วิปัสสนูปกิเลส ๑๐

HIGHLIGHTS:
  • วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง มี โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันตะ สิ่งดีๆเหล่านี้เป็นกิเลสได้อย่างไร?
  • กิเลส มีผัสสะเป็นปัจจัย ผัสสะเกิดที่กองทุกข์ คือ ขันธ์ห้า
  • สิ่งที่จะช่วยไม่ให้ไปติดกับกิเลสละเอียดเหล่านี้ อย่างแรก คือ สติ อย่างที่สอง คือ ครูบาอาจารย์ หรือกัลยาณมิตรที่มีความรู้ความสามารถ อย่างไรก็ตามเมื่อเราฟังคำของผู้ใดผู้หนึ่งแล้วเรากลับมาที่คำของพระพุทธเจ้า เราก็จะมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น จุดประสงค์ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม เอาไว้ เหล่าภิกษุรุ่นต่อมาอธิบายเอาไว้เพื่อให้เกิดความคลายความยึดถือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมมะ จึงจะสำเร็จประโยชน์ของการฟังธรรม

บทคัดย่อ

 

จาก คุณจิตโต ทางเว็บไซต์

คำถาม : ได้อ่านหนังสือธรรมมะเล่มหนึ่งได้อธิบายคำว่าวิปัสสนูปกิเลสสั้นๆ ว่าเป็นสิบอย่างที่ทำให้ปัญญาเศร้าหมองทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นหลงทางคิดว่าตนเองได้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้วทั้งที่ยังไม่บรรลุ ในสิบอย่างก็มี โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ เป็นต้น ในแต่ละข้อที่เป็นวิปัสสนูปกิเลสนั้นจะเป็นกิเลสได้อย่างไร?

คำตอบ : คำว่าวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง มี

  • โอภาส คือ แสงสว่าง
  • ญาณ คือ ความหยั่งรู้
  • ปีติ คือ ความอิ่มเอิบใจ สบายใจ
  • ปัสสัทธิ ความสงบ ความเย็น
  • สุข คือ สุขเวทนา
  • อธิโมกข์ คือ ความน้อมใจเชื่อ มีความศรัทธาแก่กล้า มีความปลงใจ
  • ปัคคาหะ คือ ความเพียร
  • อุปัฏฐานะ คือ สติ
  • อุเบกขา คือ ความวางเฉย
  • นิกันตะ คือ ความพอใจ ความติดใจ

 

อะไร? เป็นเหตุปัจจัยในการเกิดกิเลส

กิเลสมีผัสสะเป็นปัจจัย ผัสสะเกิดที่กองทุกข์ คือ ขันธ์ห้า

 

ประเด็นคือ พอเราได้อะไรมาจากการที่เราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตรงที่ได้มาเป็นผลที่ละเอียดลง เช่น ความสงบ ความวางเฉย ฯลฯ ซึ่งถ้าสติของเราไม่ละเอียดตาม ตรงนี้แหล่ะ จะเป็นช่องให้กิเลสนั้นเกิดขึ้นได้ จากสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น บางคนมีศรัทธา ด้วยอำนาจของตัณหา วิปัสสนูปกิเลสจึงเกิดขึ้น ได้ปีตี สุขใจมากเลยแต่ก็ยึดถือพอใจ ยินดีในปีตินั้น ก็จมปรักอยู่ตรงนั้น มีความพอใจที่ไหนมีความทุกข์ที่นั่น มีความยึดถือที่ไหนมีทุกข์ที่นั่น

ความยึดถือนี้เกิดได้ในแสงสว่าง เกิดได้ในญาณ สิ่งเหล่านี้ที่เป็นกิเลสละเอียดพอจับได้ก็ยกตนข่มท่านได้ เราจึงต้องตั้งสติเอาไว้

ในส่วนนี้เป็นที่พระพุทธโฆษะได้อธิบายไว้ในหนังสือชื่อวิสุทธิมรรค

ในส่วนของพระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้ในหลายพระสูตรด้วยกัน ถึงอุปกิเลส ๑๖ อย่าง ที่มีความละเอียดลงไป

  • ความโลภ ชนิดว่าเพ่งเล็งเอา
  • ความเคียดแค้นพยาบาท คิดปองร้าย
  • ความโกรธ
  • ความผูกโกรธ
  • การลบหลู่คุณท่าน
  • การยกตนเสมอท่าน
  • ความริษยา
  • ความตระหนี่
  • ความมีมารยา
  • ความโอ้อวด
  • ความหัวดื้อ
  • ความแข่งดี
  • ความถือตัว
  • การดูหมิ่นผู้ปฏิบัติดีด้วยกันในลักษณะลบหลู่คุณท่าน
  • ความมัวเมา ความหลง
  • ความประมาท

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างอุปกิเลส ๑๖ กับวิปัสสนุปกิเลส ๑๐ จะเห็นว่าวิปัสสนุปกิเลส จะมองเรื่องของทุกข์ เรื่องของขันธ์ห้า ที่จะเป็นเชื้อให้เกิดกิเลสได้

สิ่งที่จะช่วยไม่ให้ไปติดกับกิเลสละเอียดเหล่านี้ อย่างแรก คือ สติ อย่างที่สอง คือ ครูบาอาจารย์ หรือกัลยาณมิตรที่มีความรู้ความสามารถ

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเราฟังคำของผู้ใดผู้หนึ่งแล้วเรากลับมาที่คำของพระพุทธเจ้า

เราก็จะมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น จุดประสงค์ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเอาไว้

เหล่าภิกษุรุ่นต่อมาอธิบายเอาไว้เพื่อให้เกิดความคลายความยึดถือ

เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมมะ จึงจะสำเร็จประโยชน์ของการฟังธรรม

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

 

  • [๓๒๘] วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ (อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา, ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ตรุณวิปัสสนา หรือวิปัสสนาอ่อนๆ ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ — im-perfection or defilements of insight)

    ดู [๒๘๕] วิสุทธิ ๗ โดยเฉพาะข้อ ๕ คือ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

    • โอภาส (แสงสว่าง — illumination; luminous aura)
    • ญาณ (ความหยั่งรู้ — knowledge)
    • ปีติ (ความอิ่มใจ — rapture; unprecedented joy)
    • ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น — tranquillity)
    • สุข (ความสุขสบายใจ — bliss; pleasure)
    • อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ, ศรัทธาแก่กล้า, ความปลงใจ — favor; resolution; determination)
    • ปัคคาหะ (ความเพียรที่พอดี — exertion; strenuousness)
    • อุปัฏฐาน (สติแก่กล้า, สติชัด — established mindfulness)
    • อุเบกขา (ความมีจิตเป็นกลาง — equanimity)
    • นิกันติ (ความพอใจ, ติดใจ — delight)
  • อุปกิเลส ๑๖ ประการนี้ได้แก่
    • อภิชฌาวิสมโลภะ – ความโลภแบบที่ว่าอยากได้ไปเสียทุกอย่าง
    • พยาบาท – ความคิดต้องการแก้แค้น
    • โกธะ – ความโกรธ
    • อุปนาหะ – ความผูกโกรธ คือโกรธแบบที่เวลาผ่านไปนานแล้วก็ยังโกรธอยู่ไม่ลดน้อยลง
    • มักขะ – ความลบหลู่คุณท่าน ผมยกตัวอย่างเช่นในครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงเจ้าสุนักขัตตะทราบดีว่าพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นสามารถนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่ความหลุดพ้นได้ จะกล่าวว่าเจ้าสุนักขัตตะไม่มีศรัทธานั้นยังน้อยเกินไปครับ ควรจะกล่าวว่าเจ้าสุนักขัตตะเป็นผู้ลบหลู่คุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ ตามธรรมดาแล้วเมื่อมีผู้ใดที่มีความรู้สูงและเป็นความรู้แท้จริง ทั้งเป็นคนมีคุณธรรมแท้จริง ได้ให้การอบรมความรู้และขัดเกลาอุปนิสัยโดยไม่ปิดบัง ผู้ได้รับการสั่งสอนนั้นที่ถูกควรจะยกย่องผู้สั่งสอนนั้นด้วยความสำนึกในบุญคุณจึงจะเป็นการสมควรครับ เพราะเจ้าสุนักขัตตะไม่ตระหนักถึงคุณของพระบรมศาสดา คนประเภทนี้นั้นย่อมไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในทางธรรมได้เลย
    • ปลาสะ – ยกตนเทียบเท่า คือรับบุญคุณผู้อื่นมา พอมีโอกาสก็ยกตนเองขึ้นมาเสมอกับผู้ให้ความรู้
    • อิสสา – ความริษยาในความสำเร็จอันผู้อื่นได้มาด้วยความพากเพียร
    • มัจฉริยะ – ความตระหนี คือความเป็นผู้ที่เจ็บร้อนอยู่ในการถวายทานแก่ภิกษุ หรือคนยากไร้ หรือให้รางวัลแก่ผู้ช่วยเหลืองานการจนประสบความสำเร็จ อ้างเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อจะไม่ต้องเสียทรัพย์ในเหตุที่สมควรจะยอมเสีย
    • มายา – ความมีมารยา เสแสร้งแกล้งทำ ความเป็นคนลวงโลก
    • สาเถยยะ – ความโอ้อวด แสดงตนว่าเหนือกว่าคนอื่นเสียในทุกๆเรื่อง
    • ถัมภะ – ความหัวดื้อ หมายถึงความหัวดื้อในสิ่งที่ตนเข้าใจผิด เมื่อทราบว่าตัวเองผิดพลาดไปก็บ่ายเบี่ยง อ้างเหตุผลว่าตนไม่ได้ผิด หรือบางทีทำผิดต่อผู้อื่นแล้วไม่ยอมรับว่าผิด บางทีทำผิดไปแล้วอ้างว่าตนเองมีผู้สนับสนุนมากมาย
    • สารัมภะ – ความแข่งดี การแข่งขันกันนั้นบางทีก็เป็นประโยชน์ แต่ไม่ควรให้เกินเลยจนสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น บางทีแข่งขันกันจนคิดถึงขนาดว่าจองล้างกัน หรือใช้วิธีเอาชนะที่ผิดศีลธรรม สาเหตุก็เพราะจิตใจไม่บริสุทธิ์สะอาด
    • มานะ – ความถือตัว ปฏิบัติตนไม่เหมาะสมกับชนทั้งหลายทั้งที่เป็นบิดามารดา ครูอาจารย์ มิตรสหายที่เป็นบัณฑิตมีปัญญา บุตรและภรรยา สมณะ บริวาร ความถือตัวนั้นยังผลให้ผู้ถือตัวจัดนั้นวางตัวไม่เหมาะสมในชนทั้งหลายเหล่านี้
    • อติมานะ – ความดูหมิ่นในผู้ควรปฏิบัติด้วยดี ลบหลู่ผู้มีคุณความดีให้ถึงซึ่งความเสื่อมเสีย
    • มทะ – ความมัวเมา หลงในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งวิจิตรพิสดาร ไม่พิจารณาว่าล้วนไม่เป็นแก่นสาร มียึดเหนี่ยวในคุณธรรมความดี แต่ไปยึดเหนี่ยวในทรัพย์บ้าง ยศบ้าง
    • ปมาทะ – ความเลินเล่อ คือไม่สร้างสมกุศลธรรม เพราะเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรจะต้องทำ
  • อ่าน "วัตถูปมสูตร ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยผ้า" เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
  • อ่าน "สังฆสูตร" เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต