ฟังธรรมแล้วไม่จบ

  • อะไรเป็นเหตุให้ผู้ฟังธรรมเมื่อฟังธรรมแล้ว มีทั้งผู้ฟังที่เมื่อฟังแล้วจบเลย กับ ผู้ฟังธรรมเมื่อฟังแล้ว งงๆ มึนๆ ไม่เข้าใจอะไรเลย หรือเมื่อฟังแล้วไม่จบยังมีอะไรเหลืออยู่ ค้างคาใจอยู่ ทั้ง ๆ ที่เป็นบทแห่งธรรมะเดียวกัน
  • คำว่า “จบ” ในที่นี้คือ การเข้าใจในเรื่องของอริยสัจ 4 คือหมายถึงว่า คุณได้เข้าไปอยู่ในกระแสที่เป็นเส้นทางคือ มรรค แล้ว
  • พอจิตไม่เป็นสมาธิ สมาธิเคลื่อนแล้ว ฟังสัทธรรมอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะหยั่งลงสู่นิยามในความถูกต้องแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้
  • เมื่อมีความเคลือบแคลง สมาธิเคลื่อน ไม่ลงใจ ก็เลยทำให้ทำในใจโดยไม่แหยบคาย ทำให้ฟังธรรมแล้วมันไม่รู้เรื่อง ให้วางความยึดถือเหล่านั้น พอวางแล้วมันจะจบ วางแล้วจบแล้วเหลืออะไร ก็จะเหลือเฉพาะกิจที่ควรทำและกิจที่ไม่ควรทำ กิจที่ควรทำเราก็ทำไป กิจที่ไม่ควรทำเราก็ไม่ต้องทำ เราก็ละมันเสีย การฟังธรรมะมันจะเกิดประโยชน์

เวลาเราฟังธรรมะ ไม่ว่าจะไปฟังเทศน์ฟังธรรมจากรายการวิทยุ หรือไปฟังตามงานที่นิมนต์ครูบาอาจารย์ หรือมีคนมาอ่านทำความเข้าใจในเรื่องบทแห่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง คนที่ไปฟังธรรมจะแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ (โดยยกผู้แสดงไว้ว่า ได้แสดงเทศน์บอกสอนเป็นอย่างดี มีการกำหนดทั้งอัตถะและพยัญชนะอย่างรัดกุมรอบคอบบริสุทธิ์บริบูรณ์) ได้แก่

แบบที่ 1 คือ ผู้ฟังเมื่อฟังจบ เลิกไปแล้วเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องเลย งง ๆ กลับไป

แบบที่ 2 คือ ผู้ฟังเมื่อฟังจบหรือเมื่อฟังอยู่ ใคร่ครวญพิจารณาแล้ว ก็เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ดีใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสกลับไป ไม่มีอะไรสงสัยหรือค้างคาใจอีกแล้ว

แบบที่ 3 คือ ผู้ฟังเมื่อฟังจบหรือเมื่อฟังอยู่ ก็เข้าใจได้บ้างในบางประเด็น เหมือนว่าจะเข้าใจแต่พอกลับคิดไปอีกแบบ เลยกลายเป็นไม่เข้าใจ มันเลยยังไม่จบ ยังไม่เข้าใจเต็มที่ ยังมีอะไรสงสัยหรือค้างคาใจอยู่

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบเอาไว้กับ ผู้ฟังในแบบที่ 1 เปรียบเหมือนกับ หม้อคว่ำ ; ภาชนะหรือหม้อ ไห ตุ่ม ที่คว่ำอยู่ ไม่สามารถรับน้ำที่เทใส่ลงไปได้

ผู้ฟังในแบบที่ 2 เปรียบเหมือนกับ ภาชนะที่หงายอยู่ ; สามารถรับน้ำที่เทใส่ลงไปได้ เทใส่มาเท่าไร รับได้หมด

ผู้ฟังในแบบที่ 3 เปรียบเหมือนกับ ตัก ; ตักของคนเราที่เอาของเอาอะไรวางเอาไว้ พอลุกขึ้นมันก็หลุดล่วงลงไป อาจจะติดเหลืออยู่บ้าง ในตอนนั่ง แต่พอลุกขึ้นออกแล้วหายหมด เผลอสติทำเรี่ยราดไป

ประเด็นที่จะกล่าวในที่นี้ก็คือว่า อะไรเป็นเหตุให้ผู้ฟังในแบบที่ 1 และ 3 เมื่อฟังแล้ว ทำไมยังไม่สามารถจบได้ ทำไมยังมีเหลืออยู่ มีค้างคาอยู่ ทั้ง ๆ ที่เป็นบทแห่งธรรมะเดียวกันที่ผู้ฟังในแบบที่ 2 ก็ฟังกัน ในที่นี้ขอแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ผู้ที่เมื่อฟังแล้วจบ และ ผู้ที่เมื่อฟังแล้วยังไม่จบ

คำว่า “จบ” ในที่นี้คือ การเข้าใจในเรื่องของอริยสัจ 4 เท่านั้น เมื่อฟังจะรู้เลยว่า ตัณหาต้องควรละ จะไม่มีคำถามอื่นอะไรที่จะมาบิดเบือนผิดเพี้ยนไปได้เลยว่าตัณหามันต้องทำอย่างอื่นที่ไม่ใช้ละ จะจบลงที่ตรงนี้เลย...มรรคจะต้องทำให้เจริญเท่านั้น จะไม่มีทางที่จะคิดไปเป็นอย่างอื่นได้เลย จะจบลงที่ตรงนี้เลย...ทุกข์จะรู้เลยว่าต้องทำความเข้าใจ สมุทัยคือตัณหาต้องละ นิโรธคือความไม่มีตัณหาต้องทำให้แจ้ง มรรคต้องทำให้เจริญ มันจะจบตรงนี้ จะไม่มีทางที่จะพลิกผันเปลี่ยนแปลง ไม่จบแล้วฟูขึ้นไปเป็นอย่างอื่น เอ้! ความอยากนี้เก็บไว้ซะหน่อยน่า อย่างอื่นก็ค่อย ๆ ทำ ขี้เกียจได้บ้าง เขาจะไม่มีความคิดนี้เลย มันจะจบที่ตรงนี้ ตรงที่กิจที่ควรทำก็ทำไป กิจที่ควรละก็ละไป กิจที่ควรทำความเข้าใจก็ทำความเข้าใจไป กิจที่ต้องเจริญก็เจริญไป กิจที่ต้องทำทำให้แจ้งก็ทำไป จะเหลือแค่การปฏิบัติ ซึ่งชีวิตเขาตรงนี้จะอยู่ในทางแน่นอน คือ มันจบตรงนี้ หมายถึงว่า คุณอยู่ในกระแสที่เป็นเส้นทางคือ มรรค ที่จะเข้าไปสู่ความดับไม่เหลือของทุกข์ ความดับไม่เหลือของตัณหาแล้ว จะไม่มีทางที่จะไปทางอื่นได้ มันจบตรงนี้ มันจบตรงที่จะต้องมารู้อริยสัจ 4 มันจบตรงที่จะรู้ว่า กิจที่ควรทำควรที่จะต้องทำแบบนี้ มันจะจบตรงนี้ ซึ่งจบอาจจะยังมีอะไรทำอยู่ ที่บอกว่าแล้วเหลืออะไร ก็คือ เหลือกิจที่ควรทำก็ทำไป เหลือกิจที่ไม่ควรทำก็ละไป

แต่คำว่า “จบ” ไม่ได้หมายถึงว่า คุณจะต้องไม่ไปฟังธรรมอีกแล้ว แต่คำว่าว่า “จบ” คือ คุณจะต้องไม่มีความสงสัยเลยในนัยยะของอริยสัจ 4 ในเรื่องของธรรมะที่คุณจะฟังจากนี้ไป จะทำให้เข้าใจได้มากขึ้น มันไปต่อได้ เดินไปตามทาง ซึ่งจบ หมายถึงตรงนี้ ยังสามารถฟังธรรมให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้ง ๆ ลงไปได้ ละเอียดแล้วก็มีละเอียดอีก ฟังแล้วจบอยู่แต่ที่มีละเอียดแล้วก็ละเอียดลงไปอีก ที่ทำได้แล้วก็ทำได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับพวกที่ไม่จบ ก็จะงง ๆ มึน ๆ ว่า เอ้!ฉันจะต้องทำอย่างไรต่อไปกันแน่ มันจะงง ๆ มึน ๆ จะไม่แน่ใจว่าที่เข้าใจอยู่นั้นมันใช่รึไม่ หรือว่ามันจะเป็นอย่างไร จึงต้องการที่จะกล่าวในที่นี้ว่า พวกที่จบ ทำไมเขาถึงจบ

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในพระสูตรที่ชื่อว่า สัทธรรมนิยาม (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ พระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)...คนที่ว่าจิตไม่ลง แน่นอนว่าคนจะฟังธรรมไม่ใช่แค่เป็นวิสัยที่จะตริตรึก คิดหาเห็นผลแล้วมันจะลงได้ ไม่เป็นอย่างนั้น บางทีเราต้องนั่งสมาธิก่อน จึงมาทำความเข้าใจก่อนในประเด็นนี้เลยว่า “ถ้าสมาธิเคลื่อนออก เช่น มีคนคุยกันในสถานที่ฟังธรรม คุยกันนั่นนี้โน้น กวนใจ สมาธิเคลื่อนปึ๋ง มันก็จะทำให้จิตของเขามันเข้าในไม่ได้ พอจิตไม่เป็นสมาธิ ฟังสัทธรรมอยู่ก็ไม่สามารถที่จะหยั่งลงสู่นิยามในความถูกต้องแห่งกุศลธรรมในข้อนั้น ๆ สมาธิเคลื่อนแล้ว และความที่สมาธิเคลื่อนมีเหตุปัจจัยอยู่หลายอย่าง นั่นคือ ผัสสะ

ยกตัวอย่างเช่น เราไม่ได้ทำสมาธิก่อน ใช่อยู่ว่าเราอาจจะทำสมาธิก่อนมาแล้วก่อนมาฟัง แต่ในระหว่างฟังเทศน์ฟังธรรม บางทีมีคนถามคำถามขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่คำถามนั้นพอดี ๆ ใันไปถูกต่อมสงสัยที่เราเคยมีให้มันฟูขึ้นมา พอเมื่อต่อมสงสัยมันฟูขึ้นมา จิตมันก็เคลื่อนจากสมาธิ สมาธิเคลื่อนแล้ว เพราะว่าถูกคำถามของคนอื่นที่เขาถาม ทำให้บางทีมันไปคิด สงสัย ทำให้เกิดความเคลือบแคลง ทำให้เกิดความเห็นแย้ง ทำให้เกิดความไม่ลงใจในเรื่องที่กำลังพูดคุย ปรึกษา ทำความเข้าใจอยู่นั้น พอจิตมันเห็นแย้งไม่ลงใจ ใจมีวิจิกิจฉา สมาธิก็เคลื่อน พอสมาธิเคลื่อนแล้วจะไม่สามารถที่จะหยั่งลงสู่นิยามในความถูกต้องกุศลธรรมทั้งหลายได้เมื่อฟังพระสัทธรรมอยู่

ในกรณีที่ 2 เรายังมีความยึดถือเดิม ๆ อยู่ ความยึดถือเดิม ๆ ความคิดเดิม ๆ ที่มีความเข้าใจที่คิดว่าตัวเองเข้าใจอยู่มันถูกแล้ว ถ้าจะมาพูดอะไรกระเทือนให้เกิดความเข้าใจที่คิดว่าฉันถูกแล้ว มันจะไม่เข้าใจ ศัพท์ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ก็คือ “เป็นผู้มีความถือตัวว่า เข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ”...เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจแล้ว แต่เข้าใจไม่ถูก สิ่งที่เข้าใจที่คิดว่ามันถูก แต่จริง ๆ มันไม่ถูก ถ้ายึดถือจุดตรงที่ฉันว่าฉันเข้าใจแล้ว นั่นแหละจะทำให้ไม่เข้าใจ อย่าเพิ่งขมวดคิ้วไม่เข้าใจ แต่ให้ยิ้ม อย่างสบาย ๆ ถ้าเราพยายามที่จะเข้าใจแม้ในสิ่งที่เราอาจจะเข้าใจว่าเราเข้าใจถูกแล้ว (แต่มันอาจจะเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกก็ได้) แต่ให้เราทำความเข้าใจให้ถูกว่าจริง ๆ มันควรจะเป็นอย่างไร ความยึดถือมันจะอยู่ไม่ได้ ความยึดถือมันจะต้องละไป

การที่เรามีความยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่งในความคิดทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งที่มันอาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้ หรือต่อให้มันถูก ความยึดถือนั่นไม่ดี แล้วยิ่งถ้าความคิดนั้น ความเข้าใจนั้น มันเป็นความเข้าใจที่ผิดและยิ่งคุณยึดถืออยู่มันยิ่งหนัก ก็แล้วทำไมเราจะต้องไปยึดถือในสิ่งที่มันอาจจะถูกหรือมันอาจจะผิด ความยึดถือนั้นมันก็มีมาเพราะว่าศรัทธา คือศรัธทาถ้าเรามีอยู่เต็มร้อย ผุ้ที่เคยให้ข้อมูลเรามามีความเข้าใจแบบใดแบบหนึ่ง แล้วเราศรัทธาคนนี้เต็มร้อยเลย และสมมุติคนที่เราศรัทธาเขาเต็มร้อย ข้อมูลที่เขาให้มาเรามั่นใจเลยว่าถูกต้องแน่นอน แต่สมมุติว่าข้อมูลของคนที่เราศรัทธามันผิด เราก็จะคิดว่าข้อมูลที่เราได้รับมาด้วยความศรัทธาของเรา ด้วยความยึดถือตรงนี้ มันถูก 100% อันนี้หมายความว่า ถือว่าตัวเองเข้าใจแล้วในสิ่งที่ไม่ได้เข้าใจ คือ เข้าใจผิด นั่นเอง แล้วก็ยึดถือว่าที่ตัวเองเข้าใจนี้ มันถูก ที่เรายึดถือว่ามันถูกเพราะเราศรัทธาในคนที่สอนผิด พอเรามีศรัทธาเต็มร้อยในสิ่งที่ผิด ๆ พอมีคนพูดสิ่งที่ถูกออกมามันจะขัดแย้งกับความเข้าใจที่เราเข้าใจว่ามันถูก แต่ความเข้าใจนั้นมันผิด ถ้าเราไม่มีความศรัทธาในผู้ที่สอนถูกนั้น ตรงนี้มันจึงเป็นความลังเล มันจะมีความเคลือบแคลงว่า มันจะเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้กันแน่ อันนั้นฟังดูก็มีเหตุผลดี ก็คิดว่าน่าจะถูก เอ๊ะ!แต่คนนี้พูด เขาก็มีเหตุผลดีก็จะจะถูกเหมือนกัน แต่ว่าทำไมมันยังไม่ลงกันเป๊ะ ถ้าถูกเหมือนกันมันน่าจะลงกัน ทำไมอันหนึ่งไม่ค่อยคล้ายกับอีกอันหนึ่ง แต่มันก็ฟังดูดีก็เลยงง ๆ ตรงนี้ ซึ่งตรงที่ งง ๆ ตรงนี้หละ ผัสสะที่เกิดขึ้นแบบนี้มันเลยทำให้ไม่เข้าใจ จะจบก็ไม่จบ ค้าง ๆ คา ๆ เพราะว่ามีความลังเลเคลือบแคลง ทำให้ฟังธรรมแล้วมันไม่รู้เรื่อง มีปัญญาเหมือนกับตัก หมั่นไปวัดฟังธรรมแต่ที่เข้าใจว่าถูก มันมีความยึดถือทำให้เกิดความลังเล เกิดความเคลือบแคลง ก็เลยไม่เข้าใจไป เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเขาไม่มีศรัทธา ก็พูดไม่ได้เต็มร้อย เพราะเขาก็มีศรัทธาในทั้งที่เคยฟังมาแต่ก่อน และก็มีศรัทธาในที่ฟังอยู่เดี๋ยวนี้ แต่ข้อมูลบางทีมัน 100% ทำให้ฟังแล้วเคลือยแคลง ไม่ลงใจ พอไม่ลงใจ จิตมันไม่ลง มันก็ค้างเติ่งอยู่

ในกรณีที่ 3 พอมีความเคลือบแคลง สมาธิเคลื่อน ไม่ลงใจ ก็เลยทำให้ทำในใจโดยไม่แหยบคาย โดยมีตัวอย่างของพระเจ้าปายาสิ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ พระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

“...ถ้าเรามีศรัทธาเต็มร้อยในความที่ไม่ถูกต้องนั้น ศรัทธาที่เต็มร้อยก็ทำให้เกิดความยึดถือขึ้นมาได้ พอมีความยึดถือแล้ว มันจะทำให้เกิดศรัทธาที่เต็มร้อยในความถูกต้อง ก็ไม่ได้ ความยึดถือก็ไม่ลด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีความศรัทธาเต็มร้อยในสิ่งที่ถูก ในสิ่งที่ไม่ถูก เพราะบางทีที่ถูกหรือไม่ถูกมันคล้าย ๆ กัน มันห่อผ้ามาสีเหมือน ๆ กัน ตรงนี้แหละ ที่จะต้องให้มีคนมาแนะนำ ใช้วิจารณญาณ รู้จักทำในใจโดยแหยบคาย มีกัลยาณมิตร มีการใคร่ครวญจึงต้องเป็นสมาธิ หลาย ๆ อย่างมันต้องประกอบกัน ที่ถูกกับไม่ถูกห่อผ้ามาสีเหมือนกัน ดูรูปร่างรูปทรงคล้าย ๆ กัน แต่ว่าอันหนึ่งถูกอันหนึ่งไม่ถูก ไม่เป็นไร เราก็เอาสักอันหนึ่งก็แล้วกัน สมมุตอเราหยิบกันที่ไม่ถูกขึ้นมา พิจารณาดู ความยึดถือไม่ได้ลดลง แสดงว่ามันไม่ถูกแล้ว ประเด็นมันคือ ถ้าความยึดถือไม่ได้ลดลง อาจจะมีมากขึ้นหรือเท่าเดิม เวลาจะวางมันจะวางไม่ได้แล้ว วางยาก เพราะว่าคุณยึดถือมันอยู่...จะต้องทำอย่างไร เพ็งให้ดี มันติดอยู่ตรงไหน แซะมันตรงนั้น เอาความจริงๆ ความจริงมันจะเปิดเผยความไม่จริงออกมา พอเปิดเผยความไม่จริงออกมา ความไม่จริงมันจะอยู่ไม่ได้ เราจะวางได้ไหม? มันคิดไม่ยาก ถ้าเปรียบเทียบระหว่างทองคำกับเชือกป่านที่มีน้ำหนักเท่ากัน เชือกป่านมีค่าน้อยกว่าทองคำมาก ๆ เลยที่น้ำหนักเท่า ๆ กัน แล้วเราจะไปเอาเชือกป่านทำไม เราก็เอาทองคำซิ ประเด็นคือว่า เชือกป่านนี้ฉันถือมาตั้งนานแล้ว ฉันคิดว่ามันถูก ฉันถือมาตั้งนาน ฉันไม่ปล่อยหรอก ฉันไม่วางหรอก ทองคำฉันไม่เอาฉันจะเอาเชือกป่าน ซึ่งคนที่คิดแบบนี้คิดไม่ถูก เราจึงต้องเพ็งมาดูมูลค่าว่า ความยึดถือมันมีแต่ทำให้หนัก มันไม่ได้จะทำให้เบา อะไรที่เป็นของหนัก เราจะไปโง่ถืออยู่ทำไม เราวางความคิดความยึดถือเหล่านั้นซะ พอวางแล้วมันจะจบ วางแล้วจบบแล้วเหลืออะไร ก็จะเหลือเฉพาะกิจที่ควรทำและกิจที่ไม่ควรทำ กิจที่ควรทำเราก็ทำไป กิจที่ไม่ควรทำเราก็ไม่ต้องทำ เราก็ละมันเสีย การฟังธรรมะมันจะเกิดประโยชน์ได้จากจิตที่มันไม่ลง วางไม่ได้ ไม่เข้าใจไม่แจ่มแจ้ง มีปัญญาเหมือนกับตักจะจบก็ไม่จบ จึงต้องมีการฟังกันหลายรอบ ใคร่ครวญให้ดี ๆ เราจึงจะสามารถทำความเข้าใจในธรรมะได้ ไม่ยากเกินทำความเข้าใจ แต่มันจะไม่ง่าย ธรรมที่ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ แล้วมันได้มันคุ้มกัน ถึงแม้สิ่งนั้นจะได้มายากก็ตาม แต่มันคุ้มกัน เพราะฉะนั้นให้เราพิจารณาให้ดี ใคร่ครวญให้รอบคอบในการฟังธรรม...การฟังธรรมตามกาลเป็นมงคลอย่างยิ่ง

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง