อธิบาย - กายคตาสติสูตร ว่าด้วย การตั้งสติเอาไว้ในกาย

  • กายคตาสติอันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก?
  • "กายคตาสติ" ก็เป็นหนึ่งในอนุสติ ๑๐
  • วิธีการตั้งสติเอาไว้ในกาย กายคตาสติ ทำอย่างไร?
  • วิธีการตั้งสติเอาไว้ในกาย ๑๘ ข้อ ทำอย่างไร?
  • กายคตาสติ ไม่ทำให้มาก ไม่เจริญให้มาก มารจะได้ช่อง
  • กายคตาสติ ทำให้มาก เจริญให้มาก มารจะไม่ได้ช่อง
  • อานิสงส์ ๑๐ ประการ ของการตั้งสติเอาไว้ในกาย

พระพุทธเจ้าออกมาเจอหมู่ภิกษุนั่งสนทนากันอยู่ตอนเย็น ก็จึงเข้าไปร่วมกลุ่ม และสอบถามว่า คุยเรื่องอะไรกัน? ภิกษุในที่นั้นก็บอกว่า กำลังคุยกัน เรื่องถึงอานิสงส์ของกายคตาสติว่าจะมีอานิสงส์มาก พระพุทธเจ้าก็เลยอธิบายว่า แล้วที่มีอานิสงส์มาก มีผลมาก ทำอย่างไง? ตรงนี้จึงเป็นเนื้อหาที่สำคัญในพระสูตรนี้ที่ว่า ทำอย่างไง? ถึงจะให้ได้ผลใหญ่ อานิสงส์ใหญ่ ยกผลไว้ก่อน เหตุที่ว่าทำอย่างไง? แล้วถึงจะได้ผลอย่างนี้ๆ อยู่ในพระสูตรนี้ "กายคตาสติสูตร"

วิธีการตั้งสติเอาไว้ในกาย กายคตาสติ ทำอย่างไร? "ในที่นี้ พระพุทธเจ้าท่านได้แจกแจงเอาไว้ ในพระสูตรนี้บอกไว้ถึง ๑๘ ข้อ ส่วนอานิสงส์ มีอยู่อีก ๑๐ ข้อ"

วิธีการซึ่งจะได้มาซึ่งการตั้งสติไว้ในกาย ทำอย่างไงได้บ้าง? "มีอยู่ ๑๘ อย่าง"

"กายคตาสติ" ก็เป็นหนึ่งในอนุสติ ๑๐ อย่าง "อนุสติ" ก็คือ วิธีการที่จะทำให้สติตั้งขึ้นได้

กายคตาสติ ในพระสูตรนี้พระพุทธเจ้าแจกแจง จำแนกไว้ มี ๑๘ อย่าง

  • อานาปานสติ เฉพาะส่วนกาย - การมารู้ลมหายใจ รู้ส่วนตรงไหน? ก็คือ มารู้ส่วนตรงที่เป็นกาย ลมหายใจ ถ้าเราจะพูดถึงว่า เป็นความรู้สึก ก็ได้, จะพูดถึงว่า จะเป็นผู้ที่เข้าไปรู้ลมหายใจ ก็ได้, จะมีหลายส่วนที่อยู่ในลมหายใจนี้ ในที่นี้ "กายคตาสติสูตร พระพุทธเจ้าหมายเฉพาะเจาะจงมาในเรื่องของกาย" ตรงไหน คือ กาย? ก็คือ การรู้ซึ่งลม ที่ว่าเป็นกายเนี่ยในบรรดากายทั้งหลาย ลมนี่ก็เป็นธาตุลมอย่างหนึ่ง หรือความที่ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว ในลมหายใจทุกประเภท สั้นบ้าง ยาวบ้าง เร็วบ้าง ช้าบ้าง อุ่นบ้าง เย็นบ้าง มีหลายๆ รูปแบบของลมหายใจ นี่ก็เป็นกายของมันอย่างหนึ่งเหมือนกัน

    ตรงปิดท้ายของแต่ละข้อ ที่ว่าเหมือนกันๆ ทั้ง ๑๘ ข้อ ตรงนี้สำคัญ เพราะว่าพออธิบายในแต่ละข้อๆ ตรงปิดท้ายแต่ละข้อๆ ที่มันเหมือนกันจะซ้ำตรงนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ได้ตรัสไว้บอกว่า "พอเธอทำอย่างนี้ แล้วก็เป็นผู้ที่ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ ย่อมสามารถ "ละความดำริพล่านที่อาศัยเหย้าเรือนเสียได้" ก็คือ สังกัปปะ ความดำริที่เป็นไปในทางเหย้าเรือน ที่จะต้องเกี่ยวข้องด้วยเรือน มีเรื่องอะไรบ้าง? "กาม, พยาบาท, เบียดเบียน"

    เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้ พอเราเจริญ กระทำถูกต้อง "สัมมาสังกัปปะ" จะเกิดขึ้นแล้ว "มิจฉาสังกัปปะ" จะละทิ้งไป ทำอย่างไงถึงเรียกว่า ถูกต้อง?" ต้องไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่"

    พอได้ "สัมมาสังกัปปะ" ละมิจฉาสังกัปปะได้ จิตนี่ จะมีความเป็นเอกผุด ตั้งมั่นไว้ ความที่ได้ผล คือ ความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว ตั้งมั่นอยู่นี่ ด้วยปรารภเหตุในแต่ละข้อๆ ๑๘ ข้อนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง เขาถึงเรียกการเจริญแบบนี้ว่า "เป็นเจริญกายคตาสติ"

  • การที่มีสัมปชัญญะ คือ การรู้ตัวรอบครอบในอิริยาบท ๔ ยืน, เดิน, นั่ง, นอน
  • การที่มีสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบครอบในการไป, การถอยกลับ, การคู้, การเหยียด, การเหลียวดู, แลดู การใส่เสื้อผ้า, ถอดเสื้อผ้า, การกิน, การถ่าย, การหลับ, การนอน, การตื่น, การพูด, การนิ่ง คือ มีในกิจกรรมต่างๆ กิจกรรมไม่ใช่แค่อิริยาบทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำงาน การกิน การเดินทางไปไหน รวมอยู่ในข้อที่ ๓ นี้ทั้งหมด แล้วอย่าลืมนะ! "ต้องไม่ประมาทนะ! มีความเพียรนะ! มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่นะ! ละมิจฉาสังกัปปะ ทำสัมมาสังกัปปะแล้ว จิตตั้งมั่นแล้วนะ อันนี้ถึงจะเรียกว่า ทำถูก ทำต้อง ทำเป็น ทำดี ทำให้มาก เจริญให้มากนะ"
  • พิจารณาอสุภสัญญา คือ พิจารณาเห็นร่างกายว่ามันมีของไม่สะอาด อยู่ในร่างกายของเรา มีอวัยวะต่างๆ เต็มไปด้วยความไม่สะอาด ไล่ไปเลย ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง,เนื้อ,เอ็น, กระดูก, เยื่อในกระดูก นี่คือ ส่วนที่เป็นธาตุดิน, ส่วนที่เป็นธาตุน้ำ คือ น้ำดี, น้ำเสลด, น้ำเลือด, น้ำหนอง, น้ำลาย จนถึงน้ำปัสสาวะ อยู่ในกายของเรานี้ ที่ถ้าดูภายนอก หนังหุ้มไว้ ผิวหุ้มไว้ เครื่องสำอางค์หุ้มไว้ มันก็ดูดีหรอก แต่ใต้ผิวลงไปก็เป็นหน้าสดๆ หนังสดๆ ใต้หนังลงไป ก็เป็นเนื้อแดงๆ มันไม่สะอาด พลิกกลับเข้ามา อาหารใหม่ อาหารเก่า มันก็เหม็น ก็ไม่น่าดู เป็นของไม่สะอาด ตรงนี้พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับไถ้ เปรียบเทียบกับว่า เราให้พิจารณาเห็นกายของเรา เป็นแบบที่ว่า มีของต่างๆรวมกันอยู่ มีถุงหุ้มเอาไว้ คือ หนัง นั่นเอง

    ตั้งแต่ข้อที่ ๔) เป็นต้นเป็นลักษณะของการพิจารณาแล้ว คือ ให้ทำสัญญา คือ ความหมายรู้ อันนี้ต้องอาศัยการจินตนาการนิดนึง จินตนาการด้วยสมาธิ มันก็เป็นการใคร่ครวญ นั่นเอง

  • พิจารณาโดยความเป็นธาตุ ๔ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม และธาตุไฟ เปรียบไว้เหมือนกับคนที่ฆ่าโค พอฆ่าโคแล้ว ก็นั่งแบ่งโค ออกเป็นส่วนๆ นี่เป็นหนัง นี่เป็นเนื้อสัน นี่เป็นเนื้อติดมัน นี่เป็นตับ เป็นอวัยวะภายใน นี่เป็นกระดูก แสดงแบ่งเอาไว้ ก็ให้พิจารณากายเป็นลักษณะนี้
  • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ตาย เน่าเหม็น ๑-๓ วัน จะไปเห็นจริงๆ เอง ก็ได้ หรือว่า ใช้จินตนาการพิจารณาดู ก็ได้ ไม่ใช่แค่ดูอย่างเดียว แต่ว่าดูแล้วต้องน้อมเข้ามาสู่ตัวเราเองด้วยว่า "แม้ตัวเราก็จะมีความเป็นอย่างนี้ มีสภาวะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้" อะไรที่ว่าจะเป็นอย่างนี้ ไม่พ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ ก็คือ เห็นศพในป่าช้า ไล่ไปเลย ท่านผู้ฟัง ตั้งแต่พึ่งตาย ๑-๒ วัน มันจะเริ่มเน่า เริ่มเหม็น มันจะเริ่มขึ้นอืด มันจะเริ่มเปลี่ยนสี จากสีธรรมดา ก็จะเริ่มเป็นเขียวช้ำ น้ำเหลืองไหล เน่าแล้ว อืดแล้ว
  • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า มีหนอนรุมกิน นก กา สุนัขจิ้งจอกรุมกิน
  • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า มีนก กา สุนัขจิ้งจอก หนอน รุมกินจนจำไม่ได้แล้ว ไม่มีเนื้อติดอยู่
  • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า กินจนเนื้อหมด มีแต่เลือดเปื้อน
  • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เลือดก็หมด มีแต่เอ็นรึงรัด
  • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เอ็นขาด กระดูกกระจัดกระจายเป็นชิ้นๆ
  • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูกขาว
  • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูกทิ้งไว้มากกว่า ๑ ปี ร่างกระดูกเริ่มเหลือง
  • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า กระดูกเปื่อยเป็นผงกระดูก

    "ในแต่ละข้อๆ ที่ว่าถึงศพ ก็ให้น้อมเข้ามาสู่ตัวเองว่า "แม้ตัวเรา ก็จะต้องเป็นแบบนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นแบบนี้ไปได้" พอเราตั้งจิตพิจารณาแบบนี้ มันจะสามารถละความดำริซ่าน ที่พล่านไปในทางเหย้าเรือนได้ ให้มีสัมมาสังกัปปะได้ จิตจะสงบเป็นอารมณ์อันเดียว การที่จิตสงบลงเป็นอารมณ์อันเดียวได้ เพราะว่าด้วยการพิจารณาแบบนี้ เขาเรียกว่า "เป็นการเจริญกายคตาสติที่ถูกต้อง" คือ ถ้าเจริญแล้ว ไม่ได้ผลอย่างนี้ แสดงว่า ยังทำไม่ถึง ยังทำไม่ได้!

  • เข้าฌาน ๑) ปีติสุข จะต้องเกิดขึ้นในกายทั่วทั้งตัว เปรียบเหมือนกับคนที่เขาทำสบู่ เขาจะมีผง ที่เขาโรยไปในน้ำที่เขาหมักแล้ว จะออกยางเท่ากันจนกระทั่งมันจับกันเป็นก้อนสบู่ขึ้น ไม่มีส่วนไหนที่ไม่แข็งเลย ถ้าเปรียบเหมือนกับ ทำเยลลี่ ถ้าคุณผสมถูก ใช้อุณหภูมิถูก ตั้งเวลาถูก เยลลี่มันจะแข็งทั้งก้อน ถ้าทำไม่ถูกมันจะมีส่วนที่มันไม่แข็งบ้าง ส่วนที่มันตามมุมๆ ริมๆ มันจะไม่แข็งมีอยู่ อันนี้ คือ ทำไม่ถูก ถ้าทำถูก มันจะไปทั่ว เช่นเดียวกัน คนที่เข้าฌานสมาธิ ในขั้นที่ ๑ ถูก คุณจะมีปีติสุข ไปทั่วทั้งกาย ปีติสุขที่เกิดจาก "วิเวก"
  • เข้าฌาน ๒) ปีติสุข ที่เกิดจากสมาธิทั่วกาย ต่างกันอย่างไง คือ ในฌานที่ ๑ นั้น คำว่า "วิเวก" นั้น ยังมีความคิดนึกอยู่ ยังมีวิตกวิจารณ์ที่เป็นไปในทางที่หลีกออกจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ยังมีความคิดนึกอยู่ แต่ในฌานที่ ๒ นั้น เป็นเรื่องเดียวแล้ว ไม่ได้คิดนึกเรื่องนั้น เรื่องโน้น แต่ว่าคิดนึกเรื่องเดียว คือ ความที่เป็นสมาธิ ก็ยังมีปีติ มีสุขอยู่ ในฌานที่ ๒ นี้ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบ่อน้ำที่มีน้ำเย็นพุ่งขึ้นมาจากในบ่อ แล้วก็ไม่มีน้ำอื่นเข้ามาเลย น้ำเย็นมันจะถูกในผนัง ในบ่อทั้งหมดเลย ก็เหมือนกับจิตที่มีความเย็น จากปีติ สุข อันเกิดจาก "สมาธิ"
  • เข้าฌาน ๓) สุขที่หาปีติไม่ได้ เป็นสุขล้วนๆ ไม่มีปีติอยู่เลย มีอุเบกขาสุข นั่นแหละ พูดง่ายๆ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับ ดอกบัวที่จมอยู่ในน้ำ แช่ชุ่มตั้งแต่ยอด ถึงรากของมัน ทั่วทั้งดอกไม่มีส่วนไหนเลยที่ไม่ได้ถูกต้องน้ำเย็น เหมือนกันกายที่ถ้า เราฝึกกายคตาสติดีแล้ว ฌานสมาธิขั้นที่ ๓ ที่จะให้ผลเป็นความสุขที่ไม่มีปีติ มันจะทั่วตลอดทั้งกาย ตั้งแต่ปลายผมจนถึงปลายเท้าโดนหมด
  • เข้าฌาน ๔) เป็นอุเบกขาล้วนๆ ก็คือ ความที่มีใจบริสุทธิ์ผ่องใส ใจที่บริสุทธิ์นี่แผ่ไปทั่วกาย ไม่มีส่วนใดเลยที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ถูกต้องในกายนี้ ไม่มี เปรียบเหมือนกับคนที่เขานั่งคลุมผ้าขาวตลอดทั่วทั้งตัว ส่วนใดส่วนหนึ่งที่กายนั้นไม่ถูกผ้าขาวคลุม ไม่มีเลย นี่คือ ลักษณะของฌานที่ ๔

 

ย้ำอีกครั้ง ในแต่ละข้อที่พูดมาทั้งหมด ๑๘ วิธีการที่จะสามารถใช้กายตั้งเป็นสติได้ แต่ละอย่างๆ ในทั้งหมด ๑๘ ข้อนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความเพียร ไม่ประมาท มีใจเด็ดเดี่ยว ความดำริพล่านไปในทางเหย้าเรือนก็จะหายไป จิตก็จะตั้งมั่นไว้ อันนี้เขาเรียกว่า เจริญอย่างดี ทำให้มาก เจริญให้มาก

และในต้อนท้ายของพระสูตร ท่านผู้ฟัง พระพุทธเจ้าได้บอกถึงการที่ถ้าเจริญให้มากแล้ว จะมีผลดีมาก โดยเปรียบเทียบไว้กับ "ถ้าไม่เจริญให้มาก ไม่ทำให้มาก มารจะได้ช่อง มารจะได้อารมณ์" แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเจริญให้มาก ทำให้มาก มารจะไม่ได้ช่อง มารจะไม่ได้อารมณ์ คำว่า "ไม่ได้อารมณ์ หรือได้อารมณ์" หมายความว่า จะกุมจิตใจของเราได้ไหม? เราจะตกอยู่ในอำนาจของมารหรือไม่?

"ถ้าเราทำดี ทำถูก เราก็จะไม่ตกอยู่ในเงื้อมมือมาร เปรียบเทียบอย่างไง?" ตรงนี้พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างอุปมาอุปไมยไว้ ๓ ข้อด้วยกัน

โดยคู่แรก เปรียบเทียบกับคนที่ถ้าโยนหินศิลาหนักลงไปในดินที่เปียก มันต้องบุ๋ม ได้รู ได้ร่องในดินที่เปียกแน่นอน อันนี้เหมือนกับว่า มารได้ช่องแน่

แต่ถ้ามารไม่ได้ช่อง เราเจริญทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว เปรียบเหมือนกับคนที่โยนกลุ่มด้ายเบาๆ ลงไปบนไม้กระดานที่แข็ง เป็นไม้แก่นทั้งแท่ง กลุ่มด้ายนี้จะไม่ได้ช่อง ในไม้นี้เลย มันจะไม่ทะลุลงไป นี่คือ เจริญให้มาก ทำให้มาก

"คนที่เจริญ กระทำให้มาก ซึ่งกายคตาสติ มารก็จะไม่ได้ช่อง มารก็จะไม่ได้อารมณ์"

ทีนี้พอทำได้อย่างดี มารไม่ได้ช่องแล้ว ทำอย่างดีใน ๑๘ นัยยะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ที่ว่ามาในตอนต้น ทำอย่างดีแล้ว มารไม่ได้ช่องแล้ว

"เรื่องกายคตาสติ เป็นกุศลธรรม ที่เป็นส่วนแห่งวิชชา อยู่ในนี้ พอมีกุศลธรรมที่เป็นส่วนแห่งวิชชาแล้ว สามารถที่จะน้อมจิตไป เพื่อที่จะทำธรรมะ คือ นิพพาน ให้แจ้งได้ แต่นี่เราต้องตั้งสติเอาไว้ตลอด สติเรามีตั้งเอาไว้ตลอดอย่างต่อเนื่องแล้ว สามารถที่จะทำนิพพานให้แจ้งได้" อุปมาอุปไมยที่พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างตรงนี้ บอกไว้ ๒ อัน ท่านผู้ฟัง...

เปรียบเหมือนกับ น้ำที่เต็มปรี่อยู่ในบึงแห่งหนึ่ง บึงแห่งนี้เขาทำขอบคันขึ้นมา สูงด้วย ถ้าน้ำเต็มปรี่ถึงขอบคันของมันเลย คุณเจาะขอบคันตรงไหน น้ำมันจะต้องไหลออกรูนั้นแน่นอน คือ ถ้าสติมันพร้อมอยู่ตรงนี้ตลอดแล้ว ท่านผู้ฟัง น้อมจิตไปให้เห็นตามที่เป็นจริง มันเห็นได้แน่นอน

หรือ เปรียบเหมือนกับ รถที่เทียมด้วยม้าอาชาไนยที่ฝึกแล้วอย่างดี สารถีก็เป็นคนเก่งมาก เป็นครูฝึกชั้นอาจารย์ ยกปฎักขึ้นเป็นสัญญาณเท่านั้น ม้านี้รู้เลยว่า ต้องเดินหน้า ถอยหลัง ไปซ้าย หรือไปขวา เพราะว่าด้วยความชำนาญของทั้งคนฝึก ของทั้งม้า เช่นเดียวกัน จิตของเราถ้ามีความชำนาญ มันติ้วๆๆ หมุนอย่างนั้น สติมันตั้งไว้ตลอดๆ นิพพาน นี่ทำให้แจ้งได้เลย การทำให้แจ้งตรงนี้ที่ พระพุทธเจ้าท่านยกมาในพระสูตรนี่ ก็ใช้ศัพท์เดียวกันกับ เรื่องของนิพพาน นั่นเอง

ที่นี้พอพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องของวิธีการเจริญ อุปมาอุปไมยของคนที่ทำให้มาก เจริญให้มากแล้ว เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างแล้ว สรุปในที่นี้ก็ได้พูดถึง อานิสงส์ ๑๐ ข้อ ที่ถ้าเราทำให้อย่างดีแล้ว ในทั้ง ๑๘ ข้อนั้น อันใดอันหนึ่ง ที่พูดมาตอนแรก ทำอย่างดีแล้ว น้อมจิตไป จะได้อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๑๐ อย่างนี้ แน่นอน

อานิสงส์ ๓ ข้อแรก เป็นเรื่องของความอดทน, อดกลั้น ต่อทั้งความยินดี, ยินร้าย, ความกลัว ความละอายชนิดที่เป็นอกุศล, ทุกขเวทนาก็ตาม คำด่าคำว่า สามารถอดทน อดกลั้นได้ทั้งหมด

ในข้อที่ ๔ นั้น สามารถจะช่วยทำให้เราเข้าสมาธิได้ง่ายด้วย มันเป็นผลซึ่งกันและกัน ท่านผู้ฟัง

ในข้อที่ ๕,๖,๗,๘,๙ และข้อที่ ๑๐ อันนี้เป็นเรื่องของปัญญา

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง