มโนกรรมเป็นกรรมใหญ่

  • อุปาลิวาทสูตร เรื่องของการที่โต้วาทะกัน ระหว่างพระพุทธเจ้า กับ อุบาลี เป็นโอวาทที่พระพุทธเจ้าบอกสอนกับคฤหัสถ์ที่ชื่อ อุบาลี
  • มโนกรรมมีโทษมากที่สุด
  • ทรงปราบวาทะกับอุบาลีคฤหบดี
  • อุบาลีคฤหบดีแสดงตนเป็นอุบาสก

“ดูกรตปัสสี บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกัน เหล่านี้ เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม เราจะบัญญัติกายกรรม วจีกรรมว่ามีโทษมากเหมือนมโนกรรมหามิได้.”

- พุทธพจน์ -

 

พระพุทธเจ้าถาม ทีฆตปัสสี ถึงคำสอนของนิครนถ์นาตบุตรว่า "คำสอนเรื่องกรรม เขาสอนไว้ว่าอย่างไร?" โดยกำหนดบทพยัญชนะไว้ว่า "การทำบาปกรรม การเป็นไปแห่งบาปกรรม บัญญัติเรื่องกรรมนี้ไว้ว่า อย่างไร?"

ทีฆตปัสสีนิครนถ์บอกว่า ต้องกำหนดบทพยัญชนะให้ถูกต้องนิดนึง ที่ว่า บาปกรรมๆ ไม่ใช่!! พูดเรื่องกรรมอย่างนั้น แต่ใช้คำว่า “ทัณฑะ” แปลว่า ท่อนไม้ ซึ่งนัยยะนี้หมายถึง การลงโทษ อะไรที่มันหนักๆ เช่น เรามาใช้กับคำว่า ทัณฑะกรรม คือ กรรมหนัก เป็นลักษณะของการลงโทษ เป็นลักษณะของทรมานตัวเองว่า ให้พ้นจากเรื่องของทุกข์ ปฏิเสธเรื่องของกรรม กรรมดี กรรมชั่ว อะไรไม่สน เอาทรมานตัวเองใช้คำว่า ทัณฑะ ตรงนี้ ทีฆตปัสสีนิครนถ์ ก็จึงบอกว่า นิครนถ์นาตบุตรไม่ได้พูดถึงเรื่องกรรมหรอก แต่พูดถึงเรื่องการทรมานตัวเอง ทัณฑะ ตรงนี้ พูดถึงการลงโทษตรงนี้

พระพุทธเจ้าก็เลยถามว่า แล้วเขามีการบัญญัติการลงโทษ การทำทัณฑะกรรมไว้รายละเอียดเป็นอย่างไงบ้าง? อันนี้ คือ เบื้องต้นทิฏฐิที่เป็นทิฏฐิการสอนของนิครนถ์นาตบุตรว่า เขามีทิฏฐิ ความเห็นเชื่อในเรื่องของการทรมานตัวเองว่า ถ้าทรมานตัวเองแล้ว ก็สามารถที่จะพ้นจากความทุกข์ได้ เช่น ไม่นุ่งผ้า หนาวก็ทนหนาว ร้อนก็ทนร้อนด้วยความอดทน ด้วยให้มันเป็นความหนักแน่น ด้วยให้เป็นการลงโทษ ยิ่งถ้ากายหนักเลย นี่มันดี มันมีผลมาก ตรงนี้ ทีฆตปัสสีนิครนถ์ จึงพูดถึงทัณฑะ ๓ อย่าง คือ

๑)กายทัณฑะ การลงทัณฑ์ การลงโทษ การทรมานกาย ๒)วจีทัณฑะ ในทางวาจา ๓)มโนทัณฑะ ในทางใจ และก็บอกอีกว่า ใน ๓ อย่างนี้ก็แยกกันไป แล้วใน ๓ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าถามว่า อันไหนมีโทษมากกว่า? อันไหนมีบาปกรรมมากกว่า? ถ้าจะไม่ดี อันไหนจะไม่ดีกว่ากัน? ทีฆตปัสสีนิครนถ์ก็ตอบว่า "กายทัณฑะนี่แหละ มันหนักกว่า มีบาปกรรมมากกว่า มีโทษมากที่สุด นี่แปลว่า ดีที่สุด ในความหมายของเขาว่า เขาเน้นการลงโทษใช่ไหม? "ถ้าลงโทษมาในทางกาย นี่มันถึงจะดี เพราะว่าจะได้พ้นทุกข์ได้เร็ว" อันนี้เป็นทิฏฐิความเห็นของเขาว่า เขามีความเชื่อว่า การทรมาน การทำให้เกิดความทุกข์ การลงทัณฑ์ มันจะดี ทีนี้การทรมานทำให้เกิดความทุกข์ การลงทัณฑ์ มีกี่อย่าง?"ก็กาย, วาจา,ใจ" แล้วการลงโทษอันไหน มันหนักสุด? "กายทัณฑะ นี่มันหนักสุด มันบาปที่สุด ในที่นี้ คือ ดีที่สุด" พวกนักบวชในศาสนานี้เขาก็ทรมานกายกันหลายอย่าง เช่น การถอนขนโดยไม่ใช้มีดโกน ดึงเอา, กินอาหารก็รับเรือนเดียว ฉัน ๑ คำบ้าง, รับ ๒ เรือน ฉัน ๒ คำบ้าง ไม่ใช้ช้อน ไม่ใช้ภาชนะต่างๆ เขาจะมีข้อปฏิบัติอยู่หลายอย่าง ที่เป็นไปในการทรมาน คือ ทัณฑะทางกาย เพื่ออะไร?"เพื่อที่ว่าจะได้พ้นจากทุกข์ได้" ทางกายนี่มันหนักสุด ดีสุด แจ๋วสุด บาปสุด ได้ผลมากที่สุด เขามีความคิดว่า อย่างนี้

พระพุทธเจ้าถามย้ำเขาอย่างนี้ถึง ๓ รอบ ทีฆตปัสสีนิครนถ์ก็ยืนยันว่า คำสอนของนิครนถ์นาตบุตร เขาสอนไว้อย่างนี้ ทีฆตปัสสีนิครนถ์จึงถามพระพุทธเจ้ากลับว่า แล้วคำสอนของท่านสอนไว้ว่าอย่างไง?"

พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องของกรรม คือ เรื่องของเจตนา เจตนาที่เป็นไปใน ๓ อย่าง คือ เรื่องของทางกาย ทางวาจา ทางใจ" แล้วอันไหนที่มันหนักที่สุด? บาปที่สุด? มีโทษมากที่สุด?"พระพุทธเจ้าบอกว่า ใจ นี่แหละ หนักที่สุด มีโทษมากที่สุด" ถ้าบาปนี่ ก็บาปที่สุดเลย ใจนี่, ถ้าบุญนี่ ก็บุญที่สุด ใจนี่ เพราะว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นทางสายกลาง จะพูดถึงเหตุผล ดีชั่ว แบ่งแยกให้เห็นถึงส่วนต่าง เปรียบเทียบให้เห็นถึงส่วนเหมือน แต่ว่าไม่ได้สุดโต่งไปข้างใด ข้างหนึ่ง เขาก็ถามย้ำกับพระพุทธเจ้าว่า มันใช่หรอ? มโนกรรมนี่หรอ ที่ว่ามีโทษมากสุด เพราะว่าทิฏฐิ ความเห็นของตัวเองเป็นไปอย่างอื่น

 

ทีฆตปัสสีนิครนถ์ พอรู้คำสอนในเบื้องต้นของพระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ ก็กลับมาที่วัดของตนเอง ก็มาเล่าเรื่องที่ตนเองไปพบกับสมณโคดม ให้ศาสดา คือ นิครนถ์นาตบุตรฟัง ในที่นั้นก็มีอุบาลีคฤหบดีอยู่ด้วย นิครนถ์นาตบุตรก็รับรองคำของทีฆตปัสสีนิครนถ์ว่า พูดถูกๆ พูดเหมาะสม คนที่จะรู้เรื่องคำสอนของเราก็ต้องพูดอย่างนี้

คฤหบดี ที่ชื่อ อุบาลี มีความคิดว่า ต้องไปโต้วาทะ มโนทัณฑะ นี่มันต่ำทราม การทรมานทางใจ นี่มันมีผลน้อย ไม่ได้เรื่อง มันจะไปงดงามได้อย่างไร? การทรมานกาย กายทัณฑะนี่มันยิ่งใหญ่ มันอลังการณ์ มันทำได้ยากตรงนี้ ดีมากกว่า แน่นอน ข้าพเจ้าจะไปยกวาทะของสมณโคดมให้ โดยเปรียบเทียบไว้กับการจับแกะขนยาวลากไปมาซ้าย ขวา

ในภาคแรก อุปาลิวาทสูตร คือ การโต้วาทะตรงนี้กัน พระพุทธเจ้าได้ยกตัวอย่างอุปมาอุปไมย ๔ ข้อด้วยกัน ที่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า กรรมที่กระทำทางกาย มันไม่ได้มีผลมากไปกว่ากรรมที่กระทำทางใจ คำว่า “กรรม” ในที่นี้ หมายถึง การกระทำที่ทรมานตัวเองลงมา การทรมาน การกระทำทางกาย ไม่ได้จะมีผลมากไปเท่ากับการกระทำทางใจ โดยยกอุปมาอุปไมยตัวอย่าง ๔ อย่างต่อไปนี้ เพื่อให้เห็นว่า คำที่คุณบัญญัติ มันไม่ลงรับกัน ตามสถานการณ์ต่างๆ อย่าฉาบฉวย อย่าผิวเผิน มองดูพิจารณาให้ลึกซึ้ง ตัวอย่าง ๔ อย่างนั้น คืออะไรเล่า? อันนี้คือ เริ่มโต้วาทะกันแล้วนะ

    • พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างของนิครนถ์ที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วย
    • พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างของนิครนถ์ที่เวลาเขาเดินไป เขาต้องมีไม้กวาดกวาดไป แล้วถ้าเขาบังเอิญไปเหยียบสัตว์ที่เดินมา ตอนถอยหลังแล้วไม่ได้ปัด ทำให้มีอะไรตายไป อุบาลีคฤหบดีบอกว่า “ไม่ได้มีผลมาก” พระพุทธเจ้าถามว่า ทำไมหล่ะ?"เขาไม่ได้จงใจ" พระพุทธเจ้าถามว่า "แล้วความจงใจ หรือไม่จงใจมันจัดลงในไหน?"ในมโนทัณฑะ ทางใจ" แล้วไหนบอกว่า กายทัณฑะมีผลมาก ทำไมตอนนี้บอกว่า "ไม่มีผลมาก เพราะไม่ได้จงใจ" เงิบไปแล้ว ท่านผู้ฟัง รอบที่ ๒)
    • พระพุทธเจ้ายกตัวอย่าง เปรียบเทียบให้เห็นส่วนต่างคนที่เป็นฆาตกร หรือว่า เป็นนักฆ่า เขาจะฆ่าคนทุกคน ในหมู่บ้านนาลันทานี้ให้ตายหมด และทำให้เป็นลานเนื้อ ถ้าเป็นนักฆ่าจะฆ่าคนทุกคนในหมู่บ้านนาลันทาที่มีปริมาณคนมาก ในเวลาแป๊บเดียวนักฆ่าคนเดียว จะทำได้ไหม? "อุบาลีอุบาสกบอกว่า ทำไม่ได้หรอก ต่อให้ ๑๐ คน ๒๐ คน ๕๐ คนก็ยังจะทำไม่ได้ ในเวลาแค่แว๊บเดียว จะทำไม่ได้"

      พระพุทธเจ้าจึงเปรียบเทียบให้เห็นส่วนต่างตรงนี้บอกว่า "ถ้าสมณะ หรือพราหมณ์ผู้มีอิทธิฤทธิ์ ผู้มีฤทธิ์ทางใจ มีความชำนาญในทางจิต ด้วยใจที่คิดประทุษร้ายดวงเดียว สามารถที่จะทำให้ทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านนาลันทา ด้วยฤทธิ์ของท่านให้กลายเป็นขี้เถ้าไปได้ อันนี้เปรียบเทียบให้เห็นส่วนต่างว่า "ใจที่คิดประทุษร้ายดวงเดียว สามารถที่จะไม่ใช่แค่หมู่บ้านนาลันทาหมู่บ้านเดียวหรอก ต่อให้หมู่บ้านนาลันทาสัก ๑๐ หมู่บ้าน ๓๐, ๕๐ หมู่บ้าน ด้วยใจที่คิดประทุษร้ายดวงเดียว ก็ทำสามารถทำให้ทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ตายกลายเป็นขี้เถ้า เป็นฝุ่นผง ไปได้ทันที และแค่หมู่บ้านเดียวมันจะไปเหลืออะไร?" คำว่า "ใจคิดประทุษร้ายดวงเดียว ถ้ามีฤทธิ์ทางใจก็จะสามารถแผ่ออกไปได้ไกลขนาดนั้น" พระพุทธเจ้าถามว่า "อ้าว แล้วเมื่อกี๊พูดอะไร? ไหนบอกว่า กายมีผลมากกว่า ดีกว่า แล้วทำไมตอนนี้บอกว่า ทางใจ มันทำได้มากกว่า มีผลกว่า หนักกว่า? คำก่อน กับ คำหลัง ไม่เหมือนกันแล้ว เงิบไปแล้ว ท่านผู้ฟัง รอบที่ ๓)

    • พระพุทธเจ้าได้พูดถึง ป่าทัณฑกี ป่ากาลิงคะ ป่าเมชฌะ ป่ามาตังคะ มาได้อย่างไง? เป็นนิทานที่เขาเล่ากันมาในชนวรรณะของพวกพราหมณ์

อุบาลีอุบาสกเปลี่ยนใจได้ ด้วยตัวอย่าง ๔ อย่างนี้ เห็นแจ้งตามที่เป็นจริงแล้ว กลับใจนับถือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่พึ่ง เลิกนับถือพวกนิครนถ์ทั้งหลาย เขาได้ฟังธรรมะอะไร? อะไรเป็นมายาเครื่องกลับใจ กลับใจแล้ว ยกย่องพระพุทธเจ้าด้วยพุทธคุณ ๑๐๐ ปกติเราจะได้ยินเฉพาะพุทธคุณ ๙ ใช่ไหม? อันนี้เขายกพุทธคุณตั้ง ๑๐๐ ขึ้นมา แล้วเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น กับนิครนถ์นาตบุตร เป็นรายละเอียดที่เราจะมาติดตามรับฟังกันต่อในสัปดาห์หน้า

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง