จากมนุษย์สู่ความเป็นอมตะ

  • คุณสมบัติความเป็นมนุษย์ ให้มีความมั่นใจในบุญที่ทำให้ได้เกิดมา
  • เมื่อมั่นใจในบุญแล้ว ให้เจริญสัมมาวายามะ
  • คุณสมบัติความเป็นมนุษย์ บวกกับ สัมมาวายามะ สามารถพัฒนาให้เป็นผู้เข้าถึงกระแสได้
  • โสดาปัตติมรรคยังไม่แน่ ให้ทำจนถึงโสดาปัตติผล จึงจะไม่หลุดจากกระแส

 

“พูดเรื่องโสดาปัตติมรรค ที่จะให้เข้าถึงโสดาปัตติผล โดยการนำคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ โดยบวกกับสัมมาวายามะ ทำให้เกิดขึ้นในจิตของเรา จะพัฒนาความดีให้มีขึ้นได้”

 

คุณสมบัติของความเป็นมนุษย์

 

การจะเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ให้มั่นใจในบุญของเรา ที่แม้จะมีมากบ้างน้อยบ้าง อย่างน้อยเรามีแน่ มีการปฏิบัตติดีปฏิบัติชอบเป็นการสั่งสมมาแน่นอน รูปสมบัติ โภคสมบัติ และสุตะ เหล่านี้เป็นบุญของเราที่เราเกิดมา แต่ละคนไม่เท่ากัน อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น อย่าให้มีความอยากเพราะเป็นอกุศลธรรม

 

ให้มีความมั่นใจในบุญ

 

การเป็นมนุษย์ต้องมีการเตรียมการ : เปรียบเหมือนชาวนาที่ต้องมีการเตรียมการตั้งแต่อุปกรณ์ ดิน พันธุ์ และการรอเวลา ไม่ใช่ว่าเมื่อไหร่ก็ทำได้ มันต้องมีการเตรียมการ มนุษย์ก็เหมือนกัน กว่าจะมาเป็นคนได้ เราต้องมีบุญสั่งสมมาอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้างก็ตาม แต่เพียงพอในการที่จะเป็นมนุษย์ ให้มั่นใจในบุญที่เราทำมา ประกอบกับกรรมที่เราไม่เคยทำอนันตริยกรรม อันนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เป็นโสดาบันได้

ให้มีความมั่นใจว่า บุญ ที่เราสั่งสมมา มีพอแล้ว มีเพียงพอที่จะให้เกิดการบรรลุธรรมได้ ให้ตั้งจิตไว้ที่บุญที่เรามีมา ได้กระทำมา ให้เราได้เป็นรูปเป็นร่างเป็นมนุษย์ ให้เราได้ฟังธรรมในปัจจุบันนี้ ระลึกถึงตรงนี้แล้ว จิตใจจะเย็น จิตใจมันจะเบา จิตใจมันจะนุ่มลงไป

 

สิ่งที่ต้องทำต่อเมื่อมีความมั่นใจในบุญ

 

  • เมื่อเราตั้งจิตไว้ในบุญที่เรามีมาแล้ว พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ๔ อย่างนี้ต่อ
  • กำจัดสิ่งที่เป็นอกุศลที่มีอยู่ในจิตให้ออกไป เช่นการคิดน้อยเนื้อต่ำใจ การคิดเปรียบเทียบ
  • ป้องกันอกุศลธรรมใหม่ๆอย่าให้เข้ามา
  • สิ่งที่เรามีดีอยู่แล้ว คือการที่ทำให้เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ คือศีล ทำให้มันดีมีมากขึ้น โดยการตั้งจิตเอาไว้
  • กุศลธรรมที่เรายังไม่มี ที่มันเหนือขึ้นไปจากความเป็นมนุษย์ เช่นเรื่องโพชฌงค์บ้าง อินทรีย์บ้าง พละบ้าง มรรคแปดบ้าง อริยสัจสี่บ้าง พวกนี้ เราก็ทำให้มันเกิดมีขึ้น

“๔ อย่างนี้เรียกว่าเป็นสัมมัปปธานสี่ หรือเรียกว่าเป็นสัมมาวายามะ เป็นความเพียร ศัพท์ที่ท่านใช้คือวิริยะ คือความกล้า คือการทำจริงแน่วแน่จริง เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราต้องเป็นคนจริง มีความแน่วแน่จริง ที่จะทำจิตของเราให้เป็นแบบนี้”

 

คุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ รวมกับสัมมาวายามะ จะทำให้เราเข้าถึงกระแสได้

 

ผู้ที่มีความเชื่อมีจิตน้อมไปว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นไปตามเหตุปัจจัย ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงกระแส พระพุทธเจ้าใช้คำว่า โสดาปัตติมรรค โสตะ แปลว่า กระแส อย่าให้หลุดจากกระแสนี้ โสดาปัตติมรรคบางทียังหลุดได้ ให้ทำจนถึงโสดาปัตติผลก่อนตาย การตายนั้นจะไม่สูญเปล่า เป็นการตายที่จะพาไปสู่ความเป็นอมตะ (โสตาปัตติยังคสี่:ความมั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีล)

 

“ถ้าโสดาปัตติมรรค บางทีมันอาจจะยังหลุดได้ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า คนที่มีความเชื่อ มีจิตน้อมไปว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นของไม่เทียงเนี่ย เป็นโสดาปัตติมรรคแล้ว จิตอยู่ในภูมิของความที่เป็นโสดาปัตติมรรคแล้ว ล่วงพ้นปุถุชนภูมิแล้ว เข้าสู่อริยภูมิแล้ว เข้าสู่ภูมิของคนดีแล้วคนประเสริฐแล้ว สัปปุริสภูมิแล้ว คนแบบนี้ อย่าเพิ่งตาย….

 

 

..ถ้าละเครื่องร้อยรัด๓อย่างนี้ได้ ทำความมั่นใจในพุทโธ ธัมโม สังโฆ และมีศีลให้มีอยู่ในจิตในใจของเราตลอดได้ ตายเมื่อไหร่ก็ได้ ความตายนั้นเป็นความตายที่ดี เป็นความตายคือ มต(มะ-ตะ) ที่จะพาไปสู่ความเป็นอมตะ คือความไม่ตายได้”