ผู้เป็นที่รักที่น่าพอใจ

  • ลักษณะวิธีการบอกสอนของพระพุทธเจ้า
  • ปฏิบัติอย่างไรจะทำให้เป็นคนที่เป็นที่รักที่น่าพอใจ โดยรวบรวมจากที่พระพุทธเจ้าบอกสอนไว้ในพระสูตรต่าง ๆ ในหมวดธรรมของการที่จะทำให้คนเกลียด การที่จะทำให้คนรัก การที่จะสมัครสมานสามัคคีเข้ากันได้

“ก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ประกอบความสงบแห่งจิตในภายใน เป็นผู้ที่ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนข้อปฏิบัติในการอยู่เรือนว่างเปล่า หลีกเร้นอยู่”

 

ครูบาอาจารย์ท่านเคยกล่าวว่า “ถ้าจะทำให้คนเกลียดนั่นไม่ยาก แค่ขอกันบ่อย ๆ ขอตรงนั้นขอตรงนี้ สักแต่ว่าการเป็นผู้ขอมาก เดี๋ยวเค้าก็เกลียดเราเอง…” นี่เป็นลักษณะการบอกสอนอย่างหนึ่งที่ชี้โทษของสิ่งที่ไม่ดีในสิ่งที่คุณทำ

พระพุทธเจ้ามีวิธีบอกสอนอยู่ ๓ อย่าง คือ ชี้ความดีหรืออานิสงน์ให้เห็น ชี้โทษให้เห็น และ ชี้ให้เห็นทั้งสองอย่างรวมกัน

ซึ่งพระพุทธองค์ได้เคยตรัสอธิบายแก่เกสีคนฝึกม้า (เกสีสูตร) ว่า เปรียบฝึกคนกับการฝึกม้าก็เช่นเดียวกัน ม้าบางตัวใช้วิธีฝึกอย่างละมุนละม่อมหมายถึงถึงชี้ให้เห็นอานิสงน์หรือผลของสิ่งที่ดี ๆ ที่ทำ เช่น อานิสงน์ของการให้ทาน แต่บางตัวก็ใช้วิธีรุนแรง ตีมันบ้าง ให้มันอดบ้าง หมายถึงการชี้ให้เห็นโทษ ข้อเสียของสิ่งที่ไม่ดี เช่น ถ้าผิดศีลก็ไปตกนรก นรกเป็นอย่างนี้ ๆ มีกี่ขุมมีกี่ชั้น เป็นเช่นไร ฟังแล้วก็ชวนให้ขนลุก หรือบางตัวก็ใช้ทั้งสองวิธีรวมกัน และถ้าม้าที่ฝึกไม่ได้ก็ฆ่าทั้งเสีย การฆ่าในอริยวินัยนี้คือการไม่ว่ากล่าวตักเตือนอีกต่อไป

ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีละมุนละม่อม ว่าจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไรที่จะทำไม่ให้คนเกลียด ปฏิบัติอย่างไรที่จะทำให้เป็นที่รักที่พอใจของคนเป็นอันมาก โดยรวบรวมจากที่พระพุทธเจ้าบอกสอนไว้ในพระสูตรต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

 

 

  • พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับสีหเสนาบดี (สีหสูตร) เกี่ยวกับอานิสงน์ ๕ ข้อของการให้ทาน ซึ่งมีข้อหนึ่งบอกว่า คนที่ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของคนเป็นอันมาก คือ ผู้ที่ให้ย่อมเป็นที่รักของผู้ที่รับ
  • คนที่ควรจะคบเป็นมิตร ซึ่งการที่จะคบใครสักคนใดคนหนึ่งเป็นเพื่อนเป็นมิตรหรือไม่ เราก็จะต้องมีคุณสมบัติของความที่เป็นที่รักที่น่าพอใจ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ควรคบเป็นมิตร เปรียบเทียบไว้กับบุคคลที่ไม่ควรคบเป็นมิตร ซึ่งมีลักษณะ ๕ อย่าง ดังนี้คือ

     

    • ชอบใช้ให้ผู้อื่นทำงาน.
    • ชอบก่ออธิกรณ์* คือ ชอบก่อเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องขึ้นมา
    • ชอบทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเหล่าพระเถระชั้นครูบาอาจารย์
    • ชอบเที่ยวไกล ๆ และไม่มีจุดหมาย
    • ไม่มีความสามารถในการแสดง ในการชี้ชวน ในการปลุกปลอบ ในการแสดงธรรมให้เกิดความร่าเริงบันเทิงใจ

    ถ้าเผื่อว่าเจอคนแบบนี้ เราไม่ควรคบ แล้วถ้าเราเป็นคนแบบนี้คนอื่นก็คงจะไม่คบเราเช่นกัน แต่ถ้าในทางกลับกันเราไม่เป็นคนตามลักษณะที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ก็จะมีคนรักเรา จะมีคนมาคบหาเราเป็นเพื่อน และพอเจอคนแบบนี้เราก็ยิ่งต้องคบเป็นเพื่อนเลย

    ขยายความคำว่า อธิกรณ์* มาในพระสูตร อธิกรณสูตร มีภิกษุชื่อ กาฬกภิกขุ เป็นผู้ชอบก่ออธิกรณ์เรื่องนั่นเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องบ้าง เรื่องลาภสักการะบ้าง เรื่องข้อปฏิบัติของพระรูปนั้นรูปนี้บ้าง เอามาฟ้องเอามาเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงพูดคุยกันอยู่เรื่อย จึงทำให้ไม่เป็นที่รักของเพื่อน พระุทธเจ้าก็จึงปรารภพระกาฬกะนี้ ได้ตรัสถึงหมวดธรรม ๑๐ อย่างที่จะให้เป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่องของคนอื่น คือ

    • อย่าก่อเรื่อง ต้องเป็นเรื่องที่ต้องทำการระงับ
    • ต้องเป็นผู้ที่ใคร่ในสิกขา กล่าวสรรเสริญคุณของการศึกษาด้วยการปฏิบัติ
    • ไม่มีความปรารถนาลามก กล่าวสรรเสริญคุณการกำจัดความปรารถนาลามก ซึ่งปรารถนาลามกนี้คือ อะไรที่มันไม่เป็นศีลเป็นธรรม อะไรที่มันจะผิดศีลส่อไปในทางที่จะมีอกุศลธรรมเกิดขึ้น
    • เป็นผู้ไม่มักโกรธ กล่าวสรรเสริญการกำจัดความโกรธ อย่าจี๊ดเรื่อย อย่ามีความขัดเคืองอยู่เรื่อย แต่ให้มีเมตตา
    • เป็นผู้ที่ไม่ลบหลู่คุณท่าน คือ เขาทำความดีกันก็ไม่ไปบอกว่า มันไม่ดี เช่น ถ้าเขาเอาอาหารไปถวายพระ ถ้าไปพูดว่าพระพระท่านไม่ฉันหรอก นี้คือ การลบหลู่คุณของเขา ก็อย่าพูดอย่างนั้น เพื่อนจะไม่รัก
    • เป็นผู้ที่ไม่โอ้อวด กล่าวสรรเสริญการกำจัดความโอ้อวด คำว่า โอ้อวด ในที่นี้หมายถึงว่า อวดคุณของตัวเองที่ว่าฉันทำอันนี้ ฉันได้อันนี้ เป็นลักษณะที่แชร์ทางโซเชียลมีเดีย แล้วก็กดไลค์กดแชร์ ซึ่งผิวเผินมาก ไม่ได้รู้จักกันในเบื้องลึกจริง ๆ พอผิวเผินอย่างนี้ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะมาสมานสามัคคีให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มันไม่เป็น ทำได้ยาก เพราะด้วยความที่ดูกันแค่ผิวเผิน ด้วยความที่เป็นคนโอ้อวด แต่ถ้าทำไปความดีสักอย่างใดอย่างหนึ่งมา แล้วมาให้ร่วมอนุโมทนากัน โดยไม่มีจิตใจที่โอ้อวด อันนี้ดี
    • เป็นคนที่ไม่มีมายา คำว่า มายา นี้ หมายถึง มีวาระซ้อนเร้น อย่าให้เป็นอย่างนั้น แต่ให้เป็นคนตรง ๆ กำจัดมายาของตนเองเสีย
    • ไม่เป็นผู้เพ่งเล็งธรรมทั้งหลาย คำว่า เพ่งเล็ง คือ เพ็งโทษ นั่นเอง คอยว่าคนนั่นคนนี้ หรือว่าคอยหาที่จับผิดต่าง ๆ
    • เป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่ เป็ฯผู้ที่ไปทำความเพียรในการอยู่สงบสงัด กล่าวคุณของการหลีกออกเร้น
    • เป็นผู้กระทำการปฏิสันถารได้ ปฏิสันถารให้เขามีความอาจหาญร่าเริงในธรรม

    ถ้าเรามี ๑๐ ข้อนี้ ก็จะสามารถที่จะทำให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ เป็นที่ยกย่อง เป็นที่เสมอกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้เสมอต่อเนื่องกัน โดยเรื่องนี้ได้เปรียบเทียบไว้กับม้าแกลบกับม้าอาชาไนย

    ถ้าม้าแกลบถูกผูกอยู่ที่รางเลี้ยงอาหารและหวังว่าคนเลี้ยงจะมาขัดสีตัว จะนำอาหารชนิดที่ม้าอาชาไนยเขาจะกินเจ้าของเค้าจะไม่ทำอย่างนั้น เพราะเขาเห็นความโอ้อวด เห็นความคด เห็นความไม่ตรงของมัน จะให้เขามาดูแลเหมือนม้าอาชาไนย เขาจะไม่ทำ

    แต่ถ้ามาอาชาไนยจริง ๆ มีความตรง มีความไม่คด มีความไม่โอ้อวด เพ็งเล็งมาในทางที่ดี คนเลี้ยงเขาก็ดูแลอย่างดี ก็เช่นเดียวกัน ให้เรามีคุณธรรมต่าง ๆ เช่นนนี้ จะเป็นที่รักที่พอใจของคนอื่นได้

  • พระพุทธเจ้าปรารภหมู่ภิกษุอยู่กลุ่มหนึ่งที่เมื่อสาวัตถี ที่ทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก เถียงกัน ด่ากัน ว่ากัน อันนี้ไม่ถูก อันนั้นไม่ใช่ จึงได้บอกสอนถึงธรรม ๑๐ ประการที่จะทำให้เป็นผู้ที่มีความรักกัน มีความเคารพกันเป็นที่ที่จะเข้ากันได้ ไม่วิวาทกัน สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ คือ

     

    • เป็นพหูสูต คือ ฟังมาก สั่งสมสุตะได้มาก รู้ธรรมะเยื้อความอะไรต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าสอน ต้องมีความเห็นถูกต้องด้วย ถ้าฟัง จำได้มากแล้วเห็นผิด อันนี้ไม่ใช่ ถ้าฟังจำได้มากแล้วเห็นถูก สามารถบอกสอนได้ อันนี้จะมีคนรักใคร่ จะมีคนเข้ามาสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ แต่ถ้าเห็นผิด ก็จะเป็นที่ที่จะทำให้แตกกันได้ อันนี้ก็ต้องระวัง อย่าดูแค่ผิวเผินว่า เขาฟังมากจำมาก แต่ถ้าเขามีทิฐิผิดแล้ว ซึ่งดูได้จากการที่เขาจะเริ่มแตกกัน ถ้าเริ่มมีการแตกกัน แสดงว่า มีความเห็นผิด
    • ความมีมิตรดี มีเพื่อนดี ให้ดูคนที่แวดล้อม คนที่แวดล้อมเขาเป็นคนดีไหม ถ้าคนดี ๆ เขาเลิกคบ ก็ให้สังเกต จะต้องมีการแตกกัน มีอะไรที่ไม่ดีแน่ แต่ถ้าคนดี ๆ เขายังคบหากันอยู่ อันนี้จะเป็นเหตุที่ทำให้มีการรักใคร่กัน มีความเคารพกัน เป็นที่รักของคนอื่นได้
    • เป็นผู้ที่ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมอันเป็นผู้ที่ให้บอกง่ายได้ยอมรับฟังคำตักเตียนด้วยความเคารพหนักแน่น พูดง่าย ๆ คือ พูดคุยกันรู้เรื่อง
    • เป็นผู้ที่ไม่เกียจคร้าน มีความขยันในกิจการงานของคนอื่น พูดง่าย ๆ คือ ช่วยคนอื่น นั้นเอง
    • เป็นผู้ที่มีความใคร่ในการที่จะฟังอภิธรรมอภิวินัย (อภิธรรมอภิวินัย หมายถึงเรื่องราวเนื้อหาธรรมล้วน ๆ ไม่ได้มีบุคคลสถานที่หรือว่าเวลามาเกี่ยวข้อง
    • เป็นผู้ที่ละอกุศล มีความบากบั้นในเรื่องการเพียรในลักษณะให้จิตของเรามันดีขึ้น มีกุศลธรรมมากขึ้น ในจิตของเรามันมีอกุศลธรรมน้อยลง กิเลสในใจของเราจะลดแน่
    • เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ อันเป็นปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ถ้าไม่เป็นผู้ที่โลภมาก เพ็งเล็งเรื่องปัจจัย ๔ อันนี้จะมีคนรักแน่ จะไม่ได้เป็นภาระกับเพื่อนฟูง
    • เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกข์ด้วยดี เห็นภัยในโทษแม้ที่มีประมาณน้อย คือ รักษาศีลให้ดีนั่นเอง
    • เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง เมื่อมีสติแล้ว สามารถที่จะรักษาตน ไม่พูดสิ่งที่ไม่ดี ไม่พูดคำที่จะให้แตกกัน ก็จะเป็นที่รักของเพื่อฝูงได้
    • เป็นผู้ที่มีปัญญา คือ มีปัญญาที่จะมาชำแรกกิเลส ไม่ใช่ปัญญาในทางโลกที่จะต้องเรียบจบได้ปริญญาหลาย ๆ ใบ แต่เป็นปัญญาที่จะเห็นความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ไม่ได้อยู่สิ่งต่าง ๆ ทำให้อาสวะ ทำให้ความยึดถือมันตั้งอยู่ไม่ได้

     

  • เป็นพระสูตรที่รวบยอดไปเลยของคนที่ถ้าปรารถนาจะให้คนอื่นเขารักเรา เคารพเรา ชอบพอเรา ยกย่องเรา ซึ่งถ้ามีความปรารถนาอย่างนี้ พระพุทธเจ้ารวบไว้ใน อากังขสูตร

     

    “ก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ประกอบความสงบแห่งจิตในภายใน เป็นผู้ที่ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนข้อปฏิบัติในการการอยู่เรือนว่างเปล่า หลีกเร้นอยู่”

    ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ใน ๑๐ ข้อที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหลายก็จะรวมลงที่ตรงนี้ คือ ให้มีศีล มีการสำรวมในปาติโมกข์ ทำความสงบในใจ พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้จะเป็นที่รักที่ชอบใจของคน เพราะ มันจะไม่มีวาจาที่จะพูดให้แตกกัน ไม่มีวาจาที่มันจะทำให้ขัดเคืองกัน ซึ่งอะไรที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้ออกกมาจากวาจา ก็คือ ใจที่มีความคด มีความมักโกรธ มีความไม่ตรง มีมายา วาจาที่พูดออกมาก็ทิ่มแทงกัน

  • องค์ของผู้ที่ควรครบไว้ (มิตตสูตร (๕๗๕)) ใครก็ตามที่ให้สิ่งที่ ให้ได้ยาก ใครก็ตามที่ช่วยทำในสิ่งที่ช่วยทำได้ยาก ใครก็ตามที่อดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก คน ๆ นี้ควรคบเป็นมิตร

     

    “ถ้าเขาให้สิ่งที่ให้ได้ยาก ในขณะขอ รักมากหวงมาก แล้วให้ได้ อันนี้เป็นคนดีมาก คือ ไม่ใช่ว่าเอาการขอไปเป็นการทดสอบ เพราะถ้าขอเขาจะเกลียดได้ แต่ถ้าขอแล้วเขายังให้ได้ ให้สิ่งที่ยังรักได้ อันนี้ควรคบไว้ ช่วยทำในสิ่งที่ช่วยทำได้ยาก อดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก ถ้าเจอคนแบบนี้ให้รีบคบเลย”

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

 

  • อ่าน "สีหสูตร" เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
  • อ่าน "ภัณฑนสูตร" เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
  • อ่าน "อากังขสูตร" เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
  • อ่าน "อธิกรณสูตร" เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
  • อ่าน "ทานานิสังสสูตร" เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

    [๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์แห่งการให้ทาน ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
    ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนหมู่มาก ๑
    สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาผู้ให้ทาน ๑
    กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรทั่วไป ๑
    ผู้ให้ทานย่อมไม่ห่างเหินจากธรรมของคฤหัสถ์ ๑
    ผู้ให้ทานเมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์แห่งการให้ทาน ๕ ประการนี้แล ฯ

    ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก ชื่อว่าดำเนินตามธรรมของสัปบุรุษ สัปบุรุษผู้สงบผู้สำรวมอินทรีย์ ประกอบพรหมจรรย์ ย่อมคบหาผู้ให้ทานทุกเมื่อ สัปบุรุษเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา เขาได้ทราบชัดแล้ว ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ปรินิพพานในโลกนี้ ฯ

    จบสูตรที่ ๕

  • อ่าน "มิตตสูตร" เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

    [๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ไม่ควรคบเป็นมิตร ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุย่อมใช้ให้ทำการงาน ๑ ย่อมก่ออธิกรณ์ ๑ ย่อมเป็นผู้โกรธตอบต่อภิกษุผู้เป็นประธาน ๑ ย่อมประกอบการจาริกไปในที่ไม่ควรตลอดกาลนาน ๑ เป็นผู้ไม่สามารถเพื่อยังภิกษุให้เห็นแจ้งให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถาโดยกาลสมควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควรคบเป็นมิตร ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ควรคบเป็นมิตรธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุย่อมไม่ใช้ให้ทำการงาน ๑ ไม่ก่ออธิกรณ์ ๑ ไม่โกรธตอบต่อภิกษุผู้เป็นประธาน ๑ ไม่ประกอบการจาริกในที่ไม่ควรตลอดกาลนาน ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อยังภิกษุให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถาโดยกาลสมควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ควรคบเป็นมิตร ฯ

    จบสูตรที่ ๖

  • อ่าน "มิตตสูตร" เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

    [๕๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มิตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ควรคบไว้องค์ ๓ เป็นไฉน คือ
    ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก ๑
    ช่วยทำสิ่งที่ทำได้ยาก ๑
    อดทนสิ่งที่ทนได้ยาก ๑

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย มิตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล ควรคบไว้ ฯ

  • อ่าน "มิตตสูตร ว่าด้วยการอนุเคราะห์มิตร" เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

    [๑๗๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เธอทั้งหลายจะพึงอนุเคราะห์ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งและชนเหล่าใดจะเป็นมิตร อมาตย์ ญาติหรือสาโลหิตก็ตาม จะพึงสำคัญถ้อยคำว่าเป็นสิ่งที่ตนควรเชื่อฟังชนเหล่านั้น เธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ประดิษฐานอยู่ในการตรัสรู้อริยสัจ ๔ตามความเป็นจริง อริยสัจ ๔ เป็นไฉน? คือ ทุกขอริยสัจ ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจก็เธอทั้งหลายจะพึงอนุเคราะห์ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ... ชนเหล่านั้น เธอทั้งหลายพึงให้สมาทานให้ตั้งมั่น ให้ประดิษฐานอยู่ในการตรัสรู้อริยสัจ ๔ เหล่านี้แลตามความเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลายเพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

  • อ่าน "อมิตตภิกขุ"

    ภิกษุ ท. ! มิตรที่เป็นภิกษุ ที่ประกอบด้วยลักษณะห้าอย่างเหล่านี้ เป็นคนที่ใคร ๆ ไม่ควรคบ. ห้าอย่างอะไรกันเล่า ? ห้าอย่างคือ :-
    (๑) ภิกษุนั้น ชอบใช้ให้ผู้อื่นทำงาน.
    (๒) ภิกษุนั้น ชอบก่ออธิกรณ์.
    (๓) ภิกษุนั้น ทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเหล่าพระเถระชั้นครูบาอาจารย์.
    (๔) ภิกษุนั้น ชอบเที่ยวไกล ๆ และไม่มีจุดหมาย.
    (๕) ภิกษุนั้น ไม่มีความสามารถในการแสดง, ในการชี้ชวน, ในการปลุกปลอบ, ในการเร้าให้เกิดความบันเทิง, ด้วยธรรมีกถา  ตามเวลาอันสมควร.

    ภิกษุ ท. ! มิตรที่เป็นภิกษุ ที่ประกอบด้วยลักษณะห้าอย่างเหล่านี้แล เป็นคนที่ใคร ๆ ไม่ควรคบ.