ความหมายของจิต

HIGHLIGHTS:

  • เข้าใจถึงรากศัพท์ที่พระพุทธเจ้าใช้เกี่ยวกับจิต มี ๓ ความหมาย คือ จิ จินต จิตต
  • เข้าใจคำที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึงลักษณะของจิตที่ว่าไม่ว่าในความหมายใด จิตนั้นจะมีลักษณะคือ ไปได้ไกล ไปเดี่ยวๆ ไม่มีสรีระ และมีที่อาศัย
  • ความเป็นเหตุเป็นผล ความเกิดขึ้นของจิต ความวนเป็น loop
  • เข้าใจว่าจิตนี้คือมายา

บทคัดย่อ

 

“นานจริงหนอ ที่เราถูกจิตนี้ คดโกง ล่อลวง ปลอมเทียม ปลิ้นปลอก จึงเราเมื่อจะยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้วซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร และซึ่งวิญญาณ นั่นเอง”

 

รากศัพท์ของจิต

    • ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า คำว่า จิต มีอยู่ ๓ ความหมาย มาจากรากศัพท์คนละอย่างกัน

       

    • จิต มาจากรากศัพท์คำว่า จิ หมายถึงการสั่งสม สั่งสมอาสวะ
    • จิต มาจากรากศัพท์คำว่า จินต หมายถึงความคิดนึก
    • จิต มาจากรากศัพท์คำว่า จิตต หมายถึงทำให้มีความวิจิตรพิสดาร ทำให้มันมีความหรูหรา มีความเป็นเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมา

ลักษณะจิตเป็นอย่างไร

“ทูรงฺคมํ เอกจรํ           อสรีรํ คูหาสยํ

เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ           โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา”

เป็นคาถาที่พระพุทธเจ้าบอกไว้แก่ท่านพระสังฆรักขิต อธิบายลักษณะของจิตว่า “จิตที่จะใช้ในความหมายใดๆก็ตาม มีลักษณะที่ ไปได้ไกล ไปเดี่ยวๆ ไม่มีสรีระ และมีที่อาศัย ๔ อย่างนี้”

คำว่า "ทูรงฺคมํ" ไปได้ไกล :

คือสามารถที่จะไปยึดถือในขันธ์ ๕ ทั้งที่เป็นทั้งภายในและภายนอก ที่เป็นของหยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ ทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคต พอยึดถือแล้ว ทำให้มีความเป็นตัวตนขึ้นมา มีความเป็นสภาวะขึ้นมา มีการก้าวลงไปว่า ตัวฉันของฉัน มีความเป็นภพขึ้น จิตมีลักษณะไปได้ไกล มันคืบคลานไปในขันธ์ ๕ หมดทุกอย่าง

คำว่า "เอกจรํ" ไปเดี่ยวๆ ไปผู้เดียว :

จร(จะ-ระ) คือไปเดี่ยวๆ ไปผู้เดียว จะเข้าใจการไปเดี่ยวๆได้ ก็ต้องเข้าใจถึงเหตุเกิดว่า จิตนี้เกิดมาจากอะไร ทำไมถึงมีจิตขึ้นมาได้

“สิ่งใดที่มีภาวะเป็นที่รัก มีภาวะเป็นที่น่ายินดี ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นั้น เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในที่นั้น” พุทธพจน์

ตัณหามันจะเข้าไปตั้งอยู่ในขันธ์ ๕ ที่มีความรักความน่าพอใจ เวลามันเข้าไปตั้งอยู่ การเข้าไปทำงานของมัน เราเรียกว่า อุปาทาน อุปาทานคือความยึดถือ เพราะมีอุปาทานจึงมีภพ ภพคือความเป็นสภาวะ มีสถานที่และเวลา ทำให้มีความรู้สึกเป็นก้อนๆขึ้นมา รู้สึกว่ามันมีตัวตนอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง พอมีเวลา มีสถานที่ อดีต อนาคต ปัจจุบัน ความรู้สึกนั้นมันก็จะทับถมๆกัน มีการซ้อนเรียว มีความวิจิตรพิสดารขึ้นมาแล้ว มีความวิจิตรพิสดารเพราะว่ามันมีความเป็นภพขึ้น นี่คือจิตตอันหนึ่ง จึงเกิดเป็นจิตตขึ้นมา เป็นจิตขึ้นมา

อันที่สองก็คือว่า พอมีความเป็นสภาวะแล้ว มันจะมีการสั่งสม การสั่งสมทับถมก็คือคำว่า จิ ก็คือการสั่งสมอาสวะ อาสวะคือการสั่งสม มันจึงเกิดเป็นลักษณะของจิตขึ้นมา

“การที่พระพุทธเจ้าใช้คำว่าจิต เพื่อที่จะใช้อธิบายถึงการที่มีการสั่งสมบ้าง มีการทำให้วิจิตรพิสดารบ้าง มีความนึกคิดบ้าง เหตุเกิดมาจากการที่เป็นสภาวะแล้ว มีภพแล้ว”

ภพ เกิดจากตัณหาไปยึดถือในขันธ์ ๕ พอมีความยึดถือแล้ว จึงมีความเป็นสภาวะขึ้นมา ปรุงแต่งขึ้นมาแล้วนะ ทำให้วิจิตรพิสดารแล้วนะ ทำให้มีความเป็นตัวตนแล้วนะ มีการสั่งสมแล้วนะ นี่แหละ คือ จิต จิตมันเกิดจากตรงนี้ ผลของการสั่งสมคือ อวิชชา อวิชชาก็เป็นอาหารเป็นรากของตัณหา ตัณหาก็มีมากขึ้น พอตัณหามีมันก็เข้าไปยึดในขันธ์ ๕ มีอุปาทาน เป็นภพ มีความเป็นตัวตนขึ้นมา สร้างสรรปรุงแต่งขึ้นมา มีการสั่งสมมากขึ้น นั่นก็เป็นจิต ว๊าปขึ้นมา มันวน loop ไปอย่างนี้

เปรียบเหมือนการเกิดขึ้นของเปลวไฟ เปลวไฟเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปลดปล่อยพลังงานของเชื้อเพลิง พอมีเชื้อเพลิง มีออกซิเจน มีความร้อน ๓ อย่างนี้รวมกันทำปฏิกริยากันเกิดเป็นเปลวไฟขึ้น เปลวไฟอันแรกก็ปลดปล่อยพลังงานคือความร้อน ให้เกิดเปลวไฟอันที่๒ ถ้าในขณะนั้นยังมีออกซิเจนและเชื้อเพลิงอยู่ ก็จะเกิดเปลวไฟที่ ๒ ได้ การเกิดขึ้นของเปลวไฟที่๓ ..๔ ก็เช่นกัน เรียกว่าเป็น chain reaction คือลักษณะของปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ต่อไปๆๆ ตรงนี้คือความหมายของ เอกจรํ

เอกจรํ คือไปเดี่ยวๆอันเดียว เกิดมาทีละหนึ่ง ว๊าปไปๆ แล้วเวลามันว๊าปไป จิตเนี่ยนะมันไปยึดถือได้หลายอย่างพร้อมกัน เพราะความแผ่ซ่านไปของตัณหา ทำให้ยึดถือได้หลายอย่าง เกิดเป็นภพ ทำให้เรารู้สึกว่ามันมีอยู่เป็นอยู่ตลอดเวลาต่อเนื่องกันไป ไม่เคยดับเลย ถ้าเปลวไฟมันมีอันเดียว แล้วมันไม่เคยดับเลย เชื้อเพลิงนั้นมันจะไม่หมด ออกซิเจนนั้นมันจะไม่หมดไป แต่เพราะว่าความที่ว่ามันกินเชื้อไปเรื่อยๆ แสดงว่าเปลวไฟที่เกิดขึ้นมาเนี่ย มันต้องมีมา แล้วก็ดับไปๆ แต่ว่ามันต่อเนื่องไปๆ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ จิตของเรามีลักษณะอย่างนี้

“ถ้าอาหารหรือเหตุเกิดที่จะหล่อเลี้ยงจิตมันไม่มี มันก็จะดับไป สภาวะแห่งการสั่งสมนั้นก็จะดับไป นี่คือความหมายของคำว่า เอกจรํ”

คำว่า "อสรีรํ" ไม่มีสรีระ :

ความที่มันเป็นภพ ทำให้รู้สึกว่าเป็นตัวตน เป็นก้อนขึ้นมา แต่จริงๆ แล้ว จิตไม่มีสรีระ

คำว่า "คูหาสยํ" ต้องมีที่อาศัย :

คือการอาศัยกันของขันธ์ ๕ และตัณหา จึงเกิดเป็นจิตขึ้น เปรียบเหมือนไม้อ้อ ๒ อันพิงกัน มีเนื้อที่อยู่ข้างล่าง มีความวิจิตพิสดาร ลักษณะที่มันต้องมีเหตุเกิด มันต้องมีที่อยู่ คือคำว่า คูหาสยํ

 

ลักษณะที่สำคัญที่สุดของจิตคือความเป็นมายา

“ถ้าเมื่อไหร่ที่เราละความยึดถือในขันธ์ ๕ จะรู้เลยว่า จิตมันหลอกเราอยู่”

เพราะงั้นที่เรามีจิตอยู่ได้ เพราะมีความยึดถือ ยึดถือแล้วทำให้เกิดสภาวะเป็นภพ ความเป้นภพ มีความวิจิตรพิสดาร มีการสั่งสม นั่นแหละคือจิต เพราะงั้นจิตเป็นผลของวามที่เป็นสภาวะแล้ว

เป็นภพแล้ว มีเหตุมาจากความยึดถือในขันธ์ ๕ ความยึดถือนี้มาจากการทำงานของเจ้าตัณหา

เพราะงั้นลักษณะของจิตที่เหมือนเป็นตัวตน ที่ไปยึดถือนาม ไปยึดถือรูป ลักษณะของจิตเป็นลักษณะที่เป็นมายา เป็นของหลอกลวง เป็นของที่ดูเหมือนมีอะไร แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไร เหมือนพยับแดด ทุกอย่างมีในธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ที่เราไปรู้สึกว่าเป็นเราของเรา เพราะเราถูกจิตหลอก

“ชนเหล่าใด จักสำรวมจิต อันไปในที่ไกล เที่ยวไป ดวงเดียว ไม่มีสรีระ มีถ้ำเป็นที่อาศัย ชนเหล่านั้น จะพ้นเครื่องผูกแห่งมาร”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง