อธิบาย - โกฏฐิกสูตร

HIGHLIGHTS:
  • "โกฏฐิกสูตร" ตาไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของตา ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้น เพราะอาศัยตา และรูปทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในตา และรูปนั้น
  • "กามภูสูตร"
  • "สังโยชนสูตร" ตาไม่ติดกับรูป รูปไม่ติดกับตา ฉันทราคะที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยตา และรูปทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า เป็นเครื่องติด
  • บางตอนจาก "มหาตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วย ปัจจัยเป็นเหตุเกิดแห่งวิญญาณ"
  • "โลณกสูตร" การทำบาปเพียงเล็กน้อยเหมือนกัน แต่ให้ผลต่างกัน ทรงเปรียบเทียบ กับการเติมเกลือในแก้วน้ำ กับการเติมเกลือในแม่น้ำคงคา ย่อมให้ผล คือ ความเค็มที่ต่างกัน
  • เวทนา, สัญญา, เจตนา หรือ สังขาร การปรุงแต่ง เป็นอายตนะภายนอก
  • อะไรทำให้คิดว่า เป็นตัวเรา ของเรา? “ความรักใคร่ พอใจ หรือ ฉันทราคะที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยตา และรูปทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า เป็นเครื่องติด”

บทคัดย่อ

 

โคสีดำ กับโคสีขาว เขาผูกกันเอาไว้ด้วยเชือก หรือว่า ทาม ผูกกันเอาไว้แล้ว แล้วจะบอกได้หรอว่า "โคสีดำนี้ เนื่องกับโคสีขาว" หรือว่ามันติดกัน คนที่พูดว่า โคสีดำ ติดกันกับ โคสีขาว เขาจะพูดไม่ถูก เป็นคำกล่าวอย่างนั้นไม่ได้ คือ ที่มันติดกัน เพราะเอาเชือก หรือทามผูกเอาไว้ ไม่ได้หมายความว่า มันเป็นตัวเดียวกัน

อันนี้เป็นอุปมา-อุปไมยที่ท่านผู้ฟังต้องใคร่ครวญให้ดี พิจารณาดูให้รอบครอบ ท่านเปรียบเทียบไว้กับอะไร? "เปรียบเทียบไว้กับอายตนะภายนอก และอายตนะภายใน" อายตนะ หมายถึง สิ่งที่มีการกระทบ มีการขยายช่องทางมาให้เกิดการรับรู้ เช่นว่า ตา จะไปรับรู้เสียงไม่ได้ แต่ตาจะเป็นสิ่งที่จะขยาย รับเป็นช่องทางมาให้เฉพาะแสง แสงที่ผ่านมาทางตา จะทำให้เกิดการรับรู้ได้ ที่อยู่ในกายของเรา นี่เขาก็เรียกว่า เป็นอายตนะภายใน สิ่งที่เป็นภายนอก ถ้าเป็นแสง อันนี้เขาก็เรียกว่า เป็นอายตนะภายนอก

สิ่งที่เป็นอายตนะภายนอก กับ อายตนะภายใน เช่น รูป กับ ตา, เสียง กับ หู , กลิ่น กับ จมูก, รส กับ ลิ้น, สัมผัสทางกาย กับ กาย, รู้แจ้งทางใจ กับ ใจ ไม่ได้ว่า มันเป็นอันเดียวกัน ไม่ได้ว่า มันเป็นของที่เนื่องกัน ไม่ใช่!! แต่ว่ามันถูกผูกกันอยู่ด้วย ความรักใคร่ ความพอใจ หรือ ฉันทะราคะ ตรงนี้ที่ท่านเฉลยเอาไว้ใน ๓ พระสูตรที่มีเนื้อหาหลักๆ คล้ายกันตรงนี้ มันถูกผูก เกี่ยวเนื่อง คล้องรึงรัด ทำให้เนื่องกัน ด้วยความรักใคร่พอใจ นั่นก็คือ "ตัณหา" นั่นเอง ตัณหา ทำให้มันติดกัน ทำให้มันเกี่ยวเนื่องกัน ทำให้มันรึงรัดกัน ทำให้มันดูเหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตรงไหน? "ตรงส่วนของใจ"

ใจนั้นก็เป็นช่องทาง เป็นอายตนะภายใน ไม่ต่างอะไรกันกับตา,หู, จมูก, ลิ้น, กาย ที่จะเป็นช่องทางให้ภาพ, ให้เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัสทางกาย ผ่านเข้ามา ใจนั้นก็เป็นช่องทางที่จะให้สิ่งต่างๆที่เป็น นามทั้งหลายผ่านเข้ามาเกิดขึ้นในช่องทางนี้

เพราะฉะนั้น สิ่งอะไรที่จะเกิดขึ้นในช่องทางนี้บ้าง?"ก็จะมีผัสสะ, มีเวทนา ความรู้สึก,มีสัญญา ความหมายรู้, มีการปรุงแต่ง เป็นเจตนา พวกนี้จะเกิดขึ้นในช่องทาง คือ ใจ" สิ่งที่เกิดขึ้นในนี้เขาเรียกว่า ธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ จึงเป็นอายตนะภายนอก

 

- เวทนา, สัญญา, เจตนา หรือ สังขาร การปรุงแต่ง เป็นอายตนะภายนอก

"ความรู้สึกที่เราอาจจะ หมายถึง ความรู้สึกจริงๆ ที่เป็นเวทนา หรือความรู้สึกร้อน รู้สึกเย็น ซึ่งตรงนั้น หมายถึง สัญญา ความหมายรู้ อันนี้เป็นอายตนะภายนอก แต่อยู่ในช่องทาง คือ ใจ" ใจ ก็คือ อายตนะภายใน ศัพท์ที่พระพุทธเจ้าใช้เรียก ท่านใช้คำว่า "มโน" หรือ ใจ มโนนั้นเป็นช่องทาง ที่ให้สิ่งที่เป็นนามทั้งหลายเกิดขึ้น

คำว่า ใจ คือ ช่องทาง เหมือนกับคำว่า ลิ้น คือ ช่องทาง ใจเป็นช่องทางสำหรับสิ่งที่เป็นนามทั้งหลาย, ลิ้นเป็นช่องทางเฉพาะ รส เท่านั้น ใจเป็นช่องทางสำหรับสิ่งที่เป็น นาม เท่านั้น ไม่ว่าอะไรมันจะไหลมารวมกันที่ใจทั้งหมด อยู่ตรงนี้

ทีนี้พอมีสิ่งอะไรที่มากระทบผ่านมาทางตา, ทางหู มันจะไหลรวมกันมาเข้าสู่ใจนะ ผัสสะใช่ไหม? ผัสสะนี่ เป็นนาม มีการรับรู้ มันก็จะเกิดขึ้นในช่องทาง คือ ใจ ประเด็นมัน คือ ตรงนี้แหละ ท่านผู้ฟัง ถ้ามีการบอกว่า ทุกข์ใจ, กลุ้มใจ, ปวดใจ, เซ็ง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเหมือนกัน ว่ามันมีอาการแบบนี้อยู่ในใจ แต่ถ้าเราพิจารณาดูคำพูดเหล่านี้ให้ดี ถ้าเราพูดถึงคำว่า ใจ ใจมันเป็นช่องทางเฉยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนว่า มันเป็นความรู้สึก คือ เวทนา, เป็นความหมายรู้ สัญญา กระทบแบบนี้ก็เลยไม่พอใจ ก็เป็นทุกขเวทนา

 

- อะไรทำให้คิดว่า เป็นตัวเรา ของเรา?“ความพอใจ รักใคร่ หรือ ฉันทราคะที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยตา และรูปทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า เป็นเครื่องติด”

ถ้าเรามีความรักใคร่ พอใจ ในธรรมารมณ์อันใดอันหนึ่ง นั่น ความรักใคร่ พอใจ มันจะมาติดตึ๊บกันเลย ในไหน มันจะทำให้ธรรมารมณ์นั้น คือ เวทนานั้น,คือ สัญญานั้น, คือ เจตนานั้น ที่เกิดขึ้นในช่องทาง คือ ใจ มันติดตึ๊บกัน มันติดกันนะ มันก็ลามไปหมด กับทั้งวิญญาณด้วย ติดกันไปหมด ติดกันพรึ๊บไปแล้ว ดูเหมือนเป็นตัวตนว่า "เป็นตัวเรา ของเรา" ว่า อารมณ์นั้น ความทุกข์ใจนี้ เป็นของฉัน, ความสุขใจนี้เป็นของฉัน, ความกลุ้มใจนี้เป็นของฉัน เพราะมันติดตึ๊บกันไปแล้ว มันติดตึ๊บ "มีความเป็นสภาวะ" เกิดขึ้นเมื่อไหร่ มันก็รู้สึกว่า เป็นตัวเรา ของเรา"

แต่ถ้าเราพิจารณาดูให้ดี อย่างเช่นว่า มีแสง และรูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ผ่านมาทางตา ตามันก็แค่รับภาพเฉยๆ มันไม่ได้ว่า จะเป็นสุขไปตามภาพนั้น คือ ตาไม่ได้ไปมีปัญหาอะไรกับภาพที่มันบาดตา บาดใจ หรือภาพที่สุขตา สุขใจ ตามันจะไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ไปด้วยกับสิ่งนั่น ถ้าเราพิจารณตรงนี้ให้ดี คือ เหมือนกล้องถ่ายรูป เหมือนโทรศัพท์มือถือ พวกนี้เป็นช่องทาง ตา,หู, จมูก,ลิ้น, กาย และใจ แต่ทำไมพอมีคนด่าใส่ ผ่านโทรศัพท์มือถือมา เครียดจัด ขว้างโทรศัพท์ทิ้ง ทั้งๆที่โทรศัพท์ไม่ได้ทำอะไรนะ ทำไมมันไปติดกันได้? มันเป็นแค่ช่องทางเฉยๆ แต่มันไปติดกันได้ มันไปคล้องกันได้ เหมือนวัว ๒ ตัวที่เขาผูกกันด้วยเชือก เชือกที่คล้อง เกาะเกี่ยว ทำให้อารมณ์ของเรา มันก้าวลงไปในสิ่งนั้นที่เป็นรูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัสทางกาย และการรู้แจ้งทางใจ เรารู้สึกว่า มันเป็นตัวตนไปทั้งเสียงที่ได้ยินได้ฟัง ภาพที่เห็น ทั้งความคิดนึกอะไรที่อยู่ในช่องทางนี้ รู้สึกว่า มันเป็นตัวเป็นตน เป็นของเรา เป็นของฉัน ฉันเป็นอย่างนี้ นั่นเพราะว่า ความรักใคร่ พอใจ พูดง่ายๆ คือ "ตัณหา" นั่นเอง

"ตัณหา" เป็นเครื่องเกาะเกี่ยว เป็นเครื่องร้อยรัด ทำให้มันดูเหมือนๆ เป็นตัวเรา ของเรา ในทุกๆ อย่าง ที่เราเห็นผ่านทางตา, ที่เราได้ยินผ่านทาง หู, ทุกๆ อย่างที่เราลิ้มรสผ่านทางลิ้น ชอบใจก็ว่า อาหารดี ของฉัน, ไม่ชอบใจ ก็อาหารไม่ดี ของเธอก็แล้วกัน

คำว่า "เกี่ยวเนื่องกัน" กับ คำว่า "ร้อยรัดกัน" มันต่างกัน คือ แน่นอนหล่ะว่า มันมีเสียง มันก็ต้องหูเท่านั้น มันจะได้ยิน หูกับเสียง มันก็ต้องเกี่ยวเนื่องกันนะ แต่ว่าไม่ร้อยรัดกันอยู่ คือ ความที่มันจะมาร้อยรัด รึงรัดเป็นอันเดียว มันไม่ได้จะมาเป็นเครื่องร้อยรัด ด้วยความที่มันเป็นเสียง เป็นหู แต่ความที่มันจะร้อยรัด รึงรัดกันได้ เป็นอันเดียวกัน มันไม่ใช่!! ความที่มันเหมือนกับติดกัน เป็นอันเดียวกัน มันไม่ใช่!! ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นท่านพระสารีบุตร, ท่านพระอานนท์, ท่านจิตตคหบดี ต้องการจะบอกถึงแตกต่าง แยกออกเป็นส่วนว่า "หู มันก็มีเหตุ มีปัจจัยของมัน", เสียงก็มีเหตุ มีปัจจัยของมัน แน่นอนว่า มันรับกันได้ มันก็ต้องเกี่ยวข้องกันอยู่ แต่ไม่ใช่ว่า ทั้ง ๒ อันนี้เป็นอันเดียวกัน นี่คือ จุดประสงค์ข้อที่ ๑

จุดประสงค์ข้อที่ ๒ ของการที่จะต้องแยกสิ่งที่เป็นเครื่องร้อยรัด เครื่องรึงรัด ตรงนี้ เขาเรียกว่า สังโยชน์ ต้องการแยกออกไปว่า อันนี้หูนะ, เสียงนะ ที่มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว มันอาจจะแยกกันก็ได้ มาไว้ด้วยกันก็ได้ แต่ไอ้สิ่งที่ทำให้ไม่ว่า จะแยกกันนั้น หรือต่อกันนั้น ให้เสียงนั้น หูนั้น รู้สึกว่า เหมือนกับเป็นของเรา อันนี้ คือ "เครื่องร้อยรัด" ตรงนี้ ที่ท่านใช้คำว่า สังโยชน์ การที่มันมาติดกัน ท่านใช้คำว่า สังยุตตะ หมายถึงว่า เอามาร้อยเรียง แน่นอน มันมีเหตุผลอาจจะเกี่ยวเนื่องกันอยู่

ท่านเปรียบเทียบเหมือนกับ ใบบัว กับน้ำ ใบบัว คำว่าติดกันกับน้ำ คือ มันไม่ได้ว่า ร้อยรัด รึงรัดเป็นอันเดียวกัน เปรียบเทียบเหมือน วัว ๒ ตัว เขาผูกอยู่ด้วยเชือก จะมาบอกว่าเป็นวัวตัวเดียวกัน เป็นวัวสีเทา ไม่ได้!! สิ่งที่ผูกมันนั่นหน่ะ เขาเรียกว่า "เป็นสังโยชน์"

จุดประสงค์ข้อที่ ๒ ที่ต้องมีการแบ่งตรงนี้ ก็คือ จุดนี้แหละว่า ส่วนที่ทำให้มันดู เป็นตัวเรา ของเรา แยกไป, ส่วนที่มันเป็นธรรมชาติของมัน อยู่อย่างนั้นอยู่แล้ว ก็แยกไป คือ แยกส่วนที่เป็นสมุทัย แยกส่วนที่เป็นทุกข์ออกจากกัน ถ้าเผื่อว่าเราไม่แยกกัน "ทุกข์ กับ สมุทัย มันรวมกันเข้าเป็นก้อนเดียวกัน แล้วไม่สามารถแยกกันออกได้ การประพฤติพรหมจรรย์ จะมีไม่ได้ การปฏิบัติธรรมนี้จะไม่มีประโยชน์ คือ ทำไม่ได้เลย" ซึ่งอันนี้เป็นวลี เป็นพุทธพจน์ ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยอธิบายเคยตรัสไว้ใน "โลณกสูตร"

โดยเปรียบเทียบเรื่องของกรรม กับผลของกรรม ถ้ามีคนคิดว่า คุณทำอย่างนี้ คุณต้องได้อย่างนี้ตอบเหมือนกัน เช่นว่า คุณตียุง ตบยุง แล้วยุงตาย ต่อไป คุณต้องไปเกิดเป็นยุง ให้ถูกตี ถูกตบ แล้วคุณก็ต้องตายด้วย โดยความเป็นยุงนั้น ความคิดแบบนี้มันผิด มันไม่ถูก!! มันไม่ใช่ว่า เหมือนกันเป๊ะอย่างนั้น แล้วที่ถูก คือ อะไร? ที่ถูกก็คือ เรื่องของผล วิบาก ท่านใช้คำว่า ที่ถูก ก็คือว่า ความที่มันไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความดับกันได้ มีความแยกกันไปได้ มีความที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความไม่เนื่องกันได้ ที่ว่าการกระทำก็อันหนึ่ง, ผลของการกระทำก็อันหนึ่ง ตาก็อันหนึ่ง หูก็อันหนึ่ง ธรรมารมณ์ ความรู้สึกใดๆ ที่เรามีในช่องทาง เช่น คุณรู้สึกกลุ้มใจ กับใจ มันไม่ได้อันเดียวกัน มันไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน เราไม่ได้ว่า จะต้องไปยึดถืออารมณ์นั้น ในช่องทางนั้นว่า "เป็นตัวเรา, ของเรา"

อ้าว! แล้วอะไรที่มันทำให้ดูเหมือนเป็นอันเดียวกัน? นั่นก็คือ สังโยชน์ เครื่องร้อยรัด เครื่องรึงรัด ให้มันดูเหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่จริงๆ มันแยกกันได้ ท่านผู้ฟัง ความกลุ้มใจ แยกกันออกจาก จิต ของเราได้, ความทุกข์ใจ แยกกันออกจาก จิต ของเราได้, ความรู้สึกที่ดี หรือไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่ง มันแยกกันออกจากจิตของเราได้ ที่เรารู้สึกเหมือนกับว่า เป็นตัวเรา, ของเรา อยู่ในจิตใจของเรา นั่นก็เพราะว่า มันมีเครื่องร้อยรัด, เครื่องรึงรัด คือ สังโยชน์นี้ ให้รู้ตรงนี้ไว้ว่า มันเป็นวัวสีขาว กับวัวสีดำ ผูกกันอยู่ มันได้เป็นวัวตัวใหญตัวเดียว ที่เป็นสีเทา ไม่ใช่!! แต่มันเป็นวัวตัวหนึ่งสีดำ วัวตัวหนึ่งสีขาว ผูกอยู่ด้วยกัน ดูไกลๆ อาจจะเหมือนกัน แต่ถ้าเพ่งจ่อเข้าไปให้ดีแล้วนี่ โอ้ว มันคนละอันกัน

การที่เราจะมาจ่อรู้ ดูใกล้ๆได้ นั่นคือ การที่เราตั้งสติขึ้น เอาจิตใจของเรามาจดจ่อ เพ่งพิจารณา ดูให้ดีเอาไว้ ในช่องทาง คือ ใจ ดูซิว่า เวลาที่กลุ้มใจ, ทุกข์ใจ, ปวดใจ,ขุ่นข้องหมองใจ, คับใจ, ทารุณจิตใจ ฝืนใจ กระวนกระวายใจ คับอกคับใจ อะไรที่มันอยู่ในใจแล้วมันจะมีปัญหาทั้งหมด มันก็แยกกันได้ ความคิดนั้น ผัสสะนั้นก็อันหนึ่ง ตัวเราก็ส่วนหนึ่ง ใจเป็นช่องทาง ก็แยกกันไปๆ ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกัน เกี่ยวเนื่องกันด้วยที่ว่า มันมาติดกัน เนื่องจากความที่มันเป็นเสียง เป็นหู อันนี้ใช่อยู่ เหมือนดอกบัว มันมาวางใกล้ๆกันกับน้ำ แต่ว่ามันไม่ได้เนื่องกัน ทำความเข้าใจให้ถูก

กลุ่มที่ ๒ บางตอนจาก "มหาตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วย ปัจจัยเป็นเหตุเกิดแห่งวิญญาณ" โดยยกตัวอย่าง เรื่องของเปลวไฟ อันนี้เป็นพุทธพจน์ พูดถึงที่ว่า วิญญาณ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ท่องเที่ยวไป ลอยหวือๆไป อย่างนั้นไม่ใช่! คำว่า วิญญาณ หมายถึง การรับรู้ หรือการรู้แจ้ง เช่น เรารู้เสียงผ่านทางหู เสียงกับหู และวิญญาณไม่ได้ติดกันนะ มันก็เป็นตามเหตุตามปัจจัยของมันมา มันอยู่ใกล้กันอยู่ ใช่อยู่เหมือนวัวดำ กับวัวขาว แต่มันไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันไม่ได้ถูกรึงรัด ร้อยรัด เป็นก้อนเดียวกัน ไม่ใช่!! ทำความเข้าใจให้ดี วัวดำ วัวขาวนะ

ทีนี้ การรับรู้ ตรงนี้ที่พระพุทธเจ้า เปรียบเทียบไว้ เหมือนกับ เปลวไฟ ที่เราไปรับรู้เสียงผ่านทางหู รับรู้ธรรมารมณ์ผ่านทางช่องทาง คือ ใจ เนี่ย มันเป็นวิญญาณเหมือนกัน เป็นการรับรู้เหมือนกันก็จริง แต่ว่ามีเชื้อที่แตกต่างกัน โดยเปรียบเทียบไว้กับ ถ้าเราเอาไม้มาจุดไฟ ไฟนั้นก็เกิดขึ้นเป็นเปลวไฟขึ้น แต่ว่าอาศัยเชื้อเพลิง คือ ไม้, ถ้าเราเอาเชื้อเพลิง คือ หญ้า, หรือเอาเชื้อเพลิง คือ แกลบ, หรือเอาเชื้อเพลิง คือ โคมัย ขี้วัว เขาจะทำเป็นเชื้อเพลิงได้ เชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดเปลวไฟ เปลวไฟที่เกิดขึ้น ดูๆเหมือนกันอยู่ แต่ว่ามีความแตกต่างกันจากเชื้อที่เกิดขึ้นต่างๆ ซึ่งแต่ละอย่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางทั้ง ๖ ช่องทาง ที่ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ นี่คือ ช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ให้แยกเป็น ๓ กลุ่ม คือ อายตนะภายนอก, อายตนะภายใน และหมู่แห่งวิญญาณ

ท่านผู้ฟังลองนึกภาพตาม เรามีช่องทาง ๖ ช่องทาง คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ ในแต่ละช่องทางก็จะมีอายตนะภายนอก อายตนะภายใน และวิญญาณการรับรู้ ในทางช่องทางนั้นๆ แต่ละอย่างๆ เกี่ยวข้องกันอยู่ก็จริง มีเหตุมีปัจจัยของมันๆ เกี่ยวข้องกันอยู่ ใช่อยู่ แต่ว่าไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้ว่า ร้อยรัด รึงรัดเป็นตัวเรา ของเรา ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะอะไร?"เพราะว่า มันก็มีเหตุปัจจัย มีผลๆ ของมัน และของมัน" เหตุปัจจัยของมันๆ มันอาจจะเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มันจะต้องเป็นอันเดียวกัน นี่แหละทำความเข้าใจให้ดี วัวดำ วัวขาว วัวเหมือนกันแหละ แต่มันไม่ได้ตัวเดียวกัน มันคนละตัวกัน จะเป็นตา เป็นหู หรือในช่องทาง คือ ใจนี้

อาจจะมีความคิด ความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ที่แบบครุ่นครั่นขึ้นมาอย่างนี้ ความโกรธบ้าง ความไม่พอใจบ้าง ความโกรธ ความไม่พอใจนั้น ไม่ได้เป็นของเรา มันเป็นแค่สิ่งที่เกิดในช่องทางนี้ ความโกรธ ความไม่พอใจ มันเกิดขึ้น ก็อาจจะมีได้ เป็นผัสสะเกิดขึ้นได้ เกิดขึ้นในช่องทาง คือ ใจได้ ก็ธรรมดา เหมือนกับว่า เสียงดัง เสียงค่อย ก็มีได้ แต่ว่าเสียงดัง หรือเสียงค่อยนั้น ไม่ได้ว่า เป็นตัวเรา ของเรานะ ที่มันทำให้เหมือนดูว่า เป็นตัวเรา ของเรา แต่เพราะว่าความรักใคร่ พอใจ หรือความเกลียด ความไม่พอใจ เกิดขึ้นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ทำให้เรามีความรู้สึกว่า มันจะเป็นตัวตน เป็นอย่างเดียวกัน เป็นตัวเราของเราขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วมันแยกกันได้ มันแค่ถูกผูก ถูกคล้องเอาไว้ ด้วยตัณหาที่มันจะมารึงรัดเอาไว้ มาผูกด้วยกันเอาไว้ ทำให้บางทีเราสังเกตไม่เห็น แต่ถ้าเราพยายามสังเกตดูให้ดี เชือกนี่มันจะมีอยู่ คล้องอยู่ มันจะรัดอยู่ เราตัดตรงนี้แหละ สังเกตดูให้ดี

อุปมาอุปไมยต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเปลวไฟที่เกิดจากเชื้อต่างๆกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัวดำ, วัวขาว เป็นอุปมา อุปไมยที่ทั้งพระพุทธเจ้า และเหล่าสาวกยกขึ้นมา เพื่อที่จะให้เราเกิดความเข้าใจ ในอะไร?"ในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ว่า "มันมีความไม่เที่ยง มีความไม่ใช่ตัวตน มีความเป็นอนัตตา ไม่ควรจะเข้าไปยึดถือในสิ่งต่างๆ เหล่านั้นว่า เป็นตัวเรา ของเรา นี่คือ จุดประสงค์ที่สำคัญ" แต่ถ้าเราจะมาทุ่มเถียงกันว่า โอ้ว! อันนี้ไม่น่าใช่น่า ยกผิดหรือเปล่า? มีความยึดถือแม้ในคำสอนที่ดีๆนั้น มีความยึดถือแม้ในสิ่งที่ตรัสไว้ชอบแล้ว ถูกแล้วอย่างนี้ ถ้าเผื่อว่า ยังยึดถือติดอยู่ ทิฏฐิมีขึ้นอย่างนี้ มันก็ไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจได้

แต่ถ้าเผื่อว่า เราเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ไม่ได้ยึดถือ แม้ในคำอธิบายต่างๆ เหล่านั้น แต่ว่าทำให้คลายความยึดถือ คลายความเพลิดเพลิน ไม่ปรารถนาอยู่ ไม่ยึดถืออยู่ว่า เป็นของเรา ทิฏฐิที่บริสุทธิ์ผุดผ่องนี้ สามารถที่จะสลัดตัวเราเอง ปลดเปลื้องพันธนาการของเจ้าตัณหา ที่ถูกครอบงำ ปิดบังไว้ด้วยอวิชชา ทำความเป็นอิสระ ทำความเย็นให้เกิดขึ้นกับตัวของเราได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

  • ฟัง "โกฏฐิกสูตร" ออกอากาศทาง FM๙๒.๕ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๐
  • อ่าน "โกฏฐิกสูตร" เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
  • อ่าน "กามภูสูตร" เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

    [๒๙๙] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์และท่านพระกามภูอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระกามภูออกจากที่พักผ่อน แล้ว เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรท่านพระอานนท์ จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ ฯลฯ ใจเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหรือ ฯ

    ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดูกรท่านพระกามภู จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น ฯลฯ ใจเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในใจและธรรมารมณ์นั้น ดูกรท่านพระกามภู โคดำกับโคขาว เขาผูกติดกัน ด้วยสายทามหรือด้วยเชือกเส้นเดียวกัน หากจะมีบุคคลใดกล่าวว่า โคดำเกี่ยวเนื่องกับโคขาว โคขาวเกี่ยวเนื่องกับโคดำ ดังนี้ บุคคลนั้นกล่าวชอบหรือ ฯ

    กา. ดูกรท่านพระอานนท์ ไม่ใช่เช่นนั้น โคดำไม่เกี่ยวเนื่องกับโคขาว ทั้งโคขาวก็ไม่เกี่ยวเนื่องกับโคดำ โคดำกับโคขาวนั้น เขาผูกติดกันด้วยสายทาม หรือด้วยเชือกเส้นเดียวกัน สายทามหรือเชือกเส้นเดียวกันนั้น เป็นเครื่องเกี่ยวเนื่องในโคทั้งสองนั้น ฉันใด ฯ

    อา. ดูกรท่านกามภู ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปก็เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น ฯลฯ ใจเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ก็เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของใจหามิได้ ความพอใจรักใคร่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้น เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในใจและธรรมารมณ์นั้น ฯ

    จบสูตรที่ ๖

    Part IV
    The Book of the Six Sense Bases (Saḷāyatanavagga)
    Chapter I
    35 Saḷāyatanasaṃyutta Connected Discourses on the Six Sense Bases
    THE FOURTH FIFTY
    III. THE OCEAN
    233 (6) Kāmabhū

    On one occasion the Venerable Ānanda and the Venerable Kāmabhū were dwelling at Kosambı̄ in Ghosita’s Park. Then, in the evening, the Venerable Kāmabhū emerged from seclusion and approached the Venerable Ānanda. He exchanged greetings with the Venerable Ānanda and, when they had concluded their greetings and cordial talk, he sat down to one side and said to him:

    “How is it, friend Ānanda, is the eye the fetter of forms or are forms the fetter of the eye?… Is the mind the fetter of mental phenomena or are mental phenomena the fetter of the mind?”

    “Friend Kāmabhū, the eye is not the fetter of forms nor are forms the fetter of the eye … The mind is not the fetter of mental phenomena nor are mental phenomena the fetter of the mind, but rather the desire and lust that arise there in dependence on both: that is the fetter there. [166]
    “Suppose, friend, a black ox and a white ox were yoked together by a single harness or yoke. Would one be speaking rightly if one were to say: ‘The black ox is the fetter of the white ox; the white ox is the fetter of the black ox’?”

    “No, friend. The black ox is not the fetter of the white ox nor is the white ox the fetter of the black ox, but rather the single harness or yoke by which the two are yoked together: that is the fetter there.”

    “So too, friend, the eye is not the fetter of forms … nor are mental phenomena the fetter of the mind, but rather the desire and lust that arise there in dependence on both: that is the fetter there.”

  • อ่าน "จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ สังโยชนสูตร"(สูตรที่ ๑) เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

    [๕๓๗] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ก็สมัยนั้นแล ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต นั่งประชุมสนทนากันที่โรงกลมได้สนทนากันว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกัน หรือว่ามีอรรถเหมือนกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน บรรดาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน บางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถเหมือนกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ฯ

    [๕๓๘] ก็สมัยนั้นแล จิตตคฤหบดีได้ไปยังบ้านส่วยชื่อมิคปถกะด้วย กรณียกิจบางอย่าง ได้สดับข่าวว่า ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว นั่งประชุมกันที่โรงกลม ได้สนทนากันว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกัน หรือว่ามีอรรถเหมือนกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน บรรดาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน บางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถเหมือนกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ฯ

    [๕๓๙] ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ข้าแต่ ท่านทั้งหลายผู้เจริญ กระผมได้สดับข่าวว่า ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัตแล้ว นั่งประชุมกันที่โรงกลม ได้สนทนากันว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกัน หรือว่ามีอรรถเหมือนกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ภิกษุผู้เถระ บางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน บางพวกพยากรณ์ อย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนีย ธรรมก็ดี มีอรรถเหมือนกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ดังนี้หรือ ภิกษุเหล่านั้น ตอบว่า อย่างนั้นคฤหบดี จิตตคฤหบดีได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือ สังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน ถ้ากระนั้นกระผมจักอุปมาให้ฟัง เพราะวิญญูชนบางพวกในโลกนี้ ย่อมเข้าใจเนื้อความแห่งภาษิตแม้ด้วยข้ออุปมา ฯ

    [๕๔๐] ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เปรียบเหมือนโคดำตัวหนึ่งโคขาวตัวหนึ่ง เขาผูกด้วยทามหรือเชือกเส้นเดียวกัน ผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า โคดำติดกับโคขาว โคขาวติดกับโคดำ ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวถูกละหรือ ฯ

    ภิ. ไม่ถูก คฤหบดี เพราะโคดำไม่ติดกับโคขาว แม้โคขาวก็ไม่ติดกับโคดำ ทามหรือเชือกที่ผูกโคทั้งสองนั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องผูก ฯ

    จิตต. ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล จักษุไม่ติดกับรูป รูปไม่ติดกับจักษุ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด หูไม่ติดกับเสียง เสียงไม่ติดกับหู ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียงทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด จมูกไม่ติดกับกลิ่น กลิ่นไม่ติดกับจมูก ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่นทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด ลิ้นไม่ติดกับรส รสไม่ติดกับลิ้น ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรสทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด กายไม่ติดกับโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะไม่ติดกับกาย ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด ใจไม่ติดกับธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ไม่ติดกับใจ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด

    ภิ. ดูกรคฤหบดี การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้ง ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ฯ

    จบสูตรที่ ๑

    Part IV
    The Book of the Six Sense Bases (Saḷāyatanavagga)
    Chapter VII
    41 Cittasaṃyutta
    Connected Discourses with Citta
    1 The Fetter

    On one occasion a number of elder bhikkhus were dwelling at Macchikāsaṇḍa in the Wild Mango Grove.

    Now on that occasion, when the elder bhikkhus had returned from their alms round, after their meal they assembled in the pavilion and were sitting together when this conversation arose: “Friends, ‘the fetter’ and ‘the things that fetter’: are these things different in meaning and also different in phrasing, or are they one in meaning and different only in phrasing?”

    Some elder bhikkhus answered thus: “Friends, ‘the fetter’ and ‘the things that fetter’ are different in meaning and also different in phrasing.” But some [other] elder bhikkhus answered thus: “Friends, ‘the fetter’ and ‘the things that fetter’ are one in meaning and different only in phrasing.”

    Now on that occasion Citta the householder had arrived in Migapathaka on some business.285 [282] Then Citta the householder heard: “A number of elder bhikkhus, it is said, on returning from their alms round, had assembled in the pavilion after their meal and were sitting together when this conversation arose.…” Then Citta the householder approached those elder bhikkhus, paid homage to them, sat down to one side, and said to them: “I have heard, venerable sirs, that when a number of elder bhikkhus were sitting together this conversation arose: ‘Friends, “the fetter” and “the things that fetter”: are these things different in meaning and also different in phrasing, or are they one in meaning and different only in phrasing?’”

    “That is so, householder.”

    “Venerable sirs, ‘the fetter’ and ‘the things that fetter’ are different in meaning and also different in phrasing. I will give you a simile for this, since some wise people here understand the meaning of a statement by means of a simile.

    “Suppose, venerable sirs, a black ox and a white ox were yoked together by a single harness or yoke.286 Would one be speaking rightly if one were to say: ‘The black ox is the fetter of the white ox; the white ox is the fetter of the black ox’?” [283]

    “No, householder. The black ox is not the fetter of the white ox nor is the white ox the fetter of the black ox, but rather the single harness or yoke by which the two are yoked together: that is the fetter there.”

    “So too, friend, the eye is not the fetter of forms nor are forms the fetter of the eye, but rather the desire and lust that arise there in dependence on both: that is the fetter there. The ear is not the fetter of sounds … The nose is not the fetter of odours … The tongue is not the fetter of tastes … The body is not the fetter of tactile objects … The mind is not the fetter of mental phenomena nor are mental phenomena the fetter of the mind, but rather the desire and lust that arises there in dependence on both: that is the fetter there.”

    “It is a gain for you, householder, it is well gained by you, householder, in that you have the eye of wisdom that ranges over the deep Word of the Buddha.”

  • อ่าน "มหาตัณหาสังขยสูตร" เล่มที่ ๑๒ ข้อที่ ๔๔๔ ว่าด้วยปัจจัยเป็นเหตุเกิดแห่งวิญญาณ

    [๔๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้นก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า จักษุวิญญาณ วิญญาณอาศัยโสตและเสียงทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า โสตวิญญาณ วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ฆานวิญญาณ วิญญาณอาศัยชิวหาและรสทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า มโนวิญญาณ เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟไม้ ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟป่า ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหญ้า ไฟอาศัยโคมัยติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟโคมัย ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟแกลบ ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหยากเยื่อ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า จักษุวิญญาณ วิญญาณอาศัยโสตและเสียงทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า โสตวิญญาณ วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ฆานวิญญาณ วิญญาณอาศัยชิวหาและรสทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ชิวหาวิญญาณ วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า กายวิญญาณ วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า มโนวิญญาณ.

    [๔๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายย่อมเห็นขันธปัญจกที่เกิดแล้วหรือไม่?

    ภ. เห็นพระพุทธเจ้าข้า.

    พ. เธอทั้งหลายย่อมเห็นว่า ขันธปัญจกนั้นเกิดเพราะอาหารหรือ?

    ภ. เห็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. เธอทั้งหลายย่อมเห็นว่า ขันธปัญจกนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้นหรือ?

    ภ. เห็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. ความสงสัยย่อมเกิดขึ้น เพราะความเคลือบแคลงว่า ขันธปัญจกนี้ มีหรือหนอ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. ความสงสัยย่อมเกิดขึ้น เพราะความเคลือบแคลงว่า ขันธปัญจกเกิดเพราะอาหารนั้นหรือหนอ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. ความสงสัยย่อมเกิดขึ้น เพราะความเคลือบแคลงว่า ขันธปัญจกนั้น มีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น หรือหนอ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. บุคคลเห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดแล้ว ย่อมละความสงสัยที่เกิดขึ้นเสียได้หรือ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. บุคคลเห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกเกิดเพราะอาหารนั้น ย่อมละความสงสัยที่เกิดขึ้นเสียได้หรือ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. บุคคลเห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนั้น มีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ย่อมละความสงสัยที่เกิดขึ้นเสียได้หรือ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. เธอทั้งหลายหมดความสงสัยในข้อว่า ขันธปัญจกนี้เกิดแล้ว แม้ดังนี้หรือ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. เธอทั้งหลายหมดความสงสัยในข้อว่า ขันธปัญจกเกิดเพราะอาหารนั้น แม้ดังนี้หรือ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. เธอทั้งหลายหมดความสงสัยในข้อว่า ขันธปัญจกนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น แม้ดังนี้หรือ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. เธอทั้งหลายเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดแล้ว ดังนี้หรือ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. เธอทั้งหลายเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกเกิด เพราะอาหารนั้น ดังนี้หรือ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. เธอทั้งหลายเห็นดีแล้วปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนั้น มีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ดังนี้หรือ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. หากว่า เธอทั้งหลาย พึงติดอยู่ เพลินอยู่ ปรารถนาอยู่ ยึดถือเป็นของเราอยู่ ซึ่งทิฏฐินี้อันบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ (ด้วยตัณหาและทิฏฐิ) เธอทั้งหลายพึงรู้ทั่วถึงธรรมที่เปรียบด้วยทุ่น อันเราแสดงแล้ว เพื่อประโยชน์ในอันสลัดออกมิใช่แสดงแล้ว เพื่อประโยชน์ในอันถือไว้บ้างหรือหนอ?

    ภ. ข้อนี้ไม่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

    พ. หากว่า เธอทั้งหลาย ไม่ติดอยู่ ไม่เพลินอยู่ ไม่ปรารถนาอยู่ ไม่ยึดถือเป็นของเราอยู่ ซึ่งทิฏฐิอันบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ เธอทั้งหลายพึงรู้ธรรมที่เปรียบด้วยทุ่นอันเราแสดงแล้ว เพื่อประโยชน์ในอันสลัดออก ไม่ใช่แสดงแล้ว เพื่อประโยชน์ในอันถือไว้ บ้างหรือหนอ?

    ภ. เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

  • อ่าน "โลณกสูตร" เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต