คำพุทธ-สัมมาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยความเห็นชอบ

HIGHLIGHTS:

  • สัมมาทิฏฐิ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ? อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ
  • สัมมาทิฏฐิมีอยู่ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นโลกียะ กับ ส่วนที่เป็นโลกุตตระ
  • สัมมาทิฏฐิชนิดที่เป็นโลกุตตระ คือ เป็นส่วนเหนือโลก เป็นไปเพื่อนิพพาน เป็นทางที่จะไปถึงความดับไม่เหลือของตัณหา เป็นอย่างไร?
  • เหตุเกิดของอวิชชา คือ อาสวะ
  • เหตุเกิดของอาสวะ ก็คือ อวิชชา
  • จิต มีหน้าที่ในการสั่งสม สั่งสมบุญ ก็เป็นบารมี, สั่งสมบาป ก็เป็นอาสวะ
  • จิตมีความคดโกง ล่อลวง ปลอมเทียม ปลิ้นปลอก มันจึงไปยึดถือสิ่งต่างๆ ทำให้ตัณหา มันคืบคลาน แผ่ซ่านไปได้

บทคัดย่อ

 

"เหตุเกิดแห่งอวิชชา ย่อมมีเพราะอาสวะเป็นเหตุให้เกิด ความดับอวิชชา ย่อมมีเพราะอาสวะดับ"

"เหตุเกิดแห่งอาสวะ ย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด ความดับอาสวะ ย่อมมีเพราะอวิชชาดับ"

"เหตุเกิดของอวิชชา คือ อาสวะ เหตุเกิดของอาสวะ ก็คือ อวิชชา"

อาสวะ ชนิดที่เป็น "อวิชชาสวะ" ก็มี

"อวิชชาสวะ" เป็นเหตุให้เกิด "อาสวะ"

และ "อวิชชา" เอง ก็มาจาก "อาสวะ" นั่นแหละ

อาสวะที่ไหลออกมา จากการทับถมของตัณหาที่เข้าไปยึดถือในขันธ์ ๕

อาสวะที่ไหลออกมา คือ อวิชชา ที่ไปหล่อเลี้ยงให้เกิดความเป็นตัวตน กองทุกข์ทั้งหมดนี้ขึ้นมา หน้าที่ในการไปทำอาสวะ สั่งสมตรงนี้ นั่นคือ "จิต"

"จิตนี่แหละ ที่มาทำหน้าที่ของการสั่งสม คือ อาสวะ นี้ ทำไมมันจึงเกิดเป็นอวิชชา? เป็นความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงขึ้นมา? "จิตนี้แหละ มันตัวดี!! จิตนี่แหละที่มีความคดโกง ล่อลวง ปลอมเทียม ปลิ้นปลอก มันจึงไปยึดถือสิ่งต่างๆ ทำให้ตัณหา มันคืบคลาน แผ่ซ่านไปได้"

ท่านพระสารีบุตรถามภิกษุทั้งหลายว่า ;-

"ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิๆ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ? อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไป ตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้..." ท่านพระสารีบุตรได้อธิบายแก่ภิกษุทั้่งหลายว่า...

สัมมาทิฏฐิมีอยู่ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นโลกียะ กับ ส่วนที่เป็นโลกุตตระ

    • โลกียสัมมาทิฏฐิ คือ มีความเข้าใจเรื่องบาป-มี, บุญ-มี, พ่อแม่-มี, นรก สวรรค์-มี,ดี-มี,เทวดา-มี, พระพุทธเจ้า-มี, การทำบุญแล้ว-ได้ผล, ยัญที่บูชาแล้ว-มี หมายความว่า ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลกอยู่ ยังเป็นส่วนแห่งอาสวะอยู่ ยังทำแล้วก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่นั่นแหละ แต่เวียนว่ายตายเกิดก็ยังไปในทิศทางที่ดี ยังเป็นทางสายกลาง ไม่สุดโต่งทั้ง ๒ ข้าง คือ พวกที่คิดว่า ความเที่ยงแท้แน่นอน อะไรเที่ยวไปเกิด และพวกที่คิดว่า ปฏิเสธทั้งหมด ความคิดสุดโต่ง ๒ อันนี้คือ ปุถุชนที่เป็นไปนอกคำสอนของพุทธะ
    • โลกุตตระสัมมาทิฏฐิ คือ เป็นส่วนเหนือโลกแล้ว เป็นไปเพื่อนิพพานแล้ว เป็นทางที่จะไปถึงความดับไม่เหลือของเจ้าตัณหาแล้ว จะไม่ใช่โลกียสัมมาทิฏฐิแล้วนะ แต่เหนือขึ้นมาแล้ว เป็นทางที่จะให้เหนือจากผัสสะต่างๆ อันดับแรกเป็นอย่างไร ท่านพระสารีบุตร อธิบายถึง
  1.  

     

    ภิกษุทั้งหลาย ก็ถามต่ออีกว่า แล้วอย่างอื่นอีกไหม? จากข้อนี้ไป ข้อที่ ๔)-ข้อที่ ๑๕) มีทั้งหมด ๑๒ อย่าง อันนี้เป็นนัยยะตามเรื่องของปฏิจจสมุปบาทแล้ว ที่ว่า:-

    เพราะมีอวิชชา จึงมี สังขาร

    เพราะมีสังขาร จึงมี วิญญาณ

    เพราะมีวิญญาณ จึงมี นาม-รูป

    เพราะมีนาม-รูป จึงมี สฬายตนะ

    เพราะมีสฬายตนะ จึงมี ผัสสะ

    เพราะมีผัสสะ จึงมี เวทนา

    เพราะมีเวทนา จึงมี ตัณหา

    เพราะมีตัณหา จึงมี อุปทาน คือ ความยึดถือ

    เพราะมีอุปทาน จึงมี ภพ

    เพราะมีภพ จึงมี ชาติ คือ การเกิด

    เพราะมีการเกิด นั่นแล ความแก่, ความตาย, ความโศก, ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย จึงเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เรียกว่า "กองทุกข์"

    แล้วอวิชชา มาจากไหน? อันนี้เป็นเรื่องที่เข้มข้น สำคัญที่สุดในพระสูตรนี้ จำให้ได้เลย ตรงนี้เป็นลักษณะพิเศษที่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เคยได้ยิน พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ที่ไหนว่า:-

    อวิชชา มาจากไหน?"มาจาก อาสวะ"

    อาสวะ เป็นเหตุให้เกิด อวิชชา

    แล้วอาสวะ มาจากไหน? "มาจาก อวิชชา"

    แล้ว อวิชชา มาจากไหน? "มาจาก อาสวะ"

     

    อาสวะ ชนิดที่เป็น อวิชชาสวะ ก็มี

    อวิชชาสวะ เป็นเหตุให้เกิด อาสวะ

    และอวิชชาเอง ก็มาจาก อาสวะ นั่นแหละ

    อาสวะที่ไหลออกมา จากการทับถมของตัณหาที่เข้าไปยึดถือในขันธ์ ๕

    อาสวะที่ไหลออกมา คือ อวิชชา ที่ไปหล่อเลี้ยงให้เกิดความเป็นตัวตน กองทุกข์ทั้งหมดนี้ขึ้นมา

    หน้าที่ในการไปทำอาสวะ สั่งสมตรงนี้ นั่นคือ "จิต"

    "จิตมันมีอวิชชาแฝงอยู่ มาหลอกทำให้มันไปยึดถือสิ่งต่างๆ เป็นหน้าที่ในการสั่งสม"

    "อวิชชา มีเหตุมาจาก อาสวะ"

    เป็นนัยยะที่ธรรมะเสนาบดี คือ ท่านพระสารีบุตรของเรา ได้อธิบายเอาไว้ในพระสูตรนี้ซึ่งสำคัญมาก คือ ให้เราเห็นว่า "อวิชชา ก็มีเหตุของมันมานะ" ในที่อื่นๆ พระพุทธเจ้าจะบอกว่า "ทำไมถึงละอวิชชาไม่ได้?"ก็เพราะอวิชชานั่นแหละที่ละไม่ได้จึงมีอวิชชา" ในที่นี้ ท่านพระสารีบุตรบอกถึงเรื่องของ "อาสวะ" เยี่ยมมาก ดีมากๆ ท่านผู้ฟัง

    • เรื่องอกุศล และรากเหง้าของอกุศล, กุศล และรากเหง้าของกุศล นี่มีความเป็นเหตุเป็นผล เปรียบเทียบส่วนต่าง อะไรเป็นเหตุ? อะไรเป็นผล? "อกุศลธรรม-เป็นผล, อกุศลมูล-เป็นเหตุ" แล้วอะไรเป็นการเปรียบเทียบส่วนต่าง? "อกุศล ก็เปรียบเทียบกับ กุศล ว่า กุศลธรรม-เป็นผล, กุศลมูล-เป็นเหตุ" กุศล กับ อกุศล ก็คือ กุศลกรรมบท ๑๐ กับ อกุศลกรรมบท ๑๐ นั่นเอง!

      อกุศลกรรมบท ๑๐ ได้แก่...

      • ทางกาย ๓ อย่าง คือ ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม
      • ทางวาจา ๔ อย่าง คือ พูดโกหก, พูดคำหยาบ, พูดส่อเสียด, พูดเพ้อเจ้อ
      • ทางใจ ๓ อย่าง คือ ในการเพ่งเล็ง อภิชฌา, การพยาบาท, มิจฉาทิฏฐิ
        ส่วนกุศลกรรมบท ๑๐ ตรงกันข้ามกับอกุศลกรรมบท ๑๐ ทุกประการ
        "เหตุของอกุศล และกุศล คือ รากเหง้าของอกุศล และกุศล"
      • รากเหง้าของอกุศล ก็คือ โลภะ, โทสะ, โมหะ พูดง่าย คือ กิเลส นั่นเอง
      • รากเหง้าของกุศล ก็คือ อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ คือ ความไม่มีโลภะ, ไม่มีโทสะ และไม่มีโมหะ
        ถ้าจิตใจเป็นแบบนี้-อันนี้เป็นเหตุ ที่จะทำให้เกิดผลทางใจ, ทางวาจา หรือทางกาย ๑๐ อย่างนั้น คือ อกุศลกรรมบท ๑๐ หรือกุศลกรรมบท ๑๐
        ท่านพระสารีบุตร บอกว่า ที่คุณรู้บุญ, รู้บาป, รู้กุศล, รู้อกุศล รู้แล้วใช่ไหม? เข้าใจแล้วใช่ไหม? แล้วสามารถที่จะละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย อนุสัย คือ สิ่งนอนเนื่อง สะสม ทับถมกัน อยู่ในจิตใจของเราแหละ ที่ถ้ามันเป็นลักษณะของความกำหนัดยินดี เขาเรียกว่า "อนุสัย" สิ่งที่นอนเนื่อง เขาเรียกว่า เป็นราคะ, เป็นโทสะ, เป็นโมหะ ถ้าเป็นทิฏฐินุสัย ก็คือ อนุสัยในส่วนที่เป็นทิฏฐิ ความเห็น หรือว่า อนุสัยที่เป็นมานะ คือ ความถือเป็นตัวตน, ความเป็นอัตตา ถ้าเรามีความเข้าใจในสิ่งที่เป็นบาป เป็นบุญ เป็นรากเหง้าแล้ว แล้วละอนุสัยเหล่านี้ได้ "อวิชชา มันจะดับไป ละไป!! พออวิชชาดับไป วิชชาเกิดนั่นน่ะ" คือ "สัมมาทิฏฐิส่วนที่เป็นโลกุตตระแล้ว"
        มันเชื่อมทำความเข้าใจมาอย่างนี้ มันเริ่มต้นกันมาอย่างนี้ ตรงนี้สำคัญ เป็นตัวหัวจั่วเอาไว้ โดยท่านพระสารีบุตร ที่อธิบายถึงว่า สัมมาทิฏฐิในส่วนโลกียะ ยังเป็นเรื่องบุญ เรื่องบาป มันมาทางที่จะเป็นโลกุตตระได้แบบนี้ คือ
        "เห็นบาป เห็นบุญ เห็นสิ่งที่เป็นเหตุ เป็นผล เปรียบเทียบส่วนต่างของส่วนที่เป็นบาป เป็นบุญ แล้วรื้อถอนอนุสัยได้ นี่แหละ นั่นคือ มาในทางเหนือโลก นี่จะเป็น "สัมมาทิฏฐิชนิดที่เป็นโลกุตตระ"
        "รากเหง้าของสิ่งที่เป็นบุญ คือ กุศล ก็คือ อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ แล้วเข้าใจอย่างถูกต้อง เปรียบเทียบส่วนต่างแล้ว ที่ละ ไม่ใช่ละบุญ ละบาปตรงนั้น แต่ละอนุสัย ละอนุสัย ทำอย่างไง"
      • สัมมาทิฏฐิชนิดที่เป็นโลกุตตระ คือ
        ข้อ ๑) กุศล และ อกุศล เปรียบเทียบให้เป็นความแตกต่าง, ให้เห็นความเป็นเหตุเป็นผล สรุปรวบยอดว่า ถ้าละอนุสัย นี่จะเป็น "สัมมาทิฏฐิชนิดที่เป็นโลกุตตระ"
        ข้อที่ ๒) - ข้อที่ ๑๖) ท่านแจกแจงหัวข้อธรรมะไว้ ๑๖) ข้อ ท่านพระสารีบุตรอธิบายโดยนัยยะของอริยสัจ ๔ ทั้งหมด ธัมมจักร ตั้งแต่จุดนี้เป็นต้นไป
    • พูดถึงเรื่องของอาหาร ก็คือ หมายถึง สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของสัตว์นั่นเอง สัตว์ที่ยังข้องอยู่ ยังอยู่ในภพ ยังยึดถืออยู่ "สัตว์" หมายถึง ผู้ข้อง ที่มีความยึดถืออยู่ อะไรเป็นตัวหล่อเลี้ยงเขา?"มีอยู่ ๔ อย่าง" ซึ่งอาหารในแต่ละข้อนี้ พระพุทธเจ้าเคยอธิบายว่า เราต้องเห็นอาหารตามที่เป็นจริงว่า
        • อาหาร คือ คำข้าว ควรจะเห็นเหมือนเนื้อของบุตร
        • อาหาร คือ ผัสสะ ควรจะเห็นเหมือนแม่โคที่ถูกถลกหนังออก จะลงไปในน้ำก็ถูกสัตว์ที่ถูกสัตว์ที่อยู่ในน้ำเจาะกิน อยู่บนบกก็ถูกแมงเจาะกิน อยู่ที่ไหนก็เจ็บปวดไปหมด ต้องระวังอันตรายอย่างนี้
        • อาหาร คือ มโนสัญเจตนา อันนี้ คือ เจตนา นั่นเอง ที่ถ้ายังมีราคะ, โทสะ, โมหะอยู่ มีความคิดนึกปรุงแต่งไป อันนี้เป็นมโนสัญเจตนา เป็นอาหารของสัตว์ ผู้ข้องแล้ว ก็เปรียบเหมือนกับหลุมถ่านเพลิงที่ถ้าตกลงไปนี่ ตายแน่นอน
        • อาหาร คือ วิญญาณ การรับรู้ เปรียบเหมือนกับ การถูกแทงด้วยหอก ๓๐๐ เล่ม

      อาหาร นี่คือ สิ่งที่มาหล่อเลี้ยงชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย จิตของเราที่มันคงอยู่ ตั้งอยู่ สว่างไสวได้ ก็มีอาหารนี่แหละ คือ มโนสัญเจตนา หรือเป็นวิญญาณ ที่มันตั้งอยู่ได้

      • เหตุเกิดของอาหาร ก็คือ ตัณหา
      • ความดับของอาหาร ก็คือ ความดับไม่เหลือของตัณหา
      • ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ก็คือ มรรค ๘

      ลักษณะของอาหาร หมายความว่า ไม่ใช่ว่าไปทำลายผัสสะ, ทำลายอาหารที่เรากิน ใส่ปาก หรือว่ามโนสัญเจตนา ไม่ใช่ตรงนั้น!! อาหารมันก็มีอยู่ตามธรรมดาของมัน วิญญาณ, ผัสสะ, เจตนา, คำข้าว แต่การที่เอามาเป็นการหล่อเลี้ยงมันจะดับไป ถ้าเราทำตามมรรค ๘ อาหารเป็นธรรมชาติของมันอยู่ แต่เราดันเอามาหล่อเลี้ยงให้เกิดความมี, ความเป็นฉัน, เป็นเธอ เป็นตัวตน การเอามาหล่อเลี้ยง คือ อาหาร ถ้าคุณละตรงนี้ได้ มีอาหารมี ก็ธรรมดาของมัน,วิญญาณ ก็มีธรรมดาของมัน, คำข้าวมีก็ธรรมดาของมัน แต่หน้าที่ในการที่จะเอามาหล่อเลี้ยง มันจะไม่มี นี่คือ ในข้อที่ ๒)

      ในแต่ละข้อ ท่านพระสารีบุตรก็จะตบด้วย "การละอนุสัย ถอนขึ้นแล้ว ทำวิชชาให้เกิด อันนี้เขาเรียกว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ ดำเนินไปตรง มาสู่ทางแห่งพระสัทธรรม" จะจบด้วยคำนี้ตลอด ต่อท้ายๆ ไปในทุกส่วนๆ ตรงนี้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิแบบโสดาบัน อันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิแบบอรหันต์ไปเลย ละกิเลสได้หมดเลย โดยการถอนอนุสัย มีราคานุสัย เป็นต้น ทีนี้นอกจากเรื่องของอาหาร

    • ท่านพระสารีบุตรก็ยังยกเรื่องของทุกข์ ทุกขอริยสัจ นั่นเอง พูดง่ายๆ คือ อริยสัจ ๔ เข้ามาในที่นี้

      สัมมาทิฏฐิ คือ ความรู้ในทุกข์, ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์, ความดับไม่เหลือของทุกข์ และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

      • ทุกข์ เป็นอย่างไง?"ความเกิด, ความแก่, ความตาย, ความโศก, ความร่ำไรรำพัน...เป็นต้น"
      • เหตุเกิดทุกข์ คือ ตัณหา แยกเอาไว้ ๓ คือ กามตัณหา, ภวตัณหา, วิภวตัณหา
      • ความดับของทุกข์ ก็คือ ดับไม่เหลือของตัณหา
      • ทางให้ถึงตรงนั้น ก็คือ มรรค ๘

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "สัมมาทิฏฐิสูตร" เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์