ไม่สั่งสม ก็หมดเชื้อให้ไปต่อ

  • ทำไปด้วยเรียนไปด้วย คือ ธรรมะ
  • เข้าใจว่าจิตเป็นกิริยา ทำหน้าที่สั่งสม เป็นเชื้อให้ยึดถือ
  • จิตถูกหลอกให้ยึดถือ ความยึดถือมีในทุกสิ่ง
  • เข้าใจสภาวะการมีภพ มีตัวตน
  • รู้ทันเห็นตัณหา อุปาทานไม่ทำหน้าที่ จิตก็ไม่สั่งสม สภาวะภพไม่เกิด
  • เข้าใจคำว่าจิต ตัณหา อุปาทาน และเรา(ผู้ข้อง)

 

“นานจริงหนอ, ที่เราถูกจิตนี้ คดโกง ล่อลวง ปลิ้นปลอก จึงเมื่อเราจะยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้วซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสังขาร และซึ่งวิญญาณนั่นเอง. เพราะความยึดถือเป็นต้นเหตุ ภพจึงมีแก่เรา, เพราะภพเป็นต้นเหตุ ชาติจึงมีแก่เรา ,เพราะชาติเป็นต้นเหตุ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดขึ้นพร้อมหน้า. ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.”

พุทธพจน์

 

 

ทำไปด้วยเรียนไปด้วย คือสิกขา คือธรรมะ

 

ข้อดีของธรรมะ มันไปได้ทุกระนาบ ไปได้ในทุกเรื่องราว ที่เราสามารถนำไปใช้งานได้ ไม่ว่าในชีวิตประจำวัน ในทุกๆแห่งที่เราไป ไม่จำเป็นต้องแยกกัน มันไปพร้อมกันทำไปด้วยกัน ทำไปในขณะเดียวกันได้ เรารับรู้ทางหู(ตา…) เข้าสู่ช่องทางคือใจ ตรงวิญญาณ มีการรับรู้ รับรู้แล้วเป็นสัญญา ที่มีการปรุงแต่งไป ปรุงแต่งโดยใช้สมองในการคิด

การคิดนี้ก็เป็นกำลังของสมองที่เราใช้ โดยมีช่องทางคือในใจ ที่เป็นการปรุงแต่งไปในทางกายก็ตาม ไปในทางวาจาก็ตาม เป็นไปในทางใจก็ตาม มันทำงานร่วมกันตรงนี้ จิตใจจะทำอะไรไปในทางภายนอก ก็ต้องใช้กายเป็นเครื่องมือ คือมันต้องมีเครื่องมือ มันจึงคิดนึกปรุงแต่งไปได้

การใช้สมองในการคิดนึก นี่คือมีการใคร่ครวญพิจารณาแล้ว มีการทำไปด้วย มีการฟังไปด้วย มีการอ่าน การดู ทำไปด้วย พร้อมกับที่เรียนรู้ไปด้วย แล้วก็ทำไปด้วย เปรียบเหมือนเด็กฝึกงานต้องเฝ้าดูก่อนว่าอาจารย์ทำอย่างไร แล้วตอนจังหวะที่ทำ ครูก็เข้ามาสอนจับมือทำไปด้วย ทำให้เห็น คือให้ทำเลย ให้ทำเลย ทำผิดบอกเลย ทำถูกเป็นอย่างไง บอกเลยเดี๋ยวนั้น ก็ทำไปด้วย เรียนรู้ไปด้วย

ลักษณะเดียวกัน ธรรมะเป็นอย่างนั้น ต้องทำไปด้วย เรียนรู้ไปด้วยเลย ทำไปเลย ทำแล้วเราจะได้ผลจริง การกระทำตรงนี้จุดประสงค์คือ เพื่อที่จะละตัณหา เพื่อที่จะคลายอวิชชา ให้เพ่งจิตลงไปเหมือนเด็กฝึกงาน เหมือนม้าอาชาไนย

 

ตัณหามีซ่อนอยู่ในทุกสิ่ง ยึดถือแล้ว จิตสั่งสม ก่อเกิด time and space

 

“สิ่งใดมีภาวะเป็นที่รัก สิ่งใดมีภาวะเป็นที่น่ายินดี ตัณหามันจะเกิด ย่อมเกิดในสิ่งนั้น เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในสิ่งนั้น”

พุทธพจน์

 

สิ่งที่เป็นนาม สิ่งที่เป็นรูป สามารถเป็นที่รักที่น่ายินดีได้ทั้งหมด ตัณหาสามารถที่จะเกาะ ที่จะยึด ที่จะติด ที่จะเหนียว ที่จะคืบคลาน ที่จะเกาะได้ทั้งหมดเลย ตัณหาไปได้หมดทุกทาง ความยึดถือของตัณหาที่มันจะไปเกาะเกี่ยวสิ่งต่างๆ เรียกความยึดถือนี้ว่าอุปาทาน ความยึดถือ ทำให้เกิดความเป็นสภาวะขึ้นมา

ความเป็นสภาวะนี้คือภพ มีความเป็นสภาวะ ว่าต้องมีตัว ต้องมีที่ ต้องมีเวลา การที่ต้องมี time and space นั่นคือสภาวะที่เรียกว่าเป็นภพ เป็นตัวตนขึ้นมา มีของฉัน มีของเธอ เป็นตัวเราของเรา

 

แล้วภพมาได้อย่างไร

 

อุปาทานนั่นแหละ ไอ้เจ้าความยึดถือ ไอ้จังหวะที่มันก้าวลงยึดถือนั่นแหละ เพราะตัณหา มีตัณหาอยู่แล้วนะ ตัณหาเป็นเครือข่ายแผ่ไป มันยังไม่ได้ยึดถือ ถ้ามันไม่มีอะไรที่เป็นภาวะที่รักที่ยินดีได้ พอมันมีภาวะเป็นที่รักที่น่ายินดีได้นั่นแหละ มันวูปเลย มันยึดเลย มันหนืดมาเลย มันคืบคลานมาเลย มันเกาะติดเลย ทันทีเลย เกิดเป็นสภาวะเป็นก้อนขึ้นมาทันที รู้สึกว่าเป็นตัวตนขึ้นมาทันที

ใจก็เหมือนกัน ตัณหามันยึดใจ เพราะใจมีสภาวะเป็นที่รักที่น่ายินดีได้ พอมายึดปึ๊ป มันจะมีสภาวะการสั่งสม สภาวะในการสั่งสมนั้นก็จึงเป็นเชื้อให้ไอ้เจ้าตัณหาอุปาทาน คืบคลานต่อไป ยึดต่อไปในเรื่องอื่นๆต่อไปได้ มีทั้งสิ่งที่เป็นราคนุสัย ปฏิฆนุสัย และอวิชชานุสัย

 

จิตนี้คดโกง

 

“จิตนี้คดโกง ล่อลวง ปลิ้นปลอก จึงเมื่อเราจะยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้วซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสังขาร และซึ่งวิญญาณนั่นเอง เพราะความยึดถือเป็นต้นเหตุ ภพจึงมีแก่เรา”

พุทธพจน์

 

จิต หมายถึงกิริยา ทำหน้าที่การสั่งสม สั่งสมของอะไร ก็สั่งสมของบุญและบาป สั่งสมของอนุสัยเพราะว่ามีสภาวะสั่งสมนี่แหละ จึงเรียกว่า จิต

จิตนี้หลอกให้เราเข้าไปยึดถือในขันธ์ทั้ง ๕ ว่าเป็นตัวตนของเรา จิตคือลักษณะหน้าที่ที่มีการเข้าไปสั่งสมของอนุสัย เริ่มมาจากตอนที่อะไรเป็นที่รักที่ยินดี มันเข้าไปยึดถือได้ ยึดถือเมื่อไหร่ จะมีสภาวะของการสั่งสมทันที มันเศร้าหมอง มาตั้งแต่ตอนนั้น

 

แล้วทำไม มันจึงเข้าไปยึดถือ

 

ก็เพราะว่ามีอวิชชา ตัณหามีรากมาจากอวิชชา อวิชชาให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นอาหารให้อวิชชา มันสืบเนื่องกันมาอย่างนี้ พอมีตัณหาแล้ว ก็มีความยึดถือแล้ว มีสภาวะแห่งการสั่งสมแล้ว นั่นล่ะคือ จิต พอมีจิตแล้ว พอมีสภาวะแห่งการสั่งสมแล้ว ไอ้สภาวะแห่งการสั่งสม จึงเป็นเชื้อให้มีการยึดถือต่อไปๆ และต่อไป

ยึดถืออะไร...ก็อะไรเล่าที่มีภาวะเป็นที่รักที่น่ายินดี ก็รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้นแหละ จิตที่มีลักษณะการสั่งสมบุญสั่งสมบาปสั่งสมอนุสัย มันจึงเป็นเชื้อให้ยึดถือต่อไปๆ

แล้วใครที่มายึด… คำว่า “ตัวเราถูกจิตหลอก เราเข้าไปยึดถือ” เราตรงนี้หมายถึง ผู้ที่ข้องอยู่ ศัพท์ที่ใช้คือ สัตต สัตตหมายถึงผู้ที่เข้าไปข้องอยู่ อยู่ด้วยอะไร ข้องด้วยตัณหา ข้องด้วยอุปาทาน ข้องอยู่ในอะไร ข้องอยู่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอะไรเป็นเครื่องมือ ก็มีจิตนั่แหละเป็นเครื่องมือ ที่ทำให้เข้าไปข้องอยู่

จิตนี้มาได้อย่างไร…. ก็มาจากตัณหา อวิชชา มันไปเกาะเกี่ยวยึดถือ ทำให้มีสภาวะแห่งการสั่งสม จึงเป็นจิตขึ้นมา พอมีจิต มีขันธ์ ๕ มีตัณหา อุปาทาน มันก็เลยมีความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา

 

ความยึดถือคลืบคลานไปในทุกสิ่ง เห็นได้ด้วยสติ

 

ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนที่รู้จักดีไปเปลี่ยนอวัยวะ เปลี่ยนใบหน้า หรือเป็นอัลไซเมอร์ เราเห็นถึงสัญญาเก่า เห็นถึงอุปาทานที่มันคลาย มันดับ มันเคลื่อนแล้ว แล้วมันเกิดใหม่แล้ว เราเห็นมั้ย

“ไอ้ตอนที่ความยึดถือหน้าใหม่ มันไม่มี คือหน้าเก่าดับไป เราเห็นมั้ย มันเคลื่นออก เราเห็นมั้ย ความยึดถือมันคืบคลานไป มันเป็นลักษณะของการเกิดดับ ความไม่เที่ยงที่คืบคลานไป เป็นความเกิดดับแบบคืบคลานไป ค่อยๆคืบคลานยึดถือเคลื่อนไป ในใจทั้งหมดของเราเป็นแบบนี้ ไปได้เร็ว ..

..จิตไม่ต่างกัน เพราะมันเหนียว เหนียวด้วยตัณหาอวิชชา เวลามันคืบคลานไปจากการยึดกาย ยึดกายไม่ได้แล้ว ก็ไปยึดทางใจอยู่ ยึดทางใจไม่ได้ ก็ยังยึดใจยึดกายที่เป็นอดีตอยู่

ปัจจุบันยึดไม่ได้แล้ว ตัณหามันยังคืบคลานอยู่ ยึดอยู่ เพื่อนตายไปแล้ว ก็ยังไปยึดถือที่เป็นไปในอดีต ยึดใจที่เป็นไปในอดีต ความยึดถือมันคืบคลาน เคลื่อนไปอย่างนี้ เราเห็นมั้ย ถ้าเราไม่ตั้งสติ เพ่งจ่อเอาไว้ เราจะไม่เห็น”

“เราต้องเห็น อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกวัน เราเห็นความยึดถือเคลื่อนไป เคลื่อนไป นี่คือดับนะ ความยึดถือคืบคลานไปใหม่ นั่นคือเกิดขึ้นนะ เราเห็นมั้ย เราตั้งสติดูให้ดี เราสามารถที่จะเห็นได้ เราสามารถที่จะรู้ได้ ไม่เกินความสามารถของเรา อยู่ที่ว่าเราจะทำมั้ย อยู่ที่ว่าเราจะเพ่งเฉพาะให้มันดี ได้หรือไม่”