ฆราวาสสามารถบรรลุอรหันต์ได้หรือไม่

  • คำว่า "อรหันต์" ในความหมายที่หนึ่ง คือ ผู้ไม่พ่ายแพ้ชนะแล้วต่อกิเลส และความหมายที่สอง คือ เป็นผู้ที่ไกลแล้วจากกิเลสที่อยู่ในจิตในกายของเรา
  • ฆราวาสที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสามารถจะบรรลุ ความที่ไกลจากกิเลส(อรหันต์)ในจิตของตน ๆ นั้นได้ เพราะจิตนั้นไม่ได้มีผู้ชาย ผู้หญิง ไม่มีสถานภาพ เด็กหรือผู้ใหญ่
  • ทุกข์ ต้องกำหนดรู้ ตัณหา ต้องละ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางหลักเป็นมรรค ที่เราปฏิบัติได้ทันที ย่อลงไปคือ สมถะวิปัสสนา ย่อไปลงไปอีกก็คือ สติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า สตินี้เป็นอธิบดี มีความเป็นใหญ่ในการที่จะนำมาซึ่งสมาธิ วิปัสสนา เห็นตามที่เป็นจริง ก็จะสามารถวางสังโยชน์ เครื่องร้อยรัดต่างๆ ได้
  • ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านประกาศคำสอนไม่ได้เพื่อให้เกิดการแบ่งแยก แต่เพื่อที่จะให้เกิดการปฏิบัติที่จะพ้นทุกข์ได้

 

คำถาม :บุคคลธรรมดาจะสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่? และถ้าทำได้วิธีการหรือการปฏิบัตินั้นจะเป็นอย่างไร?

 

จาก คุณปลา ทาง Facebook Fan page

 

คำตอบ :

 

คำว่า "อรหันต์" ในความหมายที่หนึ่ง คือ ผู้ไม่พ่ายแพ้ ชนะแล้ว ต่อกิเลส และความหมายที่สอง คือ เป็นผู้ที่ไกลแล้ว จากกิเลสที่อยู่ในจิตในกายของเรา

ในสมัยพุทธกาล ก็มีคนธรรมดาที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ยังไม่ได้ทันบวช เลย คือ ท่านพระยสกุลบุตร เป็นบุตรชายของมหาเศรษฐีที่เดินออกประตูเรือนมาด้วยรองเท้าทองคำในงานวันเกิดที่พ่อจัดให้อย่างยิ่งใหญ่ เพราะเห็นความวุ่นวาย ความไม่สงบ แล้วรำพึงรำพันกับตัวเองว่า"ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้อง" พอพระพุทธเจ้าได้ยินจึงเชื้อเชิญมาด้วยคำว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง" จิตเลยน้อมไปฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้า ฟังแล้วมีความจับใจมากก็บรรลุธรรมขั้นแรก ฟังครั้งสองมีความจับใจมาก ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงได้ขอพระพุทธเจ้าอุปสมบท

ฆราวาสที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบสามารถจะบรรลุ ความที่ไกลจากกิเลส...ในจิตของตน ๆ นั้นได้ เพราะจิต นั้นไม่ได้มีผู้ชาย ผู้หญิง ไม่มีสถานภาพ เด็กหรือผู้ใหญ่

 

และถ้าทำได้วิธีการหรือการปฏิบัตินั้นจะเป็นอย่างไร?

 

ต้องมีความเข้าใจในอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ ต้องกำหนดรู้ ตัณหา ต้องละ ...ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางหลัก เป็นมรรค ที่เราปฏิบัติได้ทันที ย่อลงไปก็คือ สมถะ วิปัสสนา ย่อไปลงไปอีก ก็คือ สติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า สตินี้เป็นอธิบดี มีความเป็นใหญ่ในการที่จะนำมาซึ่งสมาธิ วิปัสสนา เห็นตามที่เป็นจริง ก็จะสามารถวางสังโยชน์ เครื่องร้อยรัดต่างๆ กิเลสก็จะค่อยๆ คลายไป ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยการทำ การปฏิบัติ ที่เป็นไปในทางกาย วาจา และใจ การปฏิบัตินี้ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ที่โรงเรียน ที่วัด การปฏิบัตินี้ทั้ง ในการเดิน ยืน นั่ง และนอน การปฏิบัตินี้ ทำได้แม้กระทั้งตอนที่อยู่คนเดียวและพูดกับคนอื่นไปด้วย ต้องปฏิบัติ เราจึงจะทำความไกลจากกิเลสให้เกิดขึ้นในจิตของเราได้

บางคนบอกว่า ถ้าฆราวาสเป็นอรหันต์แล้วจะต้องอยู่ได้แค่ ๗ วัน ...พระอรหันต์ไม่กลัวตาย ที่กลัวตายนั่นมันกิเลส เมื่อเรากำจัดกิเลสให้มันไกลออกไปจากเราได้ ก็มีจิตใจที่บริสุทธิ์ และใจที่บริสุทธิ์ ต้องมีกายที่เป็นฐาน รักษาให้ดี ด้วยการมีศีล ๘

 

คำถาม : ตนเองได้นับถือศาสนาอิสลามมาก่อน และเมื่อได้ศึกษาพุทธศาสนาแล้ว ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และคิดอยากบวช แต่มีปัญหาอยู่ว่าพ่อแม่ไม่อนุญาตให้บวช จะทำอย่างไร?

 

จาก Facebook Fan page

 

คำตอบ :

 

ท่านพระสารีบุตร ก็มีมารดาที่ไม่ได้นับถือในคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ตอนที่พระสารีบุตรบวชนั้นกฎนี้ยังไมได้ออก แต่ภายหลังกฎนี้ออกมาก็มีน้องชายของพระสารีบุตร คือ สามเณรเรวัตตะ แม่ก็ไม่ได้อนุญาตให้บวชเช่นกัน แต่พระสารีบุตรที่เป็นผู้ปกครองของสามเณรเรวัตตะ เป็นผู้อนุญาต

ถ้าหากเราไม่มีญาติที่จะมาอนุญาตในเรื่องนี้ ให้เราหาพระอุปัชฌาย์ ก็จะสามารถบวชได้

ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านประกาศคำสอนไม่ได้เพื่อให้เกิดการแบ่งแยก แต่เพื่อที่จะให้เกิดการปฏิบัติที่จะพ้นทุกข์ได้ ในสมัยก่อนแม้แต่พราหมณ์เองที่เขานับถือในทางอื่น ๆ เขาก็ยังประกาศตนเป็นอุบาสก อุบาสิกา หรือปริพาชก ชื่อ สัจจนิครน ที่มีทิฐิเป็นอย่างอื่น ก็ยังประกาศตนเป็นอุบาสกได้ มีการนับถือ รักษาศีล มีสัมมาวาจา มีการทำสมาธิ ได้

คำสอนของพุทธ คือ ข้อปฏิบัติ มันไม่ได้เป็นรูปแบบของพิธีกรรม พระพุทธเจ้าประกาศไว้แต่รูแบบของการปฏิบัติเท่านั้นไม่ได้พูดถึงพิธีกรรมอะไร ซึ่งพิธีกรรมนั้นจะเน้นเฉพาะพระสงฆ์เท่านั้นเอง

 

คำถาม : มีผู้มาโจทย์ว่าพระภิกษุฉันเพลนี้เป็นอาบัติ ข้อนี้เป็นความจริงอย่างไร?

 

จาก Website : Puredhamma.com

 

คำตอบ :

 

จากการศึกษาในพระสูตรต่างๆ ชาวบ้านในสมัยจะรับประทานอาหาร ๓ เวลา คือ ในเวลาเช้า ล่วงกาล และ ราตรี คำว่า "ล่วงกาล" ครูบาอาจารย์ตีความว่า "หลังเที่ยง" ส่วนราตรี คือพระอาทิตย์ตกดิน ถ้าเราตีความตรงนี้ผิด ก็คิดว่ามื้อที่สอง เป็นเวลาวิกาลแล้ว ถ้าตีความแบบนี้ก็จะเป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าตีความว่าวิกาล นี้คือ หลัง ๑๒.00 น. เหมือนที่ครูบาอาจารย์ท่านได้ตีความไว้ ก็จะไม่มีเรื่องอะไรที่มาโจทย์กัน

เรื่องการรับประทาน อย่างไรก็ตาม ต่อให้รับประทานมื้อเดียว ถ้ากินเพื่อเล่นเพื่อมัวเมา ถ้ากินเพื่อประดับเพื่อตกแต่ง ถ้ากินเพื่อความสวย ความงาม..ผิด.. ผิด..ผิด ต้องอาบัติหมดเลย

การตีความ คำว่า วิกาล นั้นขึ้นอยู่กับว่าหมู่สงฆ์ ตกลงกันอย่างไร