ภพที่ทำให้สิ้นภพ

HIGHLIGHTS:

  • จุดประสงค์ของการปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจในอริยสัจสี่
  • ตัณหาเกิดในขันธ์ห้าและเมื่อจะยึดถือก็ยึดถือในขันธ์ห้า
  • ขันธ์คืออะไร
  • เมื่อยึดถือจึงเกิดภพ
  • ภพมีสามระดับ
  • มรรคเป็นภพที่ทำให้สิ้นภพ ด้วยศีลสมาธิปัญญา
  • รักษาสมาธิอย่าให้เคลื่อน มรรคแปดจะคงอยู่ การเห็นตามจริงจะเกิดขึ้นได้ ทุกเวลาทุกสถานที่

บทคัดย่อ

 

“ภพที่ทำให้สิ้นภพ เขาเรียกว่าเป็น มรรค นั่นเอง มรรคคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ...มรรคอยู่ในขันธ์ห้าเหมือนกัน แต่กิจที่ควรทำนั้นต่างกัน….ขันธ์ห้านี้ทำให้เกิดเป็นภพได้ ในขณะเดียวกันขันธ์ห้า ถ้าเรามีความเข้าใจเรื่องภพอย่างดีแล้ว มันจะทำให้เกิดความสิ้นภพได้”

 

จุดประสงค์ของการปฏิบัติ

จุดประสงค์ของการปฏิบัติก็เพื่อที่จะรู้อริยสัจสี่ รู้อริยสัจสี่ รู้อะไร

  • คือ รู้ในเรื่องของทุกข์ รู้เพื่อที่จะยอมรับมัน เข้าใจมัน
  • รู้ในเรื่องตัณหา รู้เพื่อที่จะละมัน สลัดคืนมัน ทิ้งไป
  • รู้ในเรื่องของนิโรธ รู้ในความที่จะทำตัณหาให้สิ้น รู้ในลักษณะที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ทำให้มันแจ้งขึ้นมา
  • และรู้ในเรื่องของมรรค ทางที่มีองค์ประกอบแปดอย่าง ต้องทำให้เจริญ ทำให้มาก พัฒนาทำให้มีดีให้เกิดขึ้น

จะทำความรู้ในอริยสัจสี่ได้ ต้องอาศัยปัญญา ต้องมีธรรมจักษุ

 

ตัณหาเกิดที่ไหน

ตัณหาเกิดในขันธ์ห้าเท่านั้น เกิดในอายตนะ ๖ ที่เป็นภายในภายนอก สิ่งที่เป็นในใจของเราทั้งหมด ความคิดความนึก ผัสสะต่างๆ เป็นสิ่งที่ตัณหามันจะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด ในทุกที่ ทุกช่องทาง ในทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน

ตัณหาเวลาคืบคลานไป มันก็ไปในลักษณะความยึดถือ เรียกว่า อุปาทาน ในไหน ในขันธ์ห้า จึงเรียกว่า อุปาทานขันธ์

 

“เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน”

 

ขันธ์คืออะไร

ขันธ์คือทุกข์ พระพุทธเจ้าแบ่งเป็น ๕ กอง คือ

  • รูปขันธ์ หมายถึง สิ่งที่แตกสลายได้
  • เวทนาขันธ์ หมายถึง ความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข
  • สัญญาขันธ์ หมายถึง ความหมายรู้
  • สังขารขันธ์ หมายถึง การปรุงแต่งจากสิ่งนี้ให้เป็นสิ่งอื่น
  • วิญญาณขันธ์ หมายถึง การรับรู้ หรือการรู้แจ้ง

ในขันธ์ทั้งห้า คือ ทุกขอริยสัจ ตัณหาจะไม่เกิดในที่อื่นใดๆ นอกจากในขันธ์ห้านี้เท่านั้น ลักษณะที่มันจะไปเกิดก้าวลงในขันธ์ห้านั้น ก็เป็นความยึดถือ จึงมีความยึดถือในขันธ์ห้า

 

ยึดถือแล้วเกิดอะไร

พอมีความยึดถือแล้ว จะมีความเป็นสภาวะเกิดขึ้น มีความเป็นของเรา มีความเป็นตัวตนของเรา ความเป็นสภาวะนี้ พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ภพ มีสถานที่และเวลา เราถูก lock อยู่ ณที่นี้ ถูก lock อยู่ ณ เวลานี้ นั่นเรียกว่า ภพ

เพราะความยึดถือมี จึงมีภพ เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีความรู้สึกเป็นสภาวะขึ้นมา มีเวลา มีสถานที่ ถ้าคุณถูก lock อยู่ ณ เวลานี้ มันต้องมีอดีต อนาคต มาด้วยแน่นอน มีทั้งกามภพ รูปภพ และอรูปภพ

พอมีภพมีความเป็นสภาวะ จึงมีความรู้สึกว่าเป็นตัวตนขึ้นมา มีการเกิดขึ้น การเกิดนี้คือ ชาติ ชาตินี้คือการเกิด มีความรู้สึกว่าเป็นตัวตนขึ้นมา ความเกิดขึ้นของกองทุกข์ทั้งมวลจึงเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

 

ภพซ้อนภพ

ระดับที่ ๑ ภพใหญ่ ตั้งแต่เกิดจนตาย

ระดับที่ ๒ ภพย่อยๆตามหน้าที่ต่างๆ โดยเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างวัยต่างๆกันไป เช่นเป็นลูกบ้าง เป็นพ่อบ้าง เป็นนายหรือลูกน้องบ้าง

ระดับที่ ๓ ภพที่อยู่ในจิตอยู่ในใจของเรา เช่นความคิดวุ่นวาย หรือเมื่อนั่งสมาธิก็เป็นอีกภพหนึ่งในขั้นนี้

 

ยกตัวอย่างสภาวะของสมชาย สมชายตั้งแต่เกิดจนตายเป็นระดับที่ ๑ เป็นภพใหญ่

สมชายเมื่อมาวัด เป็นระดับที่ ๒ ภพที่ ๒

ภพที่ ๓ เมื่อสมชายนั่งสมาธิ มีความละเอียดลงไปไม่กังวลนั่นนี่ ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม เรียกว่าเป็น รูปภพ ถ้านั่งสมาธิลึกลงไปอีก ก็เป็น อรูปภพ

 

ภพที่ทำให้สิ้นภพ

เมื่อนั่งสมาธิจิตรวมลงไป พิจารณาเห็นว่าขันธ์ห้านี้ไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นของเรา ไม่มีอะไรเป็นตัวตนของเรา เข้าใจวางได้ ใจจึงสงบ มีความเย็น มีความนิ่งอยู่ เป็นลักษณะของภพ ที่ทำให้เกิดความสิ้นไปของภพ นี้เป็นพุทธพจน์ด้วย ภพที่ทำให้สิ้นภพ เขาเรียกว่า มรรค

มรรคคือศีล สมาธิ ปัญญา เวลาที่เราปฏิบัติต้องทำตรงนี้ให้เจริญ ให้แจ้ง เพื่อที่จะเข้าใจขันธ์ห้าตรงนี้

 

“ขันธ์ห้านี่ทำให้เกิดเป็นภพได้ ในขณะเดียวกัน ขันธ์ห้า ถ้าเรามีความเข้าใจเรื่องภพอย่างดีแล้ว มันจะทำให้เกิดความสิ้นภพได้”

 

สิ่งที่ทำให้เกิดการปล่อยวางได้

สิ่งที่ทำให้เกิดการปล่อยวางได้ นั่นคือ มรรค มรรคมีความไม่เที่ยงเหมือนกัน มรรคอยู่ในขันธ์ห้านี้เหมือนกัน แต่กิจที่ควรทำนั้นต่างกัน

เราเจอความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสภาวะขึ้นมา มันเป็นเรื่องของโลก ให้เราเจริญมรรคให้ดี ให้ตั้งอริยมรรคมีองค์ ๘ เอาไว้ เราก็จะรู้สึกความเป็นตัวตนของเจ้ามรรคแปดนี่แหละ ศีลของฉัน สมาธิของฉัน ปัญญานี้ก็ของฉัน มีความเป็นตัวตน มีความเป็นสภาวะอยู่

แล้วถ้าเราปฏิบัติถูก ไอ้ความเป็นตัวตน ไอ้ความเป็นสภาวะ มันจางคลายไป ไม่ได้จางคลายไปเฉพาะตัวมันเอง ยังจางคลายไปจากสิ่งอื่นๆ ที่เราไปยึดถือ พิจารณาเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็นจริง ก็ปล่อยวางคลายความยึดถือในความเป็นตัวตนนั้นได้

 

ไม่กลับกำเริบด้วยมัคคสมังคี

เมื่ออยู่ในสมาธิทำไมเห็นตามจริงได้ เมื่อออกจากสมาธิความรู้สึกถึงความเป็นตัวตนกลับมา

เพราะขณะอยู่ในสมาธิ มรรคของเราสมดุลย์แล้ว ในอริยมรรคมีองค์แปด เป็นมัคคสมังคี ทำให้สามารถเห็นสิ่งต่างๆโดยความเป็นอนัตตาได้ ตัณหามันจะเข้าไปยึดถือ คือทำหน้าที่อุปาทานในขันธ์ห้าไม่ได้ พอตัณหาไม่ไปยึดถือในขันธ์ห้า ไม่ปั้นเป็นก้อนเป็นสภาวะขึ้นมา ทำให้ความรู้สึกว่าเป็นตัวตน เป็นอัตตา มันหายไป รู้สึกถึงความเป็นอนัตตา ทำไปๆ จะสามารถตัดรากคืออวิชชาได้

แต่พอสมาธิเคลื่อน มรรคแปดที่มันเข้ากันดีมันหายไป มรรคอ่อนกำลังลง องค์ประกอบไม่ครบ อวิชชาถ้ามันยังมีรากอยู่ มันโผล่ขึ้นมาใหม่ได้ ความเป็นสภาวะก็กลับคืนมา

 

“เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำอริยมรรคมีองค์แปดให้มันอยู่ต่อเนื่องโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่คุณนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม แต่ต้องมีในทุกที่ มีในทุกเวลามีในกับทุกคน ถ้าเราสามารถที่จะทำความเป็นอนัตตา ทำความเข้าใจนี้มีอยู่ในจิต จิตที่มีความเข้าใจเรื่องของอนัตตาแล้ว ก็จะเห็นแม้ตัวตนเองแหละว่า ไม่ใช่ตัวตน สามารถที่จะละ สามารถที่จะวางได้”

 

พระสูตร / ถอดเทป / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน.........

======หัวข้อ Bullet =============

  • หัวข้อก่อน bullet

     

  • HL1....
  • HL2.....
  • HL3....

======หัวข้อ Bullet แบบตัวเลข=============

  1. หัวข้อก่อน bullet

     

  2. HL1....
  3. HL2.....
  4. HL3....

========================================
======Scrollbar=============

  1. หัวข้อก่อน bullet

     

  2. HL1....
  3. HL2.....
  4. HL3....

=========== อ้างอิง pdma url ===================

< title="ตอบคำถาม-ทำไมอรหันต์ยังมีราคะ โทสะ โมหะ ในภายในอยู่" 98% height=1500 "0" scrolling="no" marginheight="0" margin"0" align="middle" scrolling="yes" style="overflow: hidden" "http://haisok.co/1601a0713we/">

==============end============================
 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน..............................