กายเป็นฐานที่ตั้งให้เกิดสติ

HIGHLIGHTS:
  • จิตที่มีอารมณ์อันเดียว ประกอบด้วยสมถะวิปัสนาอยู่ด้วยกัน อะไรนำก็ได้ แต่ต้องเคียงคู่กันไป ในสมถะก็มีวิปัสสนา ในวิปัสสนาก็มีสมถะ
  • คนคิดมากให้ใช้วิปัสสนานำ คนคิดราบเรียบไม่ค่อยขึ้นลงไปตามสิ่งต่างๆให้ใช้สมถะนำ
  • จะทำให้มีสมถะวิปัสสนาได้ ก็ต้องเริ่มด้วยการตั้งสติขึ้น
  • กายคตาสติคือการตั้งสติไว้ในกาย ๑.โดยการพิจารณากาย ไล่ตั้งแต่ผม ขน น้ำมัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ๒.พิจารณาโดยความเป็นธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม

บทคัดย่อ

 

 

“ให้เรารักษากายคตาสติของเรา ทำให้ดี ทำให้เจริญ ทำให้มาก ทำให้ได้ตลอด ดุจญาณเครื่องนำไป เพียรตั้งไว้เนืองๆ ทำอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รอบคอบ จะเป็นผู้ที่มีคุณอันไม่มีประมาณ เกิดขึ้นอยู่ในจิตในใจของเราแน่นอน”

 

 

สมถะวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

 

สมาธิ คือ ความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว ประกอบไปด้วยสมถะและวิปัสสนา จิตที่มีอารมณ์อันเดียวคือสัมมาสมาธิคือจิตที่แวดล้อมด้วยองค์ประกอบ ๗ อย่าง

“ตรงนี้แหละที่เราจะต้องสร้างส่วนประกอบต่างๆ ถ้ามันยังไม่มี ก็ทำให้มันมี หาเอามาใส่ สิ่งไหนที่มันมีอยู่ แต่ว่ามันยังไม่พอ ก็ทำให้มันดี มีเพิ่มขึ้น อันไหนไม่ใช่ส่วนผสมของการที่จะทำให้จิตเป็นสมาธิ ผสมกันไม่ได้ ก็ต้องเอาออกไป สิ่งแปลกปลอมที่จะทำให้เกิดความไม่บริสุทธิ์ ก็ป้องกันอย่าให้มันเข้ามา” (ยกตัวอย่างการต้มข้าวต้ม)

 

 

เครื่องผสมที่ต้องทำให้เข้ากัน

 

สมถะ คือ ความที่จิตนั้นเป็นหนึ่ง แน่วแน่ นิ่ง

วิปัสสนา คือ การที่เห็นตามที่เป็นจริง

ทั้งสมถะและวิปัสสนาประกอบกันอยู่ในจิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว ส่วนผสมทั้งสองนี้ต้องทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

“ถ้าส่วนผสมตอนแรกของมันมีไม่พอ เราก็ต้องเพิ่มส่วนผสมส่วนประกอบนั้นๆ แต่ทั้งสองอย่างนี้ อยู่ที่ว่าเราจะเอาอะไรนำอะไรก็ได้ เพื่อที่จะชักนำมาให้มันเกิดขึ้น หรือจะทำไปพร้อมๆกันก็ได้ เราจะเอาสมถะนำวิปัสสนา หรือเอาวิปัสสนานำ หรือว่าทั้งสองอย่างไปพร้อมกันก็ได้”

คนที่มีความคิดมาก ฟุ้งซ่าน ให้ใช้วิปัสสนานำ ความคิดที่มันแส่ซ่าย ให้มาแส่ส่ายวิ่งวุ่นไปในกายในทางที่จะให้มันสงบลง พิจารณากายไปเลย ตรงนี้คือการให้มันเห็นไปในทางที่เป็นจริง

คนที่มีจิตค่อนข้างราบเรียบคงที่ ไม่ค่อยขึ้นลงไปตามสิ่งต่างๆ ก็จะมีแนวโน้มว่าจะทำจิตให้สงบได้ อันนี้คือเอาสมถะนำ

ส่วนผสมทั้งสองนี้ถ้าเข้ากันดีแล้ว ในจิตในใจของเรา มันจะนุ่มนวล มันจะนิ่งเป็นอารมณ์อันเดียว อาจจะคิดว่ามีแต่สมถะอย่างเดียว แต่จริงๆแล้ว ด้วยความที่เราปล่อยวางความฟุ้งซ่านได้ ละความคิดความนึกได้ พ้นจากเครื่องกวน มันมีวิปัสสนาอยู่ในนั้นแล้ว เพราะว่าถ้าไม่มีการเห็นตามที่เป็นจริง มันจะวางไม่ได้

 

 

เริ่มที่สติ

 

จะทำจิตให้ถึงความเป็นอารมณ์อันเดียว ให้มีทั้งสมถะและวิปัสสนาเกิดขึ้นอยู่ในจิตในใจได้ ก็เริ่มด้วยการตั้งสติขึ้น

สติคือการระลึกได้ กายคตาสติคือการตั้งสติไว้ในกาย ให้มาคิดระลึกถึงในกายของเรา อาจแบ่งการพิจารณาดังนี้

 

พิจารณาตามกายวิภาค

 

คือการพิจาาณาลงมาที่กาย ให้เห็นความเป็นจริงของกาย ไล่ไปตั้งแต่ ผม ขน หนัง เนื้อ เลือด เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก อวัยวะต่างๆ ให้ลอกหนังออกมาดู ให้เห็นชิ้นส่วนต่างๆ ในกาย

“คือถ้าเรากลับคน กลับจากด้านใน ออกมาด้านนอก ด้านนอกนี้เห็นเป็นผิวหนัง มีความสวยความงาม ให้ผิวหนังมันกลับเข้าไปอยู่ด้านในสุด เอาพวกกระดูก เอาพวกเนื้อ เอาพวกเอ็น อวัยวะภายใน ลำไส้ต่างๆออกมา เอาจ้างนอกเข้าไปข้างใน เอาข้างในกลับออกมาข้างนอก มันก็ประหลาดดีเหมือนกันนะ มันจะแดงไเหมือนกันหมดทุกคนทุกตัวไป กายของเรามีลักษณะแบบนี้”

 

พิจารณาตามชีวเคมี

 

แบ่งตามธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เห็นความเหมือนกันของธาตุแต่ละชนิดที่อยู่ในกายกับแต่ละชนิดที่อยู่นอกกายนั้น ว่ามีความเหมือนกัน

  • ดิน คือ ส่วนไหนที่มีลักษณะเข่นแข็ง
  • น้ำ คือมีลักษณะไหลเยิ้ม เอิบอาบ เปียกชุ่ม เปลี่ยนไปตามภาชนะ
  • ไฟ คือความอบอุ่นในร่างกาย เพื่อให้อวัยวะต่างๆมันขับดันไปได้ ความร้อนที่อยู่ภายนอกก็เป็นธาตุไฟเช่นกัน
  • ลมคือ ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน ลมที่พัดลงเบื้องต่ำ เป็นเชื้อสันดาษให้กับธาตุไฟ ลมที่อยู่ภายนอกก็เช่นกัน

“ไม่ว่าคนที่จะมีธรรมชาติ มีแนวโน้มจิตไปในทางฟุ้งซ่าน หรือคนที่มีธรรมชาติ มีแนวโน้มจิตในการที่จิตทำให้นิ่งได้ มันต้องมีวิปัสสนาทั้งนั้น มันจะต้องมีการเห็นกายในลักษณะแบบนี้”

 

ยังมีแบบอื่นๆ อีก คือการที่เราอยู่ในอิริยาบทต่างๆ เราก็รู้ชัด รู้ตัว มีสติสัมปชัญญะ ในอิริยาบทนั้นๆ แบบนี้ก็เรียกว่ามีกายคตาสติได้

 

“ถ้าเรายังไม่ตาย เอากายของเรานี่แหละ เป็นฐานที่ตั้งให้เกิดสติ”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง