เสทกสูตรที่ ๒ ว่าด้วย กายคตาสติ

HIGHLIGHTS:
  • เสทกสูตรที่ ๒ ว่าด้วย กายคตาสติ เปรียบกายคตาสติ เหมือนภาชนะที่มีน้ำมันเต็มเปี่ยม
  • กายคตาสติ ในมหาสติปัฏฐานสูตร อุปมาอุปไมยเกี่ยวกับ เรื่องของนายช่างกลึง
  • ฉัปปาณสูตร เปรียบเทียบไว้กับสัตว์ ๖ ชนิด เปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่าง ระหว่าง การไม่มีกายคตาสติ กับ การมีกายคตาสติ
  • ฉัปปาณสูตร ยังได้อุปมา-อุปไมย เรื่องของคนที่มีตัวเป็นแผลแล้ว ก็เข้าไปสู่ป่าหญ้าคา เหมือนกับ คนที่ถ้าไม่ได้มีการสำรวมอินทรีย์ รักษาตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ มันจะเหวอะหวะมาก มีผัสสะอะไรมากระทบก็จะวุ่นวี่วุ่นวาย พอใจ, ไม่พอใจ ไปตามสิ่งที่มากระทบ
  • กายคตาสติมีอานิสงส์ มีประโยชน์มากมายอย่างไร?

บทคัดย่อ

 

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า กายคตาสติ จักเป็นของอันเราเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดังยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง กระทำไม่หยุด สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล."

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดหลงลืม อมตะชื่อ ว่าอันชนเหล่านั้นหลงลืม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่หลงลืม ฯ”

-พุทธพจน์-

 

- เสทกสูตรที่ ๒ ว่าด้วย กายคตาสติ

เปรียบกายคตาสติ เหมือนภาชนะที่มีน้ำมันเต็มเปี่ยม ที่เราจะต้องรักษาไว้ให้ดี คำพูดที่บอกว่า "กายคตาสติ ต้องเป็นสิ่งที่เจริญ ทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยานเครื่องนำไป ทำให้เป็นที่ตั้ง เพียรตั้งไว้เนืองๆ ปรารภสม่ำเสมอด้วยดี" หมายถึง ทำให้มันบ่อยๆ รักษาให้ดี ไม่มี-ต้องทำให้มี ทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้ได้มันมา ลักษณะนี้

พระพุทธเจ้าทรงอุปมา-อุปไมย เปรียบเหมือนกับ การที่ถือภาชนะน้ำมันไปในท่ามกลางการประกวดนางงาม และมีเพชรฆาตเดินตามมาข้างหลัง นี่คืออุปมาอุปไมย ที่พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบให้เห็นว่า คุณต้องรักษาอย่างนี้เลยนะ รักษาชนิดที่แบบว่า ความตายมาแลก คือ ความตายมาถึงเราแน่ ถ้าเราไม่มีสติรักษาไว้ แต่ถ้าเรามีสติรักษาไว้ มันจะถึงความไม่ตายได้ เป็นอมตะได้ ตรงนี้แหละ อยู่ที่ว่า เราจะตายอยู่แล้ว มีเพชรฆาตตามมาข้างหลังนี่ แล้วถ้าเราไม่รักษากายคตาสติ อันนี้คุณตายแน่! คือ อมตะคุณไม่ได้รักษา

แต่ถ้าคุณรักษากายคตาสติไว้ อมตะ คุณรักษาแล้ว เพชรฆาตที่เดินตามมาข้างหลังที่จะทำให้เราตาย เขาจะทำให้เราตายไม่ได้ ความที่เราไม่ตายได้ "ไม่ตาย คือ อมตะ " อมตะ แปลว่า ไม่ตาย คุณรักษากายคตาสติเอาไว้ ชื่อว่า รักษาอมตะ

บริโภค กายคตาสติไว้ ชื่อว่า บริโภคอมตะ,

พอใจ, ชอบใจ ไม่เบื่อ ในกายคตาสติ ชื่อว่า พอใจ, ชอบใจ ไม่เบื่อในอมตะ
เราทำอย่างไม่หลงลืม?"ทำอย่างใจจดใจจ่อเอาไว้ในกายคตาสติ" เอามาแทนกันเลย คำว่า "กายคตาสติ" กับคำว่า "อมตะ" เอามาแทนกันได้เลย มีการเจริญ, มีการไม่หลงลืม, มีความไม่ประมาท, มีความไม่เบื่อ, มีความพอใจ, มีความทำอย่างดี, ไม่เสื่อม, เจริญให้ดี, บริโภคอยู่อย่างเนื่องนิจ ทำให้เกิดความรู้ ทำให้มากขึ้นซึ่่ง "กายคตาสติ" ก็ชื่อว่า "ทำอมตะนี้ให้มันเกิดขึ้น มีขึ้น เจริญขึ้น บริโภคอยู่ในตัวเรา ทำความชอบใจ ทำความพอใจนี้เหมือนกัน"

 

- กายคตาสติ ในมหาสติปัฏฐานสูตร อุปมาอุปไมยเกี่ยวกับ เรื่องของนายช่างกลึง

การรักษาเจ้าสติที่เราตั้งไว้ในกาย ในส่วนที่มาในมหาสติปัฏฐานสูตร อันนี้พระพุทธเจ้าเปรียนเทียบไว้ เหมือนกับ นายช่างกลึงที่เข้ากลึงชิ้นงาน เขาจะคอยเฝ้าดูอยู่ที่จุดสัมผัส ระหว่างใบมีดที่มาโดนกับชิ้นงาน จะคอยเฝ้าดูอยู่ตรงนี้ จะเอาใจจดใจจ่อ เพราะมันเป็นจุดที่มันกระทบกัน ถ้าเผื่อว่า ใบมีดมันกินชิ้นงานมากเกินไป มันก็ทำให้งานมันเสียรูป หรืออาจจะทำให้เครื่องกลึงพังได้ เกินกำลังของมัน การเฝ้าดู เอาใจจด ใจจ่อตรงนี้ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนตรงนี้ นอกจากการเปรียบเทียบ ตั้งอุปมา-อุปไมยเอาไว้เหมือนกับ ภาชนะที่มีน้ำมันเต็มปรี่ถึงขอบปาก ก็ยังเปรียบเหมือนกับนายช่างกลึงที่เขาจะคอยเฝ้าดูอยู่ที่จุดสัมผัสของใบมีด กับชิ้นงานแล้ว

 

- ฉัปปาณสูตร ยังเปรียบเหมือนกับสัตว์ ๖ ชนิด อันนี้เปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างด้วย ระหว่าง "การไม่มีกายคตาสติ กับ การมีกายคตาสติ"

 

- ฉัปปาณสูตร ยังได้อุปมา-อุปไมย ในเรื่องของคนที่มีตัวเป็นแผลแล้ว ก็เข้าไปสู่ป่าหญ้าคา เหมือนกับ คนที่ถ้าไม่ได้มีการสำรวมอินทรีย์ รักษาตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ มันจะเหวอะหวะมาก มีผัสสะอะไรมากระทบก็จะวุ่นวี่วุ่นวาย พอใจ,ไม่พอใจ ไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น อันนี้เป็นอันตราย! คนที่เป็นแผลแล้วก็เข้าไปในป่าหญ้าคา ก็ต้องทำไง?"รักษาแผลให้ดี" แผลในที่นี้ที่จะเข้ามาสู่จิต สู่ใจของเรา ก็คือ ช่องทางทั้งหมด ๖ ช่องทาง นั่นเอง เราจะต้องรู้จักรักษาให้ดี และเมื่อรู้จักรักษาดีแล้ว

 

“[๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผล ให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อม เป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อม เป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ฯ

[๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ย่อม เป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ ย่อม เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา สามารถยิ่ง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็น ผู้มากด้วยปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว ย่อมเป็นไปเพื่อความ เป็นผู้มีปัญญาเร็ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ย่อมเป็นไปเพื่อความ เป็นผู้มีปัญญาแล่น ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม ย่อมเป็นไปเพื่อความ เป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อได้ปัญญา … ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ฯ”

-พุทธพจน์-

 

- กายคตาสติ มีอานิสงส์ มีประโยชน์มากมายอย่างไร?

ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น นอกเหนือจากที่จะให้มีคุณธรรมต่างๆ ที่พูดไปในกายคตาสติสูตรแล้ว ที่เพิ่มเติมเข้ามาในอังคุตรนิกาย ได้เปรียบเทียบเรื่องของกายคตาสติที่เป็นธรรมะที่อยู่ในเรื่องของหมวดแห่งวิชชา ก็คือ ความรู้ มันจะไปตามสายเส้นเดียวกัน จะทำให้ได้ซึ่งญาณทัศนะ, สติสัมปชัญญะ, อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ทำให้แจ้งซึ่งวิชชา และวิมุตติ ๔ อย่างนี้รวมกันอยู่ในอย่างเดียว ที่เป็นไปเพื่อวิชชา,วิมุตติ เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ หรือจะทำให้เกิดความสงบทางกาย สงบทางใจ การที่เรามาตั้งสติไว้ในกาย จะทำให้เกิดความสงบในกาย เกิดความสงบในใจได้ เพราะว่าใจนี้มาเก็บไว้ในกาย พอใจสงบ กายก็สงบลงไปด้วย แล้วยังป้องกันอกุศลธรรมที่อาจจะเกิดขึ้น ก็ไม่ให้เกิดขึ้นได้, อกุศลธรรมที่มีอยู่ ก็ละไป, กุศลธรรมที่ยังไม่มี ก็มีขึ้น เจริญขึ้น, กุศลธรรมที่มีอยู่แล้ว ก็ยิ่งไพบูลย์ เจริญมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นลักษณะของ "สัมมาวายามะ"

เพราะฉะนั้น การที่เราเจริญกายคตาสติ ก็เป็น"การเจริญสัมมาวายามะ"ไปด้วย เพราะว่าอกุศลธรรมมันลดกุศลธรรมมันเพิ่ม พอมีความเพียรแล้ว มี"สติ"แล้ว "สมาธิ" ก็เกิดขึ้นแน่นอน สมาธิที่ทำให้เกิดฌานสมาธิในข้อใดข้อหนึ่ง อันนี้ก็จะทำให้มีขึ้นในจิตใจของเราได้ และถ้ามีสมาธิ สิ่งที่หวังได้แน่นอนตามมาเป็นขั้นเป็นตอน คือ เรื่องของ "ปัญญา" ในที่นี้พระพุทธเจ้าได้บอกถึง การที่จะแทงตลอด ซึ่งปัญญาต่างๆ ปัญญาใหญ่, ปัญญากว้างขวาง, ปัญญาคม, มีปัญญาไพบูลย์, มีปัญญาลึกซึ้ง, มีปัญญาสามารถยิ่ง, ปัญญาแทงตลอด, ปัญญาว่องไว, ปัญญาเร็ว, ปัญญาร่าเริง, ปัญญาแล่น, ปัญญาคม โอ้โห! มีแง่มุมมาก ในเรื่องปัญญานี้ "กายคตาสติ" เหมาหมด จะทำให้แจ้งซึ่งปัญญาเหล่านี้

และไม่ใช่แค่นั้น สิ่งที่เป็นเนื่องด้วยเกี่ยวกับอมตะธรรม ไล่ไปตั้งแต่โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และก็อรหัตผล ที่จะเกิดขึ้นถ้าเราเจริญกายคตาสติ

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "เสทกสูตรที่ ๒ ว่าด้วยกายคตาสติ" เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
  • อ่าน "ฉัปปาณสูตร"
  • อ่าน "ปสาทกรธัมมาทิบาลี" เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

    [๒๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในส่วนวิชชา ย่อมหยั่งลงในภายในของภิกษุนั้น เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งถูกต้องด้วยใจแล้ว แม่น้ำน้อยสายใดสายหนึ่งซึ่งไหลไปสู่สมุทร ย่อมหยั่งลงในภายในของผู้นั้น ฉะนั้น

    [๒๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งซึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ เป็นไปเพื่อ ความเกษมจากโยคะใหญ่ เป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ เป็นไปเพื่อได้ญาณ ทัสสนะ เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือวิชชา และวิมุตติ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แลบุคคลอบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ ย่อมเป็นไปเพื่อ อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ ฯ

    [๒๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบธรรมที่เป็นไปในส่วน แห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ ธรรมข้อหนึ่ คืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วน แห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ

    [๒๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ ฯ

    [๒๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็น ไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง ฯ

    [๒๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำ ให้มากแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะเสียได้ อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะเสียได้ อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ฯ

    [๒๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทา ปรินิพพาน ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือกายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อ หนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉาน แห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน ฯ

    [๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตก ฉานในธาตุมากหลาย ฯ

    [๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผล ให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ฯ

    [๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ย่อม เป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ ย่อม เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา สามารถยิ่ง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็น ผู้มากด้วยปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว ย่อมเป็นไปเพื่อความ เป็นผู้มีปัญญาเร็ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ย่อมเป็นไปเพื่อความ เป็นผู้มีปัญญาแล่น ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม ย่อมเป็นไปเพื่อความ เป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อได้ปัญญา … ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ฯ

    [๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมไม่บริโภคอมตะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดบริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมบริโภคอมตะ ฯ

    [๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่บริโภคแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่บริโภคแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดบริโภคแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นบริโภคแล้ว ฯ

    [๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติของชนเหล่าใดเสื่อมแล้ว อมตะ ของชนเหล่านั้นชื่อว่าเสื่อมแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติของชนเหล่าใดไม่ เสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่เสื่อมแล้ว ฯ

    [๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดเบื่อแล้ว อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเบื่อแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดชอบใจ แล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นชอบใจแล้ว ฯ

    [๒๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้น ชื่อว่าประมาทอมตะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดไม่ประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ประมาทอมตะ ฯ

    [๒๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดหลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นหลงลืม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่หลงลืม ฯ

    [๒๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ซ่องเสพแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ซ่องเสพแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชน เหล่าใดซ่องเสพแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นซ่องเสพแล้ว ฯ

    [๒๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่เจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่เจริญแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดเจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเจริญแล้ว ฯ

    [๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ทำให้มากแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้มากแล้ว ฯ

    [๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ

    [๒๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่กำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่กำหนดรู้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดกำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นกำหนดรู้แล้ว ฯ

    [๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้แจ้งแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ทำให้แจ้งแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้แจ้งแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้แจ้งแล้ว ฯ