วิมังสกสูตร ทรงยืนยันให้ทดสอบความเป็นสัมมาสัมพุทธะของพระองค์

HIGHLIGHTS:
  • วิมังสกสูตร ทรงยืนยันให้ทดสอบความเป็นสัมมาสัมพุทธะของพระองค์
  • เรื่องราวคุณธรรมต่างๆ ของพระพุทธเจ้า
  • ทรงเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด
  • ทรงเป็นผู้ข่มอินทรีย์ได้ ๒
  • ทรงมีตถาคตพลญาณ ๑๐ อย่าง
  • ทรงมีเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง

บทคัดย่อ

 

ทรงยืนยันให้ทดสอบความเป็นสัมมาสัมพุทธะของพระองค์

 

ภิกษุ ท.! วิธีการทดสอบ อันเป็นสิ่งที่ภิกษุผู้มีปัญญาใคร่ครวญ แต่ไม่มีญาณเป็นเครื่องรู้จิตแห่งผู้อื่น จะพึงกระทำในตถาคต เพื่อให้รู้ว่า ตถาคตเป็นสัมมาสัมพุทธะ หรือหาไม่ ดังนี้นั้น มีอยู่.(ภิกษุทั้งหลายทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดง จึงได้ตรัสถ้อยคำต่อไปนี้)

"...ภิกษุ ท.! ในข้อนี้ ตถาคตเป็นผู้ที่บุคคลพึงสอบถามเฉพาะให้ยิ่งขึ้นไปว่า ธรรมที่เศร้าหมองที่พึ่งรู้ได้ด้วยจักษุ และโสตะ มีอยู่แก่ตถาคต หรือหาไม่? ดังนี้. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตจะพยากรณ์ ก็จะพยากรณ์ว่า ไม่มี.

เมื่อถูกถามว่า ธรรมที่เจืออยู่ด้วยความเศร้าหมองที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุ และโสตะ มีอยู่แก่ตถาคต หรือหาไม่ ? ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตจะพยากรณ์ก็จะพยากรณ์ว่า ไม่มี.

เมื่อถูกถามว่า ธรรมที่ผ่องแผ้ว ที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุ และโสตะ มีอยู่แก่ตถาคต หรือหาไม่? ดังนี้. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตจะพยากรณ์ ก็จะพยากรณ์ว่า ธรรมที่ผ่องแผ้ว ที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุ และโสตะ มีแก่ตถาคต; ตถาคตมีธรรมที่ ผ่องแผ้วนั่นแหละเป็นหนทาง(ปถ), มีธรรมที่ผ่องแผ้วนั่นแหละเป็นที่เที่ยว(โคจร); แต่ว่า ตถาคตมิได้เป็น “ตมฺมโย”(ผู้ที่ธรรมอันผ่องแผ้วนั้นสร้างขึ้น)ด้วยเหตุนั้น.

ภิกษุ ท.! สาวกควรจะเข้าไปหาพระศาสดาผู้มีวาทะอย่างนี้ เพื่อจะฟังธรรม; พระศาสดานั้น ย่อมแสดงธรรมแก่สาวกนั้น ให้ยิ่งขึ้นไปให้ประณีตขึ้นไป มีส่วนเปรียบเทียบระหว่าง ธรรมดำ กับ ธรรมขาว.ภิกษุ ท.! พระศาสดาย่อมแสดงธรรมแก่สาวกนั้น ในลักษณะที่เมื่อแสดงอยู่โดยลักษณะนั้น สาวกนั้นเพราะรู้ยิ่งในธรรมนั้น ย่อมถึงซึ่งความแน่ใจเฉพาะธรรมบางอย่างในธรรมทั้งหลายที่แสดงนั้น ย่อมเลื่อมใสในพระศาสดาว่า “พระผู้มีพระภาค เป็นสัมมาสัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาค เป็นสุปฎิปันนะ” ดังนี้."

ภิกษุ ท. ! ถ้ามีคนเหล่าอื่นมาถามภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ก็ท่านมีเหตุผลอย่างไร มีเรื่องที่รู้มาอย่างไร ที่ทำให้ท่านกล่าวว่า พระผู้มีพระภาค เป็นสัมมา สัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาค เป็นสุปฏิปันนะ ดังนี้เล่า? ภิกษุ ท.! เมื่อภิกษุจะพยากรณ์อยู่โดยชอบ ก็จะพยากรณ์ว่า “เพื่อนเอ๋ย! ในเรื่องนี้เราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อฟังธรรม พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่เรานั้นให้ยิ่งขึ้นไป ให้ประณีตขึ้นไป มีส่วนเปรียบเทียบระหว่าง ธรรมดำ กับ ธรรมขาว. เพื่อนเอ๋ย! พระศาสดาย่อมแสดงธรรมแก่เรา ในลักษณะที่เมื่อทรงแสดงอยู่โดยลักษณะนั้น เราเพราะรู้ยิ่งในธรรมนั้น ได้ถึงแล้วซึ่ง ความแน่ใจเฉพาะธรรมบางอย่างในธรรม ท. ที่ทรงแสดงนั้น เลื่อมใสแล้วใน พระศาสดาว่า ‘พระผู้มีพระภาค เป็นสัมมาสัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาค เป็นสุปฏิปันนะ’ ดังนี้”.

ภิกษุ ท. ! สัทธาในตถาคตของท่านผู้ใดก็ตาม เป็นสัทธาที่ถูกชักโยงแล้ว ด้วยอาการเหล่านี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้ เป็นสัทธาที่มีมูลรากเกิดแล้ว มีฐานที่ตั้งเกิดแล้ว;

ภิกษุ ท. ! สัทธานี้ เรากล่าวว่า เป็นสัทธาที่มีอาการ มีทัสสนะ เป็นมูล เป็นสัทธาที่มั่นคง ที่สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทพก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใคร ๆ ก็ตาม ในโลก จะชักจูงไปไม่ได้.

ภิกษุ ท. ! การทดสอบโดยธรรมในตถาคต ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้, และตถาคตก็เป็นผู้ถูกทดสอบแล้วด้วยดีโดยธรรม ด้วยอาการอย่างนี้ แล.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชมยินดี พระภาษิตของ พระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล."

--พุทธพจน์--

เรื่องราวคุณธรรมต่างๆ ของพระพุทธเจ้า

  • ทรงเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด
  • ทรงเป็นผู้ข่มอินทรีย์ได้ ๒
  • ทรงมีตถาคตพลญาณ ๑๐ อย่าง
  • ทรงมีเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

 

  • อ่าน "วีมังสกสูตร" เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
  • อ่าน "ทรงเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด"

    พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนฟองไข่ของแม่ไก่อันมีอยู่ ๘ ฟอง หรือ ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง, เมื่อไม่ไก่นอนทับ กก ฟักด้วยดีแล้ว, บรรดาลูกไก่ ในไข่เหล่านั้น ตัวใดเจาะแทงทำลายเปลือกไข่ด้วยจะงอยเล็บเท้า หรือจะงอยปาก ออกมาได้ก่อนตัวอื่นโดยปลอดภัย เราควรเรียกลูกไก่ตัวนั้นว่าอย่างไร คือจะ เรียกว่าตัวพี่ผู้แก่ที่สุด หรือตัวน้องผู้น้อยที่สุด ?

    “พระโคดมผู้เจริญ ! ใคร ๆ ก็ควรเรียกมันว่า ตัวพี่ผู้เจริญที่สุด เพราะมันเป็น ตัวที่แก่ที่สุดใน บรรดาลูกไก่เหล่านั้น” พราหมณ์ทูลตอบ.

    พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เรานี้, ขณะเมื่อหมู่สัตว์กำลังถูกอวิชชา ซึ่งเป็นประดุจเปลือกฟองไข่ห่อหุ้มอยู่แล้ว, ก็ทำลายเปลือกห่อหุ้ม คือ อวิชชา ออกมาได้ก่อนใคร ๆ เป็นบุคคลแต่ผู้เดียวในโลก ได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อันไม่มีญาณอะไรยิ่งไปกว่า. พราหมณ์ ! เรานั้น, เป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุดของโลก. ความเพียรเราได้ปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน, สติเราได้ กำหนดมั่นแล้วไม่ลืมหลง, กายก็รำงับแล้วไม่กระสับกระส่าย, จิตตั้งมั่นแล้ว เป็นหนึ่ง, เราได้บรรลุปฐมฌาน—ฯลฯ—๑ ทุติยฌาน—ฯลฯ— ตติยฌาน—ฯลฯ— จตุตถฌานแล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ—ฯลฯ— เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ ครั้งแรก, ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อจุตูปปาตญาณ—ฯลฯ— เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ ครั้งที่สอง, ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณ—ฯลฯ— เป็นการทำลาย เปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งที่สาม, ดังนี้.

  • อ่าน "ทรงเป็นผู้ข่มอินทรีย์ได้"

    มาคัณฑิยะ ! จักขุเป็นสิ่งซึ่งมีรูปเป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในรูป อันรูปทำให้บันเทิงพร้อมแล้ว, จักขุนั้น อันตถาคตทรมาน ควบคุม รักษา สำรวม ไว้ได้แล้ว และตถาคตย่อมแสดงธรรมเพื่อการสำรวมจักขุนั้นด้วย.

    มาคัณฑิยะ ! โสตะเป็นสิ่งซึ่งมีเสียงเป็นที่ยินดี---ฯลฯ--- ๓, ฆานะ เป็นสิ่งซึ่งมีกลิ่นเป็นที่ยินดี---ฯลฯ---, ชิวหาเป็นสิ่งซึ่งมีรสเป็นที่ยินดี---ฯลฯ---,

    กายะเป็นสิ่งซึ่งมีโผฏฐัพพะเป็นที่ยินดี---ฯลฯ---, ใจเป็นสิ่งซึ่งมีธรรมารมณ์เป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในธรรมารมณ์ อันธรรมารมณ์ทำให้บันเทิงพร้อมแล้ว, ใจนั้นอันตถาคตทรมาน ควบคุม รักษา สำรวม ไว้ได้แล้ว และตถาคตย่อมแสดงธรรมเพื่อสำรวมใจนั้นด้วย.

  • อ่าน "ทรงมีตถาคตพลญาณสิบอย่าง"

    ภิกษุ ท. ! ตถาคตเป็นผู้ประกอบด้วยพลญาณ ๑๐ อย่าง และประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง จึง ปฎิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย. ๑

    สารีบุตร !  เหล่านี้เป็นตถาคตพล ๑๐ อย่าง ของตถาคต ที่ตถาคตประกอบพร้อมแล้ว ปฎิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลายได้, สิบอย่างคือ :- ๒

    • ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งสิ่งเป็นฐานะ (คือมีได้เป็นได้) โดยความเป็นสิ่งมีฐานะ, ซึ่งสิ่งไม่เป็นฐานะ (คือไม่มีได้ไม่เป็นได้) โดยความเป็นสิ่งใช่ฐานะ : นี้เป็นตถาคตพลของตถาคต.
    • ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งวิบาก (คือผล) ของการทำกรรมที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ได้ทั้งโดยฐานะและโดยเหตุ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.
    • ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ไปสู่ ภูมิทั้งปวงได้ : นี่ก็เป็น ตถาคตพลของตถาคต.
    • ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งโลกนี้อันประกอบด้วยธาตุมิใช่อย่างเดียว ด้วยธาตุต่าง ๆ กัน ๑ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.
    • ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งอธิมุติ (คือฉันทะและอัธยาศัย) อันต่าง ๆ กัน ของสัตว์ทั้งหลาย : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.
    • ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความยิ่งและหย่อน แห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.
    • ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้วความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.
    • ตถาคต ย่อมระลึกได้ ซึ่งขันธ์อันตนเคยอยู่อาศัยในภพก่อนมีชนิดต่าง ๆ กัน คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ๒ ---ฯลฯ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.
    • ตถาคต ย่อมเห็นสัตว์ ท. ด้วยทิพยจักขุอันหมดจด ก้าวล่วงจักขุมนุษย์ : เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้เคลื่อนอยู่บังเกิดอยู่ ๓ ---ฯลฯ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.
    • ตถาคต ย่อมทำให้แจ้ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะเพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะ ท. ได้ ๔ ---ฯลฯ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.

    สารีบุตร !  เหล่านี้แล เป็นตถาคตพลสิบอย่าง ของตถาคต ที่ตถาคตประกอบแล้ว ย่อมปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ให้เป็นไปในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย.

  • อ่าน "ทรงมีเวสารัชชญาณสี่อย่าง"

    ภิกษุ ท. ! เหล่านี้เป็นเวสารัชชญาณสี่อย่างของตถาคต ที่ตถาคต ประกอบพร้อมแล้ว ปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัท ท.ได้, สี่อย่างคือ :-

    • ตถาคตไม่มองเห็นวี่แวช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ธรรมเหล่านี้ ๆ อันท่านผู้ปฏิญญาตนเป็นสัมมาสัมพุทธะอยู่ไม่ได้รู้พร้อมเฉพาะ แล้ว” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้.
    • ตถาคต ไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลก จักโจทก์ท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “อาสวะเหล่านี้ ๆ อันท่านผู้ปฏิญญาตนเป็นขีณาสพผู้สิ้นอาสวะอยู่ ยังไม่สิ้นรอบแล้ว” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคต เมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้.
    • ตถาคต ไม่มองเห็นวี่แวช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ธรรมเหล่าใดที่ท่านกล่าวว่าเป็นธรรมทำอันตรายแก่ผู้เสพ, ธรรมเหล่านั้นถึงเมื่อบุคคลเสพอยู่ก็หาอาจทำอันตรายไม่” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตเมื่อมองหา ไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้.
    • ตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์นั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบ แก่บุคคลผู้ประพฤติตามธรรมนั้น” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคต เมื่อไม่มองเห็นวี่แววอัน นั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้.

    ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล เป็นเวลารัชชญาณสี่อย่างของตถาคต อันตถาคต ประกอบพร้อมแล้ว ปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ให้เป็นไปในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย.