อายตนะภายนอกที่อยู่ในใจ

  • ชีวิตของเรา จะมีส่วนที่เป็นกายและส่วนที่เป็นใจ
  • ใช้คำว่า “รูป” ในส่วนที่เป็นกายทั้งหมดทั้งภายในและภายนอก ประกอบด้วย ๑๐ อย่าง เปรียบเทียบกับเรื่องของรูปและนาม หรือจะเฉพาะลงไป ๕ อย่างที่เป็นอายตนะภายในนี้ว่าเป็น “กาย” เปรียบเทียบกับเรื่องของใจ
  • สิ่งที่สำคัญที่ต้องมีอยู่ในใจอันหนึ่ง คือ การรับรู้ (วิญญาณ); การรับรู้ทางตา (จักขุวิญญาณ), การรับรู้ทางหู (โสตวิญญาณ), การรับรู้ทางลิ้น (ชิวหาวิญญาณ), การรับรู้ทางจมูก (ฆานะวิญญาณ), การรับรู้ทางกาย (กายวิญญาณ) วิญญาณแต่ละอย่างทั้งหมดนี้เกิดในใจของเรา
  • พอมีการรับรู้เกิดในแต่ละช่องทางๆ เช่น พอมีเสียง มีหู มีโสตวิญญาณ การประจวบพร้อมของธรรม ๓ ประการ จะมี “ผัสสะ” เกิดขึ้นในใจของเรา
  • พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในหลาย ๆ ที่ว่า “พอมีผัสสะแล้ว ก็จะมีสัญญา (ความหมายรู้) ด้วย มีเวทนา (ความรู้สึก) ด้วย มีเจตนา (การปรุงแต่งคิดนึกไปในทางกาย ในทางวาจา หรือไปในทางใจ บางทีก็ใช้คำว่า “สังขาร”) ”
  • พอในใจมีการเกิดขึ้นของเวทนา สัญญา เจตนาหรือสังขาร ก็ต้องมีการรับรู้ของสิ่งที่เกิดขึ้นในใจนี้ จึงเป็นการรับรู้อันที่ ๖ เรียกว่า “มโนวิญญาณ”
  • วิญญาณในข้อที่ ๖ เป็นมโนวิญญาณก็ต้องมาคู่กับช่องทางคือ มโน ก็ต้องมาคู่กับสิ่งที่ไปรับรู้คือ สัญญา เวทนา เจตนา และผัสสะซึ่งตรงนั้นก็ต้องไปจัดหมวดหมู่รวบกันอยู่ที่อายตนะภายนอก เพราะฉะนั้นจึงมีอายตนะภายนอกที่อยู่ในช่องทางคือใจ
  • การบัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความไม่ยึดถือเอาไว้

 

“...เพราะว่ามันมีความยึดถืออยู่ว่าใจนี้ เป็นตัวเราของเรา พอเราบอกว่าใจนี้เป็นตัวเราของเรา ก็จะยึดถือว่า ใจนี้มีอยู่ในฉัน ฉันอยู่ในใจ ใจเป็นฉัน ฉันเป็นใจ พอเรายึดถือตรงจุดที่ว่า ใจนี้มีอยู่ในฉัน ถ้ายึดถือแบบนี้แล้วบอกว่าเวทนาที่อยู่ในใจของคุณมันเป็นอายตนะภานนอก มันก็เลยจะฝืนกับที่เรายึดถือเอาไว้ ทำความเข้าใจให้ดีท่านผู้ฟัง…”

 

อายตนะภายนอกที่อยู่ในใจของเรา...หลายคนหลาย ๆ ท่านจะเข้าใจว่า อะไรที่อยู่ในใจทั้งหมด มันต้องเป็นอายตนะภายในเพราะมันอยู่ข้างใน จะมาเป็นอยาตนะภายนอกได้อย่างไร?

 

อายตนะภายนอกที่อยู่ในใจของเรามันมีอยู่ เอากายของเราก้อนนี้ ซึ่งชีวิตของเรามันจะมีส่วนที่เป็นกายและส่วนที่เป็นใจ ถ้ามีแต่กายไม่มีใจ มันไม่เป็นคนขึ้นมาได้ เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ หรือเช่นว่า นักวิทยาศาสตร์ที่เอาชิ้นส่วนอวัยวะคนมาทำการทดลองพยายามที่จะสร้างคนขึ้นมาจากการเอาอวัยวะต่างๆ มาต่อเชื่อมกัน อย่างในเรื่องของแฟรงเกนสไตน์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในยุโรปได้พยายามทำการทดลองกัยเมื่อหลายร้อยปีก่อนแต่ว่าไม่ได้ผล แต่นั้นเป็นเหมือนเป็นแค่นิยายปรำปราที่เขียนขึ้นแต่งขึ้น แค่ลำพังมีร่างคือ กายนี้้ คือ รูปนี้ แต่ถ้าไม่มีใจ มันก็เเป็นคนขึ้นมาไม่ได้ ยกตัววอย่างคนที่เป็นโรคไหลตาย อยู่ ๆ นอน ๆ ไปก็ตายไปเลย ร่างกายของเขาก็ยังอุ่น ๆ อยู่ ในจังหวะที่เขาตายไปแล้วร่างกายมีอยู่ แต่ว่าส่วนที่เป็นใจนั้นไม่มีแล้ว มันดับไปแล้ว การดับไปตรงนั้นก็ถือว่าไม่เป็นคนแล้ว เป็นแค่ธาตุสี่ เป็นแค่ก้อน ๆ หนึ่ง ขยับเขยือนไม่ได้ รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นชีวิตของเรา คน ๆ หนึ่ง มันจะต้องมีส่วนที่เป็นกายกับส่วนที่เป็นใจ

 

ส่วนที่เป็นกายมีอะไรบ้าง

 

ส่วนที่เป็นกายจะประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น และร่างกาย เป็นกายที่จะมีลักษณะรับรู้สัมผัส พวกนี้ก็จะไปรับรู้กับเรื่องของรูป รูป หรือว่าแสงต่าง ๆ ภายนอกก็ต้องคู่กับตา มันจะไปเข้าหูก็จะไม่สามารถรับรู้ได้ หูที่เป็นรูปกายนี้ มันจะรับรู้เสียงได้ แต่ถ้าเอาหูไปจุ่มในอาหาร หูก็จะรับรสไม่ได้ รสนี้จะต้องเข้ามาทางช่องทางคือลิ้น ซึ่งได้เคยกล่าวได้แล้วในเรื่องของอายตนะที่มีหลากสิ่งหลายอย่าง ทั้งภายในภายนอก เพราะฉะนั้นศัพท์ตรงนี้เราควรใช้กันอย่างรัดกุม ถ้าใช้คำว่า “รูป” หมายถึง ทั้งภายในและภายนอก ส่วนที่เป็นกายทั้งหมด บางทีพระพุทธเจ้าก็จะใช้ทั้ง ๑๐ อย่างนี้เรียกรวมกันว่ารูป หรือจะเรียกเฉพาะ ๕ อย่างที่เป็นอายตนะภายในนี้ว่าเป็น “กาย” ก็มีในบางครั้ง

 

๑๐ อย่างประกอบด้วยอะไร

 

ส่วนที่เป็นรูปหรือส่วนที่เป็นกายนี้ ถ้าเป็นอายตนะภายในก็จะเป็น ตา หู จมูก ลิ้น และกาย คำว่า กายในที่นี้หมายเฉพาะเจาะจงมาในเรื่องของสัมผัสที่เกี่ยวเนื่องกับโผฏฐัพพะ แต่ถ้าจะเรียกรวมทั้งหมด ๕ อันนี้ จะเรียกว่า “กาย” ก็ได้ ถ้าจะเปรียบเทียบกับเรื่องของใจ

ส่วนที่เป็นอายตนะภายนอกที่จะไปรับรูได้ ไล่ลำดับมาจากที่คู่กับกายเป็นโผฏฐัพพะ ซึ่งหมายถึงสัมผัส เป็นความร้อน ความหนาว ความหยาบ ความละเอียด เป็นโผฏฐัพพะ เป็นสัมผัสทางกาย ถัดมาก็จะเป็นรสชาติต่าง ๆ หวาน เปรี้ยว เค็ม ขมเฝื่อน เผ็ด หรือปะแล่ม ๆ ซึ่งนี้ก็จะเป็นเรื่องของรส ถัดมาก็จะเป็นกลิ่น เป็นกลิ่นหอม กลิ่นเหม็น กลิ่นเย็น กลิ่นเบา หลากหลายอย่าง กลิ่นดอกไม้ กลิ่นขยะ ต่อมาก็เป็นเสียง และสุดท้ายก็จะเป็นแสงเป็นภาพต่าง ๆ อายตนะภายนอกตรงนี้พระพุทธเจ้าท่านจะใช้คำว่า รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ

ทั้งหมด ๑๐ อย่างนี้ ทั้งที่เป็นอายตนะภายในด้วยและอายตนะภายนอกด้วย อาจจะใช้เรียกรวมกันในอีกคำหนึ่งว่า “รูป” ซึ่งคำว่า “รูป” จะใช้เรียกอายตนะภายนอกในส่วนที่จะคู่กับตา หรือจะใช้คำว่า “รูป” เรียกแทนทั้งหมด ๑๐ อย่างนี้ก็ได้ในบางนัยยะถ้าเปรียบเทียบในเรื่องของรูปและนาม

 

ส่วนทางใจนั้นมีอะไรบ้าง

 

ในส่วนทางใจที่จะให้เป็นบุคคล เป็นสัตว์ เป็นสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย มนุษย์ เทวกา พรหม สัตว์สิ่งมีชีวิตทุกประเภทจะมีส่วนที่เรียกว่าเป็น “ใจ” อยู่ด้วย

สิ่งที่สำคัญที่ต้องมีอยู่ในใจอันหนึ่ง นั่นคือ การรับรู้ หรือที่เรียกว่า วิญญาณ ยกตัวอย่าง คนที่เป็นโรคไหลตาย ๆ ไปตรงนี้ ไปเรียกก็ไม่ฟื้น ไม่รู้ตัว ซึ่งคำว่า “รู้ตัว” นี่แหละคือ วิญญาณ การรับรู้ของเขาไม่มี จะไปตะโกนใส่หูก็ไม่ได้ยิน ซึ่ง “ไม่ได้ยิน” ก็คือ ไม่รับรู้เสียงที่ผ่านมาทางหู เขย่า ๆ ตัว เขาก็ไม่รับรู้ในโผฐัพพะที่ผ่านมาทางกาย หรือว่าเปิดตาเปิดม่านตาดู ฉายไฟส่องเข้าไป เขาก็ไม่รับรู้แสงคือ รูปที่ผ่านมาทางตา การรับรู้ตรงนี้คือ วิญญาณไม่มี ส่วนที่อยู่ในใจสำคัญอันหนึ่งคือวิญญาณมันไม่มี มันหายไป ก็ถือว่าตายไปแล้ว ไม่เป็นคนขึ้นมาได้

ในกรณีของคนตาบอด ไม่มีการรับรู้ภาพต่าง ๆ เรียกว่า จักขุวิญญาณที่อยู่ในใจของเขา การรับรู้ทางตาจะไม่มี ถ้าเอาแสงมาส่องให้ผ่านทางตาเขาก็จะไม่เห็นแสงเห็นภาพใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าให้เขาไปดมอาหาร หรือให้เขาได้ยินเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือให้เขาลิ้มรสอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง การรับรู้ตรงนี้ ลิ้มรสอาหารเป็นการรับรู้เรียกว่าวิญญาน เฉพาะเจาะจงมาก็คือ ชิวหาวิญญาณ การดมกลิ่นอาหาร กลิ่นนั้นกลิ่นนี้ คนบางคนใช้น้ำหอมแบบนี้หรือมีกลิ่นตัวเฉพาะของเขาแบบนี้ได้กลิ่นนี้ก็จะรู้เลยว่าเป็นคนนี้มาโดยที่ยังไม่ต้องเห็น การรับรู้ทางจมูกที่เรียกว่าวิญญาณ เฉพาะเจาะจงมาก็เรียกว่า ฆานะวิญญาณ ได้ยินเสียงก็เป็นโสตวิญญาณ วิญญาณแต่ละอย่าง ๆ ทั้งหมดนี้เกิดในใจของเรา

วิญญาณที่เกิดขึ้นแล้วรับรู้เสียง รับรู้กลิ่น รับรู้รสอาหาร หรือในกรณีของคนตาบอกเอามือของเขาไปจับดูหน้าตาของบางคน หรือแค่จับมือของบางคน เขาก็จะมีการรับรู้ทางกาย การรับรู้ผ่านทางนิ้วมือที่ไปสัมผัสลูบคลำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การรับรู้ตรงนี้ที่ผ่านทางกายนี้รับรู้โผฐัพพะต่าง ๆ ก็เรียกว่า กายวิญญาณ เขารับเข้ามาแล้ว ๔ ทาง เมื่อรับเข้ามาเรียกรวมกันว่า วิญญาณ เรียกเฉพาะเจาะจงลงไปว่า กายวิญญาณบ้าง ชิวหาวิญญาณบ้าง โสตวิญญาณบ้าง ฆานะวิญญาณบ้าง และพอมีเสียง มีหู มีโสตวิญญาณ ๓ อย่างนี้เรารวมกันเรียกว่า “ผัสสะ” เกิดขึ้น มีการรับรู้เกิดขึ้นเป็นธรรมดา การที่เรารับรู้เสียง การที่เรารับรู้ภาพ การที่เราราับรู้กลิ่นพวกนี้เป็นผัสสะ เป็นกระทบเข้ามา เช่น ท่านผู้ฟังไปตลาด ไปเลือกซื้อสิ่งซื้อของเห็นภาพนั่นการเป็นผัสสะทางตา ได้ยินเสียงก็เป็นผัสสะทางหู ได้ดมกลิ่นก็เป็นผัสสะทางจมูก เกิดเป็นผัสสะขึ้นในใจของเรา

ในช่องทางคือ ใจของเรา นอกจากมีการรับรู้คือวิญญาณแล้ว มีผัสสะเกิดขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในหลาย ๆ ที่ว่า “พอมีผัสสะแล้ว ก็จะมีสัญญา (ความหมายรู้) ด้วย มีเวทนา (ความรู้สึก) ด้วย มีเจตนา (การปรุงแต่งคิดนึกไปในทางกาย ในทางวาจา หรือไปในทางใจ บางทีก็ใช้คำว่า “สังขาร”)”

กลับมาในกรณีของคนที่ตาบอด เขาไม่เห็นแสงไม่เห็นภาพ เพราะว่าตาเขาไม่มี มีภาพอยู่ก็จริง แต่ไม่มีช่องทางคือตา มันก็จะไม่เกิดการรับรู้ทางตาเป็นจักขุวิญญาณไม่ได้ แต่ถ้าได้กลิ่นอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง จับมือใครคนใดคนหนึ่ง ลูบคลำหน้าเขา ได้กลิ่นเขา หรือว่าลิ้มรสอาหาร พอเกิดเป็นผัสสะในช่องทางต่างๆ แล้วจะมีสัญญาคือความหมายรู้ สัญญาตรงนี้ที่เกิดมาภายหลังจะเป็นสัญญาที่เป็นภาพก็ได้ ที่เกิดขึ้นในใจ จะวาดภาพขึ้นมาว่า อ๋อ!หน้าตาเป็นอย่างนี้ มีตาเป็นอย่างนี้ มีหูเป็นอย่างนี้ แล้วก็อาหารมันน่าจะมีสีสรร มีภาพวางเรียงอะไรต่างๆ ไว้อย่างไร ๆ เช่น จับดูส้อมจับดูช้อนโดยไม่ได้เปิดตาดูก็จะรู้ว่า อ๋อ!รูปร่างมันเป็นอย่างนี้ เพราะว่ามีผัสสะทางกายเป็นกายวิญญาณที่เกิดขึ้นแล้วเป็นผัสสะสัมผัสทางกายก็เลยมีสัญญา รูปร่างลักษณะเกิดขขึ้นในใจ

เพราะฉะนั้นในใจของคนเรามีทั้งวิญญาณคือความรับรู้ มีทั้งผัสสะคือสัมผัสที่ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางกายบ้าง มีทั้งสัญญาคือความหมายรู้ที่เป็นรูปภาพที่เกิดขึ้นในใจ เสียงในใจ ความคิดนึกต่าง ๆ ในใจ ยังมีเวทนาด้วยเป็นความรู้สึกที่เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง และอย่างที่ ๓ คือ เจตนาก็จะคิดนึงปรุงแต่งเป็นไปในทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ในใจของเราจึงเป็นช่องทางๆ หนึ่ง ซึ่งจะมีมีหลายอย่างอยู่ในนี้ พอในใจมีการเกิดขึ้นของเวทนา สัญญา เจตนาหรือสังขาร ตรงนี้ด้วย ก็ต้องมีการรับรู้ของสิ่งที่เกิดขึ้นในใจนี้ การรับรู้อันที่ ๖ ตรงนี้เรียกว่า “มโนวิญญาณ” (“มโน” แปลว่า ใจ) รับรู้อะไรต่าง ๆ ที่ ที่เกิดในใจ ซึ่งเราสามารถรับรู้ได้ในช่องทางนี้ว่า เดี๋ยวมีความคิดบ้าง เดี๋ยวมีความรู้สึกบ้าง เดี๋ยวมีการรับรู้บ้าง เรามารับรู้ตรงนี้ได้ด้วยมโนวิญญาณที่รับรู้ด้วยช่องทางคือ “ใจ” นี้

ช่องทางต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นช่องทางตา ช่องทางหู ช่องทางจมูก ช่องทางลิ้น และช่องทางกาย ใจนี้ก็เป็นช่องทางอันหนึ่ง คือ ช่องทางใจ หรือว่าเป็น “มโน” ที่นี้เมื่อเราจัดหมวดหมู่หรือกลุ่มให้มันเข้าที่รวมด้วยกันเอาไว้ พระพุทธเจ้าจะใช้คำว่า “หมู่แห่งวิญญาณ” ; การรับรู้ทางตา (จักขุวิญญาณ), การรับรู้ทางหู (โสตวิญญาณ), การรับรู้ทางลิ้น (ชิวหาวิญญาณ), การรับรู้ทางจมูก (ฆานะวิญญาณ), การรับรู้ทางกาย (กายวิญญาณ) และการรับรู้ทางใจ (มโนวิญญาณ)

ส่วนที่เป็นไปในช่องทางเราเรียกว่า ช่องทางตา ช่องทางหู ช่องทางจมูก ช่องทางลิ้น ช่องทางกาย และช่องทางใจ ก็จะจัดหมวดหมู่กันเอาไว้ เรียกว่าเป็น อายตนะภายในทั้ง ๖ (อายตนะ หมายถึงสิ่งที่รับมาแล้วขยายให้เกิดการรู้ ให้เกิดญาณคือการรู้) เพราะฉะนั้นอายตนะภายในมันตรงมาคู่กับวิญญาณ ถ้ามีตาก็ต้องมรจักขุวิญญาณ ถ้ามีลิ้นก็ต้องมีชิวหาวิญญาณ ถ้ามีกายก็ต้องมีกายวิญญาณ ถ้ามีใจก็ต้องมีมโนวิญญาณ ถ้ามีมโนวิญญาณก็ต้องมี “มโน” คือ ใจ ส่วนที่เหลือที่มันอยู่ในใจ (เหลืออยู่แค่กองเดียวเท่านั้น) ถ้ารูป สิ่งต่าง ๆ ภายนอกทั้งหมดที่เป็นแสงมันต้องผ่านมาทางตา อันนี้ก็จัดไว้รูป ก็จัดไว้ในอีกกองหนึ่ง สิ่งที่เป็นเสียง ที่อยู่ภายนอกที่จะเข้ามาทางหูได้เท่านั้นก็จัดไว้อีกกอง ๆ หนึ่ง เป็นอายตนะภายนอกที่มันจะเข้ามาตามช่องทางนี้ รสด้วย กลิ่นด้วย โผฐัพพะด้วย แล้วที่เหลือคือช่องทางคือใจ ไม่ว่าจะเป็นผัสสะ เป็นสัญญา เป็นเวทนา เป็นเจตนาต่าง ๆ จึงต้องมาลงจัดหมวดหมู่กันในส่วนของอายตนะภายนอกตรงนี้ เพื่อให้จัดหมวดหมู่เป็นอายตนะทั้ง ๖ นั่นเอง

 

ทำไมถึงต้องแบ่งเป็นอายตนะทั้ง ๖

 

ทำไมถึงต้องแบ่งเป็นอายตนะทั้ง ๖ ก็ตอนแรกแบ่งเป็นกายแบ่งใจ ก็เข้าใจได้ แต่บางคนก็เข้าได้จากในเรื่องของอายตนะ “เน้นมาที่การบัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความไม่ยึดถือเอาไว้” ไม่ใช่ว่าต้องอันนี้เท่านั้น ความยึดถือนั้นมันไม่ดี แต่การเข้าใจแบบไหนจะทำให้ความยึดถือมันคลายไป ความมเข้าใจอันนั้นมันดี ความไม่ยึดถือ ความคลายความยึดถือนั้น “ดี” ซึ่งในสมัยก่อนพราหมณ์ คหบดี นักปราชญ์ต่าง ๆ ที่มีความสงสัยถามว่า “วิญญาณที่คุณไปรับรู้ทางตา ทางหูที่เป็นจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ มันไม่เหมือนกับมโนวิญญาณ? ทำไมมาแยกกัน?

พระพุทธเจ้าท่านเป็นธรรมราชาก็จัดแบ่งไว้ให้รู้เลย มีบางนัยยะเทศน์ไว้คนนี้บอกถึงเรื่องอินทรีย์ ๕ เข้ามาสู่ทางใจ ก็แบ่งไว้เป็นเรื่องของกายเรื่องของใจ บางนัยยะบอกไว้กับคหบดีคนหนึ่งพราหมณ์คนหนึ่ง บอกถึงเรื่องของอินทรีย์ ๖ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ให้เราทำความเข้าใจตาม ไม่ว่าจะแบ่งห้า เป็นส่วนของกาย ๕ อย่างเข้ามาสู่ทางใจ แต่ละห้าอย่างนั้นจะมีอันที่รับกันมา แบ่งเป็นห้า แบ่งเป็นสอง แบบนี้ก็ได้ หรือจะเอาที่เป็นห้าและสอง นี้มาแยกเป็นหก แต่ละอย่างในหกนั้นมีสาม

๓ อย่างคือ อายตนะภายนอก อายตนะภายใน และวิญญาณ วิญญาณทั้งหมด ๖ อย่างนั้นอยู่ในช่องทางคือ ใจ วิญญาณในข้อที่ ๖ เป็นมโนวิญญาณก็ต้องมาคู่กับช่องทางคือ มโน ก็ต้องมาคู่กับสิ่งที่ไปรับรู้คือ สัญญา เวทนา เจตนา และผัสสะซึ่งตรงนั้นก็ต้องไปจัดหมวดหมู่รวบกันอยู่ที่อายตนะภายนอก เพราะฉะนั้นจึงมีอายตนะภายนอกที่อยู่ในช่องทางคือใจ

 

พระสูตร / ถอดเทป / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูย้อนหลัง "อายตนะตั้งพัน" ออกอากาศเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๙