้

การที่เราทำความชำนาญในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ที่เราแยกแยะได้เพราะเห็นโทษของมัน ด้วย pattern นี้ ด้วยความเคยชินนี้ นี่คือ อาสวะ คุณสร้างความเคยชินเพื่อที่จะเห็นโทษในสิ่งต่างๆ เห็นโทษในสิ่งที่มันดีๆ นั่นล่ะ ว่ามันมีโทษแอบแฝงอยู่ การที่รู้ข้อดีข้อเสียนี้คือวิชชา คือความรู้ อวิชชาก็เกิดขึ้นไม่ได้ การสั่งสมที่จะเป็นลักษณะอวิชชานุสัยมันก็ไม่มี ไอ้ความเคยชินที่มันสร้างใหม่ จากการที่เรารู้จักสังเกตุทั้งข้อดีข้อเสีย ส่วนเหมือนส่วนต่าง แยกแยะเปรียบเทียบ จัดกลุ่มเหมือนกันไม่เหมือนกัน

Pattern ความเคยชินนี้ มันจะทำให้สลายเจ้าความเคยชินอื่นๆ เดิมๆ ออกไป ความเคยชินอันใหม่ที่เราเห็นความไม่เที่ยง เห็นโทษเห็นข้อดีของส่วนต่างๆ แล้วทำความละเอียดลงไป แล้วทำความหยาบขึ้นมา ทั้งในการเข้าการออก เป็นความเคยชินที่ถ้าเราใช้ไปๆ มันจะเป็นการทะลุทะลวงไป ศัพท์ที่พระพุทธเจ้าใช้คือ เป็นการชำแรกกิเลส

เหมือนมีดที่ปาดเข้าไป แยกแยะออกไปๆ นี่คือปัญญา ปัญญาที่ทำให้เกิดการชำแรกกิเลส ชำแรกลงไป ละเอียดแล้วละเอียดอีก จนอยู่ที่ตัวความรู้อย่างเดียวคือ วิญญาณ

วิญญาณมีข้อดีข้อเสียของมัน มีส่วนเหมือนส่วนต่าง มีที่เข้าพวกไม่เข้าพวกเหมือนกัน มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ถ้ามันมีเหตุแล้วเกิดขึ้นได้ ถ้าเห็นเหตุเกิดของมัน คุณมั่นใจเลยว่ามันต้องดับไปได้ ถ้าเราเห็นเหตุเกิดของวิญญาณ คุณมั่นใจเลยว่าวิญญาณนั้นดับไปได้

เราทำสมาธิเข้ามาให้ดี ไล่เรียงแยกแยะจัดหมวดหมู่ให้รอบคอบ ให้เห็นทั้งวิญญาณคือการรับรู้ที่อยู่ในใจที่อยู่ในช่องทางนี้ เราทำความชำนาญในการเข้า แยกแยะจัดหมวดหมู่ลงไป เข้าให้มันลึกลงไป ทำความชำนาญในการเข้าสู่สมาธิลึกลงไปแล้ว เราจะเริ่มเห็นเจ้าตัววิญญาณ เราจะคิดด้วยซ้ำว่าวิญญาณคือจิต แต่จิตไม่ใช่วิญญาณ

ถ้าเราแยกวิญญาณออกจากจิตได้เมื่อไหร่ แล้วจิตนั้นไม่ไปยึดถือสิ่งอืนสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนอีก การสั่งสมที่จะเกิดขึ้นในจิต ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ก็จะรู้ขึ้นมาทันทีเลยว่า อาสวะสิ้นแล้ว จิตพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย จิตที่มีลักษณะการสั่งสมเป็นอาสวะนี่แหละ มันก็จึงพ้นแล้วจากอาสวะ ไม่หวาดสะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการสั่งสมเชื้อเพลิง ให้เป็นเชื้อเกิดกิเลสใหม่อีก การชำแรกกิเลสตรงนี้ กิเลสดับไป จึงเป็นการปรินิพพานเฉพาะตน