ละอาสวะด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔

HIGHLIGHTS:
  • อาสวะ คือ การสั่งสม (ปฏิฆานุสัย ราคานุสัย อวิชชานุสัย ๓ อย่างนี้เป็นผลของผัสสะที่เกิดขึ้น เมื่อสั่งสมทับถมมาแต่ก่อนแล้วจนถึงตอนนี้ ก็ทำให้คน ๆ นั้น มีอุปนิสัย มีลักษณะพื้นฐานด้านความคิดแตกต่างกันไป
  • ผลที่เราต้องการคือ ความหลุดพ้น เหตุของมันคือ สติ (นี่เป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย ทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔)
  • ความเป็นเหตุเป็นผลมันมีอยู่ แต่ว่ายาก เพราะคุณจะไม่เห็น ที่ว่ายากก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะจุดที่มันยากและเป็นไปได้ยาก มันเป็นไปได้ เราจึงต้องทำความเพียร

บทคัดย่อ

 

บุคคลที่มี อาสวะ คือ การสั่งสม มาจากผัสสะที่เกิดขึ้น (มีผัสสะจึงมีอาสวะ) การสั่งสมนี่แหละจะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงนิสัยของแต่ละคนที่สั่งสมในแบบนี้ ๆ มา พอมีผัสสะกระทบแล้ว มีความไม่พอใจก็เป็นปฏิฆานุสัย หรือพอมีผัสสะกระทบแล้ว เกิดเป็นความยินดีพอใจ รักใคร่ เป็นก็เป็นราคานุสัย สั่งสมทับถมไป (อนุสัยคือ สิ่งที่ทับถม ตัวที่มันไหลออกมา เรียกว่า อาสวะ) หรือว่าถ้ามีความไม่รู้ มีความยังไม่มีปัญญา ยังไม่ฉลาดไม่เข้าใจ อาจจะไม่ใช่ขัดเคือง อาจจะไม่ใช่ชอบพอ ส่วนที่เหลือก็เรียกว่า อวิชชา เป็นความไม่รู้ เป็นอวิชชานุสัย

 

๓ อย่างนี้ ปฏิฆานุสัย ราคานุสัย อวิชชานุสัย ที่เป็นผลของผัสสะที่เกิดขึ้น มันสั่งสม ทับถมกันมาแต่ก่อนแล้วมาจนถึงตอนนี้ ก็ทำให้คน ๆ นั้น มีอุปนิสัย มีลักษณะพื้นฐานด้านความคิดแตกต่างกัน

 

ลักษณะของคำว่า อนุสัย หรือ อาสวะ มันเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่จากผัสสะที่มากระทบ เมื่อผัสสะมากระทบ เราคิดนึกออกไปแล้ว เรามีความรู้สึกแล้ว มีผัสสะก็มีเวทนา มีสัญญา มีความคิดนึกตอบสนองไปเป็นเจตนา ตรงนี้ทั้งหมดมันก็จะมีอาสวะที่ทิ้งเป็นคราบเอาไว้ ลักษณะอาสวะที่ทิ้งคราบเอาไว้ตรงนี้แหละ ที่ว่ามันสะสมสั่งสมทำให้เป็นลักษณะจิตของเราว่า นี่ตัวฉัน นี่นิสัยฉัน เป็นแบบนี้ ซึ่งลักษณะการสั่งสม สะสมที่มันเป็นเหมือนกับคราบที่ทิ้งไว้จากผัสสะที่มากระทบแล้วเราตอบสนองไปทางความคิดนึก หรือตามความรู้สึกไปในแบบใดแบบหนึ่ง อันนี้ก็ไม่ใช่ว่ามันจะอยู่ตลอด มันก็มีเหตุมีปัจจัยของมัน อาสวะที่มีการสั่งสมมาก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าเหตุปัจจัยของมันดับไปแล้ว มันก็ดับไป แต่ว่าซากการสะสมทับถมมันยังอยู่ ก็จึงทำให้มีการตอบสนองไปแบบนี้ กสนตอบสนองไปแบบนี้มันก็ทิ้งคราบเอาไว้ ทำให้ลักษระการตอบสนองของเราแสดงออกไปแบบนี้ ซ้ำไปๆ ที่กล่าวถึงตรงนี้ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า ไม่ใช่ว่ามันเปลี่ยนไม่ได้ เพราะว่าเหตุปัจจัยของมันมี คือ อุปนิสัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากอาสวะที่สะสมลงไปอันใดอันหนึ่ง อุปนิสัยนี้เกิดขึ้นมาเพราะอาสวะแบบนี้ ทำให้เราต้องตอบสนองไปในลักษณะอย่างนี้ ในการที่เราตอบสนองไปอย่างนี้ซ้ำ ๆ เดิม ๆ ก็สะสมเหมือนเดิมต่อไป ก็สะสมต่อไป ๆ ก็ยิ่งสร้างนิสัยแบบเดิม ๆ มากขึ้น ๆ มันก็จึงดูเหมือนมันอยู่มาตลอด มันเป็นไปตลอด มันตั้งอยู่ตลอดกาล คือเปลี่ยนไม่ได้ แก้ไม่ได้ มันจะจบเลยถ้าคิดแบบนี้ คือ จะไม่ทำอะไร การประพฤติพรหมจรรย์ก็จะมีไม่ได้ การทำที่สุดแห่งทุกข์ก็จะไม่ปรากฎ การทำความเพียรไม่มีประโยชน์ แต่เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น

 

จังหวะใดจังหวะหนึ่งที่การตอบสนองของเรา ถ้าเราตอบสนองไปในลักษณะที่จะไม่ให้มีปฏิฆานุสัย ไม่ให้มีความชอบใจ พอใจ ลุ่มหลง ไม่ให้มีความไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร มันดับไปอย่างไร มันเที่ยงไม่เที่ยงไม่รู้ เอาความไม่รู้ตรงนี้ไม่ให้มันมี แต่ให้มีความรู้แทน ปฏิฆานุสัย ราคานุสัย อวิชชานุสัยก็จะอยู่ไม่ได้ สั่งสมไม่ได้ มันก็จะค่อย ๆ ลอกออก นี่คือเข้ามาทางสายกลาง คือมีความเป็นเหตุเป็นผล มีเหตุก็เกิดผล ถ้าไม่มีเหตุผลก็ไม่เกิด

 

ท่านพระอัสสชิ ได้กล่าวธรรมนี้แก่พระสารีบุตรเมื่อครั้งที่ยังเป็นอุปติสสะปริพาชกว่า “ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้”

 

นี่คือ การชี้ทางอยู่ตรงนี้ เห็นมั้ย? คุณจะเห็นการเกิด คุณจะเห็นการดับ คุณต้องดูที่เหตุ (ที่เราไม่เห็นเหตุเกิดเพราะว่าเพลิน ต้องตั้งสติ จะมีสติได้ต้องมีศรัทธาคู่ปัญญา)พระสารีบุตรได้ยินแค่นี้ มันวาปขึ้นมา จนส่องให้เห็นอาสวะที่มันสั่งสม ๆ ในลักษณะที่จะให้เป็นตัวเราของเรา มันอยู่ไม่ได้เลย สักกายทิฏฐิหลุดออกทันที

 

"นี่เป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย ทางนี้คือสติปัฏฐานสี่"

บาลี มหาวาร.สํ.

 

...พระพุทธเจ้าคิดว่า สัตว์ในยุคนี้มีความยึดถือ มีความอาลัย มีตัณหา มีอวิชชาห่อหุ้มไว้ ยากมากที่จะเห็นการเกิดขึ้นการดับไป การเป็นเหตุเป็นผล ยากมากแต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ (ยากมากนั่นคือ ความเป็นเหตุเป็นผล ถ้าว่าเหตุมันเกิดยาก ผลมันก็เกิดยาก ถ้าเหตุมันง่าย ผลมันก็เกิดง่าย แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุไม่มีผล)...ผลที่เราต้องการคือความหลุดพ้น เหตุของมันคือสติ สติปัฏฐานสี่เป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว...

 

ความเป็นเหตุเป็นผลมันมีอยู่ แต่ว่ายาก เพราะคุณจะไม่เห็น ที่ว่ายากก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะจุดที่มันยากและเป็นไปได้ยาก มันเป็นไปได้ เราจึงต้องทำความเพียร

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง