คำพุทธ - กายคตาสติสูตร ว่าด้วย การตั้งสติเอาไว้ในกาย

HIGHLIGHTS:
  • กายคตาสติอันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก?
  • กายคตาสติ การตั้งสติเอาไว้ในกาย เป็นอย่างไร?
  • วิธีการตั้งสติเอาไว้ในกาย ๑๘ ข้อ ทำอย่างไร?
  • กายคตาสติ ไม่ทำให้มาก ไม่เจริญให้มาก มารจะได้ช่อง
  • กายคตาสติ ทำให้มาก เจริญให้มาก มารจะไม่ได้ช่อง
  • อานิสงส์ ๑๐ ประการ ของการตั้งสติเอาไว้ในกาย

บทคัดย่อ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายคตาสติอันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

#พุทธพจน์

 

  • กายคตาสติ การตั้งสติเอาไว้ในกาย เป็นอย่างไร?
  • วิธีการตั้งสติเอาไว้ในกาย ๑๘ ข้อ ได้แก่
    • อานาปานสติ เฉพาะส่วนกาย การมารู้ลมหายใจ ตรงเฉพาะส่วนที่เป็นกาย ตรงไหน? "เป็นความรู้สึกก็ได้, เป็นเฉพาะผู้ที่ไปรู้ลมหายใจก็ได้ มีหลายส่วน" ในที่นี้ พระพุทธเจ้าตรัสถึง "รู้ซึ่งลมว่า เป็นกายอย่างหนึ่ง"
    • อิริยาบท ๔ ยืน, เดิน, นั่ง, นอน
    • มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบครอบในการกิน, ถ่าย, พูด, นิ่ง
    • พิจารณาอสุภสัญญา
    • พิจารณาโดยความเป็นธาตุ ๔ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม และธาตุไฟ
    • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ตาย เน่าเหม็น ๑-๓ วัน
    • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า หนอนรุมกิน นก กา สุนัขรุมกิน
    • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า นก กา สุนัข หนอน รุมกินจนจำไม่ได้แล้ว ไม่มีเนื้อติดอยู่
    • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า กินจนเนื้อหมด มีแต่เลือดเปื้อน
    • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เลือดก็หมด มีแต่เอ็นรึงรัด
    • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เอ็นขาด กระดูกกระจัดกระจายเป็นชิ้นๆ
    • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นร่างกระดูกขาว
    • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นร่างกระดูกทิ้งไว้มากกว่า ๑ ปี ร่างกระดูกเริ่มเหลือง
    • พิจารณาซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า กระดูกเปื่อยเป็นผง
    • เข้าฌาน ๑) ปีติสุข จากวิเวกทั่วกาย
    • เข้าฌาน ๒) ปีติสุข จากสมาธิทั่วกาย
    • เข้าฌาน ๓) สุขหาปีติไม่ได้ทั่วกาย
    • เข้าฌาน ๔) ใจบริสุทธิ์แผ่ไปทั่วกาย

    "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไรๆ ก็ตาม เจริญกายคตาสติแล้วทำให้มากแล้ว ชื่อว่าเจริญ และทำให้มากซึ่งกุศลธรรมส่วนวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่งอันรวมอยู่ในภายในด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลไรๆ ก็ตาม นึกถึงมหาสมุทรด้วยใจแล้ว ชื่อว่านึกถึงแม่น้ำน้อยที่ไหลมาสู่สมุทรสายใดสายหนึ่งอันรวมอยู่ในภายในด้วย ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้น

    เหมือนกันแล ภิกษุไรๆ ก็ตาม เจริญกายคตาสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ชื่อว่าเจริญ และทำให้มาก ซึ่งกุศลธรรมส่วนวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่งอันรวมอยู่ในภายในด้วย ฯ"

  • กายคตาสติ ไม่ทำให้มาก ไม่เจริญให้มาก มารจะได้ช่อง พระพุทธเจ้าทรง เปรียบเหมือน บุรุษเหวี่ยงก้อนศิลาหนักไปที่กองดินเปียก ไว้ดังนี้

    "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไรๆ ก็ตาม ไม่เจริญ ไม่ทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว มารย่อมได้ช่อง ย่อมได้อารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย

    เปรียบเหมือนบุรุษเหวี่ยงก้อนศิลาหนักไปที่กองดินเปียก ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ก้อนศิลาหนักนั้น จะพึงได้ช่องในกองดินเปียก หรือหนอ ฯ

    ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ได้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุไรๆ ก็ตาม ไม่เจริญ ไม่ทำให้มากซึ่งกายคตาสติแล้ว มารย่อมได้ช่อง ย่อมได้อารมณ์ ฯ

  • กายคตาสติ ทำให้มาก เจริญให้มาก มารจะไม่ได้ช่อง พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเหมือน ไม้สดมียาง ๒ อันสีกัน ไว้ดังนี้

    "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไม้สดมียาง ทันใดนั้น มีบุรุษมาถือเอาเป็นไม้สีไฟด้วยตั้งใจว่า จักก่อไฟ ทำเตโชธาตุ ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นถือเอาไม้สดมียางโน้นเป็นไม้สีไฟ
    แล้วสีกันไป จะพึงก่อไฟทำเตโชธาตุได้ หรือหนอ ฯ

    ภิ. ไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุไรๆ ก็ตาม เจริญกายคตาสติแล้ว ทำให้มากแล้ว มารย่อมไม่ได้ช่อง ไม่ได้อารมณ์ ฯ"

    "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไรๆ ก็ตาม เจริญกายคตาสติแล้ว ทำให้มากแล้ว เธอย่อมถึงความเป็นผู้สามารถในธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งอันเป็นแดนที่ตนน้อมจิตไป โดยการทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งนั้นๆ ได้ ในเมื่อมีสติเป็นเหตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนหม้อกรองน้ำ มีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบปาก พอที่กาจะดื่มกินได้ อันเขาตั้งไว้บนเครื่องรอง บุรุษมีกำลังมายังหม้อกรองน้ำนั้นโดยทางใดๆ จะพึงถึงน้ำได้โดยทางนั้นๆ หรือ ฯ

    ภิ. ได้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

    พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุไรๆ ก็ตาม เจริญกายคตาสติแล้ว ทำให้มากแล้ว เธอย่อมถึงความเป็นผู้สามารถในธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่ง อันเป็นแดนที่ตนน้อมจิตไปโดยการทำให้แจ้งด้วย
    ความรู้ยิ่งนั้นๆ ได้ ในเมื่อมีสติเป็นเหตุ ฯ"

  • อานิสงส์ ๑๐ ประการ ของการตั้งสติเอาไว้ในกาย
    • อดกลั้นต่อความไม่ยินดี และความยินดีได้ ไม่ถูกความไม่ยินดีครอบงำ ย่อมครอบงำความไม่ยินดีที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ด้วย ฯ
    • อดกลั้นต่อภัยและความหวาดกลัวได้ ไม่ถูกภัย และความหวาดกลัวครอบงำ ย่อมครอบงำภัย และความหวาดกลัว ที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ด้วย ฯ
    • อดทน คือเป็นผู้มีปรกติอดกลั้นต่อความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ต่อสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และ สัตว์เสือกคลาน ต่อทำนองคำพูดที่กล่าวร้าย ใส่ร้าย ต่อเวทนาประจำสรีระที่เกิดขึ้นแล้ว อันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ ไม่ใช่ความสำราญ ไม่เป็นที่ชอบใจ พอจะสังหารชีวิตได้ ฯ
    • เป็นผู้ได้ฌาน ๔ อันเกิดมีในมหัคคตจิต เครื่องอยู่สบายในปัจจุบันตามความปรารถนา ไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ
    • ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอเนกประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ปรากฏตัว หรือหายตัวไปนอกฝา นอกกำแพง นอกภูเขาได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ทำการผุดขึ้น และดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตก เหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศโดยบัลลังก์เหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์ และพระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากปานฉะนี้ ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ ฯ
    • ย่อมฟังเสียงทั้งสอง คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ได้ด้วยทิพยโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์ ฯ
    • ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น และบุคคลอื่นได้ ด้วยใจ คือ

      จิตมีราคะ ก็รู้ว่า จิตมีราคะ หรือ

      จิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่า จิตปราศจากราคะ

      จิตมีโทสะ ก็รู้ว่า จิตมีโทสะ หรือ

      จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่า จิตปราศจากโทสะ

      จิตมีโมหะ ก็รู้ว่า จิตมีโมหะ หรือ

      จิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่า จิตปราศจากโมหะ

      จิตหดหู่ ก็รู้ว่า จิตหดหู่

      จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่า จิตฟุ้งซ่าน

      จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ว่า จิตเป็นมหัคคตะ หรือ

      จิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ว่า จิตไม่เป็นมหัคคตะ

      จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่า จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือ

      จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่า จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า

      จิตตั้งมั่น ก็รู้ว่า จิตตั้งมั่น หรือ

      จิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ว่า จิตไม่ตั้งมั่น

      จิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่า จิตหลุดพ้นแล้ว หรือ

      จิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่า จิตยังไม่หลุดพ้น ฯ

    • ย่อมระลึกถึงขันธ์ ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง
    • ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ
    • ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันอยู่ ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย “กายคตาสติอันภิกษุเสพแล้วโดยมาก เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไป กระทำให้เป็นของที่อาศัยได้ เพียรตั้งไว้เนืองๆ เพียรเสริมสร้างโดยรอบคอบ เพียรปรารภสมํ่าเสมอด้วยดี” พึงหวังอานิสงส์ ๑๐ ประการได้ ดังนี้แล ฯ

    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

    จบ กายคตาสติสูตร ที่ ๙

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "กายคตาสติสูตร" เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์