คนฉลาดคิดฉลาดพูด

HIGHLIGHTS:

  • คนฉลาดพูดสามารถทำให้ผู้มุ่งร้ายเปลี่ยนกลับมาอ่อนน้อมได้
  • ฉลาดพูดด้วยจิตใจที่มีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา
  • ธรรมบท ๓ เรื่อง ๓ ตัวอย่างของคนที่ฉลาดคิดฉลาดพูด
  • ลักษณะของการฉลาดคิดฉลาดพูดเป็นอย่างไรและทำอย่างไร

บทคัดย่อ

 

“ทานนี้ ข้าพระองค์ชักชวนมหาชนร่วมถวาย พวกมนุษย์ที่ข้าพองค์ชักชวนให้มากก็มีให้น้อยก็มีตามกำลังของตนๆ ขอผลอันไพศาลจึงมีแก่มหาชนเหล่านั้นทั้งหมด

 

คำพูดอย่างนี้ที่จะออกมาจากปากของเขาได้ นี่คือความฉลาดพูด ก็เกิดมาจากการที่เขาฉลาดคิดนั่นเอง ความคิดของเขามีความฉลาด การกระทำทางกายของเขามีความฉลาด ทำให้คำพูดออกมามีความฉลาด ฉลาดจากธรรมะที่เขามีอยู่ในใจ พอคนมีธรรมะอยู่ในใจ มีธรรมะอยู่ในวาจา มีธรรมะอยู่ในกาย เป็นความฉลาดคิด เป็นความฉลาดพูด เป็นความฉลาดทำ ธรรมะที่เขารักษาเอาไว้ ในกายวาจาใจธรรมะนั้นก็รักษาตัวเขา

บัญฑิต หมายถึง คนฉลาด ซึ่งลักษณะของคนฉลาดคิด เขาจะไม่คิดเรื่องที่เป็นอกุศล ไม่คิดเรื่องที่จะไปตำหนิคนอื่น จากตัวอย่างในที่นี้ บัณฑิตเป็นผู้ฉลาดคิดในการที่จะบอกบุญผู้อื่น ฉลาดคิดด้วยในการที่เมื่อผู้อื่นไม่ให้แล้ว ก็ไม่ได้ติฉินนินทาหรือให้น้อยก็ไม่ได้ด่าว่าตระหนี่ แต่ฉลาดคิดที่จะให้เขาได้มีผลมีอานิสงส์ในทานแม้น้อยที่เขากระทำนั้น ซึ่งเป็นการฉลาดนั้นการกระทำด้วย

คนที่มีธรรมะอย่างบัณฑิตนี้ที่มาชักชวนคนให้ทาน มีความคิดที่จะสั่งสมสร้างบุญ ตัวเองทำด้วย ชักชวนคนอื่นด้วย ด้วยความคิดที่ถูก ทำให้คำพูดที่ออกมาของเขาเป็นคำพูดที่เป็นบุญเป็นกุศล เป็นคำพูดที่ฉลาดพูด จังหวะที่เขากราบทูลพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการสรุปกิจกรรมในการให้ทานในวันนี้ จึงได้กล่าวว่า “ทานนี้ ข้าพระองค์ชักชวนมหาชนถวาย พวกมนุษย์ที่ข้าพองค์ชักชวนให้ข้าวสารมากก็มี ให้น้อยก็มีตามกำลังของตน ๆ ขอผลอันไพศาลจึงมีแก่มหาชนเหล่านั้นทั้งหมด” คำพูดอย่างนี้ที่จะออกมาจากปากของเขาได้ นี่คือความฉลาดพูด ก็เกิดมาจากการที่เขาฉลาดคิดนั่นเอง ความคิดของเขามีความฉลาด ทำพูดอย่างนี้ที่จะออกมาจากปากของเขาได้ นี่คือความฉลาดพูด ก็เกิดมาจากการที่เขาฉลาดคิดนั่นเอง ความคิดของเขามีความฉลาด การกระทำทางกายของเขามีความฉลาด ทำให้คำพูดออกมามีความฉลาด ฉลาดจากธรรมะที่เขามีอยู่ในใจ พอคนมีธรรมะอยู่ในใจ มีธรรมะอยู่ในวาจา มีธรรมะอยู่ในกาย เป็นความฉลาดคิด เป็นความฉลาดพูด เป็นความฉลาดทำ ธรรมะที่เขารักษาเอาไว้ ในกายวาจาใจธรรมะนั้นก็รักษาตัวเขา จากเศรษฐีตีนแมวที่คิดมุ่งร้าย จะมาฆ่าบัญฑิตผู้นี้ให้ตายถ้าแม้เมื่อบัญฑิตผู้นี้เอ่ยชื่อ แต่เมื่อได้ยินบัญฑิตผู้นี้กล่าวขึ้นอย่างนี้แล้ว จึงมีความสลดสังเวช ซึ่งความสลดสังเวชในที่นี้หมายความว่า เขาต้องแก้ไขปรับปรุงตัวเองอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ทำไม่แก้ไขแย่แน่นอน ความร้อนใจมันเกิดขึ้น คามร้อนใจที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เศรษฐีถึงกับกราบลงขอโทษแก่บัณฑิตนี้

ความฉลาดพูดนี้คือ พูดตรงไปตรงมา หมายความว่า ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดให้มีความสมัครสมานสามัคคีกัน พูดไปแล้วเขาจะสบายใจ นี่คือฉลาดพูด มันไม่เหมือนกับพูดตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้นหมด ซึ่งคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้นหมด ซึ่งบางทีก็ทำให้เกิดความขัดเคือง ถ้าเราคิดอะไรที่ตรงเกินไป ดังนั้นฉลาดพูดในที่นี้ ไม่ใช่ว่าพูดมันทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องที่พูดไปแล้วถ้าจะให้เขาเคือง จะให้จิตเขาหลุดจากสมาธิ จะให้เขาแตกจากคนฝ่ายนั้น มันกลายเป็นเวลาส่อเสียด มันกลายเป็นเวลาหยาบ เวลาหยาบนี้บางทีมันฟังดูมีภาษาสละสลวยแต่ฟังแล้วมันบาดลึก มันเกิดความแค้นเจ็บใจ เป็นความจริงก็ตามที เป็นความจริงพูดแล้วเขาขัดเคืองเป็นวาจาหยาบ เป็นมิจฉาวาจา ไม่ฉลาดพูด แต่ถ้าเราจะฉลาดพูดให้พูดในลักษณะที่ไม่โกหก พูดคำจริง แต่ถ้าพูดคำจริงแล้วเขาจะเคือง ก็ต้องรู้เวลาที่เหมาะสมที่จะพูด รู้เวลาเหมาะสมที่จะกล่าว บางเรื่องบางราวไม่ควรจะกล่าวก็ได้ กล่าวแล้วเขาจะเคือง กล่าวแล้วเขาจะจัดใจ กล่าวแล้วเขาจะแตกจากคนนั้น นั้นเป็นวาจาหยาบ วาจาส่อเสียดก็ไม่ควรพูด ไม่ใช่ว่าพูดตรงไปตรงมาแล้วพูดหมด นี้คือฉลาดแค่ ๑ ใน ๔ คือ พูดวาจาที่ไม่โกหกแต่ว่าไปพูดวาจาหยาบคาย พูดวาจาส่อเสียด ถึงแม้จะเป็นความจริงก็ตาม จึงจะต้องให้เป็นไปในเรื่องของสัมมาวาจาทั้งหมดจึงจะเป็นคนฉลาดพูด ฉลาดคิดด้วย ฉลาดพูดด้วย ดังตัวอย่างของบัณฑิตในที่นี้ และในเรื่องคนฉลาดที่รู้จักรักษาสิ่งที่มี รู้จักรักษาตน ดังตัวอย่างของคนที่ฉลาดคิดฉลาดพูดที่นำมาให้ฟังในธรรมบท ๓ เรื่อง

 

“...ตัวเราเอง เราต้องฉลาดในการที่จะคิด ฉลาดในการที่จะพูด ฉลาดในการที่จะทำ ถ้าฉลาดอย่างนี้แล้วจะรักษาตัวเองได้ รักษาตัวเองได้ปลอดภัยแล้ว รักษาคนรอบตัวก็ได้ด้วย...เราจะให้เกิดความฉลาดต้องปฏิบัติตามมรรค ๘ แนวทางวิธีการปฏิบัติพระพุทธเจ้าให้ไว้แล้ว ให้เราเอามาทำ ให้เราเอามาปฏิบัติจะเกิดความดีความงามในชีวิตของเราในตลอดศักราชนี้ ในตลอดเวลาที่เหลืออยู่ได้แน่นอน”

 

เรื่องเศรษฐีตีนแมว

 

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน วันหนึ่งชาวเมืองสาวัตถีพากันถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระศาสดาทรงทำอนุโมทนา ตรัสอย่างนี้ว่า

"อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานด้วยตน แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น, เขาย่อมได้โภคสมบัติ แต่ไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ, บางคนไม่ให้ทานด้วยตน ชักชวนแต่คนอื่น, เขาย่อมได้บริวารสมบัติ แต่ไม่ได้โภคสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ; บางคนไม่ให้ทานด้วยตนด้วย ไม่ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติไม่ได้บริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ; เป็นคนเที่ยวกินเดน บางคนให้ทานด้วยตนด้วย ชักชวนคนอื่นด้วย, เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ ในที่แห่งตนเกิดแล้วๆ."

ครั้งนั้น บัณฑิตบุรุษผู้หนึ่งฟังธรรมเทศนานั้นแล้ว คิดว่า "โอ! เหตุนี้น่าอัศจรรย์ บัดนี้ เราจักทำกรรมที่เป็นไปเพื่อสมบัติทั้งสองอย่าง" จึงกราบทูลพระศาสดาในเวลาเสด็จลุกไปว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรุ่งนี้ ขอพระองค์จงทรงรับภิกษาของพวกข้าพระองค์."

พระศาสดา. ก็ท่านมีความต้องการด้วยภิกษุสักเท่าไร ?

บุรุษ. ภิกษุทั้งหมด พระเจ้าข้า.

พระศาสดาทรงรับแล้ว.

แม้เขาก็เข้าไปยังบ้าน เที่ยวป่าวร้องว่า "ข้าแต่แม่และพ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้, ผู้ใดอาจถวายแก่ภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่าใด, ผู้นั้นจงให้วัตถุต่างๆ มีข้าวสารเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่อาหารมียาคูเป็นต้น เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น, พวกเราจักให้หุงต้มในที่แห่งเดียวกันแล้วถวายทาน"

ทีนั้น เศรษฐีคนหนึ่งเห็นบุรุษนั้นมาถึงประตูร้านตลาดของตน ก็โกรธว่า "เจ้าคนนี้ ไม่นิมนต์ภิกษุแต่พอ (กำลัง) ของตน ต้องมาเที่ยวชักชวนชาวบ้านทั้งหมด (อีก)" จึงบอกว่า "แกจงนำเอาภาชนะที่แกถือมา" ดังนี้แล้ว เอานิ้วมือ ๓ นิ้วหยิบ ได้ให้ข้าวสารหน่อยหนึ่ง ถั่วเขียว ถั่วราชมาษก็เหมือนกันแล.

ตั้งแต่นั้น เศรษฐีนั้นจึงมีชื่อว่าพิฬาลปทกเศรษฐี (เศรษฐีตีนแมว) แม้เมื่อจะให้เภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น ก็เอียงปากขวดเข้าที่หม้อ ทำให้ปากขวดนั้นติดเป็นอันเดียวกัน ให้เภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้นไหลลงทีละหยด ๆ ได้ให้หน่อยหนึ่งเท่านั้น.

อุบาสกทำวัตถุทานที่คนอื่นให้โดยรวมกัน แต่ได้ถือเอาสิ่งของที่เศรษฐีนี้ให้ไว้แผนกหนึ่งต่างหาก เศรษฐีนั้นเห็นกิริยาของบัณฑิตนั้นแล้ว คิดว่า "ทำไมหนอ เจ้าคนนี้จึงรับสิ่งของที่เราให้ไว้แผนกหนึ่ง?" จึงส่งคนของตนตามไปดูบัณฑิตนั้น บัณฑิตกล่าวว่า "ขอผลใหญ่จงมีแก่เศรษฐี" ดังนี้แล้วใส่ข้าวสาร ๑-๒ เมล็ด เพื่อประโยชน์แก่ยาคู ภัต และขนม ใส่ถั่วเขียวถั่วราชมาษบ้าง หยาดน้ำมันและหยาดน้ำอ้อยเป็นต้นบ้าง ลงในภาชนะทุกๆ ภาชนะ เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า "หากเจ้าคนนั้นจักกล่าวโทษเราในท่ามกลางบริษัทไซร้ พอมันเอ่ยชื่อของเราขึ้นเท่านั้น เราจักประหารมันให้ตาย" ในวันรุ่งขึ้น จึงเหน็บกฤชไว้ในระหว่างผ้านุ่งแล้ว ได้ไปยืนอยู่ที่โรงครัว

บัณฑิตบุรุษนั้นเลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ชักชวนมหาชนถวายทานนี้ พวกมนุษย์ข้าพระองค์ชักชวนแล้วในที่นั้น ได้ให้ข้าวสารเป็นต้นมากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังของตน ขอผลอันไพศาลจงมีแก่มหาชนเหล่านั้นทั้งหมด"

เศรษฐีได้ยินคำนั้นแล้ว คิดว่า "เรามาด้วยตั้งใจว่า ‘พอมันเอ่ยชื่อของเราขึ้นว่า เศรษฐีชื่อโน้นถือเอาข้าวสารเป็นต้นด้วยหยิบมือให้, เราก็จักฆ่าบุรุษนี้ให้ตาย’, แต่บุรุษนี้ทำทานให้รวมกันทั้งหมด แล้วกล่าวว่า ‘ทานที่ชนเหล่าใดตวงด้วยทะนานเป็นต้นแล้วให้ก็ดี, ทานที่ชนเหล่าใดถือเอาด้วยหยิบมือแล้วให้ก็ดี, ขอผลอันไพศาล จงมีแก่ชนเหล่านั้นทั้งหมด’, ถ้าเราจักไม่ให้บุรุษเห็นปานนี้อดโทษไซร้, อาชญาของเทพเจ้าจักตกลงบนศีรษะของเรา"

เศรษฐีนั้นหมอบลงแทบเท้าของ บัณฑิตนั้นแล้วกล่าวว่า "นาย ขอนายจงอดโทษให้ผมด้วย" และถูกอุบาสกนั้นถามว่า "นี้อะไรกัน?" จึงบอกเรื่องนั้นทั้งหมด.

พระศาสดาทรงเห็นกิริยานั้นแล้ว ตรัสถามเรื่องราวทั้งหมด จึงตรัสว่า "อุบาสก ขึ้นชื่อว่าบุญ อันใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘นิดหน่อย,’ อันบุคคลถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเช่นเราเป็นประธานแล้ว ไม่ควรดูหมิ่นว่า ‘เป็นของนิดหน่อย’ ด้วยว่า บุรุษผู้บัณฑิตทำบุญอยู่ย่อมเต็มไปด้วยบุญโดยลำดับแน่แท้ เปรียบเหมือนภาชนะที่เปิดปากย่อมเต็มไปด้วยน้ำ ฉะนั้น" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

 

มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส        น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินฺทุนิปาเตน        อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
อาปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส        โถกํ โถกํปิ อาจินํ.

 

บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า ‘บุญมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง’ แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมา (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด,ธีรชน (ชนผู้มีปัญญา) สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญได้ฉันนั้น.

➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺

 

เรื่องพ่อค้าหลีกหนทางอันตราย

 

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพ่อค้ามีทรัพย์มากนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ เดินทางร่วม "เราจะไปสู่ที่ชื่อโน้นเพื่อค้าขาย พระผู้เป็นเจ้าเหล่าใดประสงค์จะไปสู่ที่นั้น ขอนิมนต์พระผู้เป็นเจ้าเหล่านั้นจงออกไป จักไม่ลำบากด้วยภิกษาในหนทาง"

ภิกษุ ๕๐๐ รูปฟังคำนั้นแล้ว ได้เดินทางไปกับพ่อค้านั้น โจรแม้เหล่านั้นได้ข่าวว่า "ได้ยินว่า พ่อค้านั้นออกไปแล้ว" ได้ไปซุ่มอยู่ในดง ฝ่ายพ่อค้าไปแล้ว ยึดเอาที่พักใกล้บ้านแห่งหนึ่งที่ปากดง จัดแจงโคและเกวียนเป็นต้นสิ้น ๒-๓ วัน และถวายภิกษาแก่ภิกษุเหล่านั้นเป็นนิตย์เทียว

พวกโจร เมื่อพ่อค้านั้นล่าช้าอยู่ จึงส่งคนไปสืบดู เขาได้ถามสหายคนหนึ่งว่า "พ่อค้าจักออกไปเมื่อไร" สหายนั้นตอบว่า "โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน" ดังนี้แล้วกล่าวว่า "ก็ท่านถามเพื่ออะไร ?"

ทีนั้น คนของโจรนั้นบอกแก่สหายนั้นว่า "พวกข้าพเจ้าเป็นโจร ๕๐๐ ซุ่มอยู่ในดงเพื่อต้องการพ่อค้านั่น."

ฝ่ายสหายคิดว่า "เราจักห้ามพวกโจรหรือพ่อค้าดีหนอ?" ตกลงใจว่า "ประโยชน์อะไรของเราด้วยพวกโจร, ภิกษุ ๕๐๐ รูปอาศัยพ่อค้าเป็นอยู่ เราจักให้สัญญาแก่พ่อค้า" แล้วได้ไปสู่สำนักของพ่อค้านั้น ถามว่า "ท่านจักไปเมื่อไร" พ่อค้าตอบว่า ในวันที่ ๓" กล่าวว่า "ท่านจงทำตามคำของข้าพเจ้า ได้ยินว่าพวกโจร ๕๐๐ ซุ่มอยู่ในดงเพื่อต้องการตัวท่าน ท่านอย่าเพิ่งไปก่อน."

พ่อค้า. ท่านรู้อย่างไร ?

บุรุษสหาย. เพื่อนของข้าพเจ้ามีอยู่ในระหว่างพวกโจรเหล่านั้น ข้าพเจ้ารู้เพราะคำบอกเล่าของเขา

พ่อค้า. ถ้าเช่นนั้น ประโยชน์อะไรของเราด้วยการไปจากที่นี้ เราจักกลับไปเรือนละ

เมื่อพ่อค้านั้นชักช้า บุรุษที่พวกโจรเหล่านั้นส่งมาอีก มาถึงแล้ว ถามสหายนั้น ได้ฟังความเป็นไปนั้นแล้ว ไปบอกแก่พวกโจรว่า "ได้ยินว่า พ่อค้าจักกลับคืนไปเรือนทีเดียว." พวกโจรฟังคำนั้นแล้ว ได้ออกจากดงนั้นไปซุ่มอยู่ริมหนทางนอกนี้ เมื่อพ่อค้านั้นชักช้าอยู่ โจรเหล่านั้นก็ส่งบุรุษไปในสำนักของสหายแม้อีก, สหายนั้นรู้ความที่พวกโจรซุ่มอยู่ในที่นั้นแล้ว ก็แจ้งแก่พ่อค้าอีก.

พ่อค้าคิดว่า "แม้ในที่นี่ ความขาดแคลน (ด้วยอะไรๆ) ของเราก็ไม่มี, เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักไม่ไปข้างโน้น ไม่ไปข้างนี้, จักอยู่ที่นี่แหละ" ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนักของภิกษุทั้งหลาย

เรียนว่า "ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า พวกโจรประสงค์จะปล้นผม ซุ่มอยู่ริมหนทาง ครั้นได้ยินว่า ‘บัดนี้ พ่อค้าจักกลับมาอีก’ (จึงไป) ซุ่มอยู่ริมหนทางนอกนี้ ผมจักไม่ไปทั้งข้างโน้นทั้งข้างนี้ จักพักอยู่ที่นี่แหละชั่วคราว ท่านผู้เจริญทั้งหลายประสงค์จะอยู่ที่นี่ก็จงอยู่ ประสงค์จะไปก็จงไปตามความพอใจของตน."

พวกภิกษุกล่าวว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกฉันจักกลับ." อำลาพ่อค้าแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ไปสู่เมืองสาวัตถี พระศาสดาตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ไปกับพ่อค้ามีทรัพย์มากหรือ?" เมื่อพวกภิกษุนั้นกราบทูลว่า "อย่างนั้น พระเจ้าข้า พวกโจรซุ่มอยู่ริมทางทั้งสองข้าง เพื่อต้องการปล้นพ่อค้าผู้มีทรัพย์มาก เพราะเหตุนั้น เขาจึงพักอยู่ในที่นั้นแล ส่วนพวกข้าพระองค์ ลาเขากลับมา"

ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าผู้มีทรัพย์มาก ย่อมเว้นทาง (ที่มีภัย) เพราะความที่พวกโจรมีอยู่, บุรุษแม้ใคร่จะเป็นอยู่ ย่อมเว้นยาพิษอันร้ายแรง แม้ภิกษุทราบว่า ‘ภพ ๓ เป็นเช่นกับหนทางที่พวกโจรซุ่มอยู่’ แล้วเว้นกรรมชั่วเสีย ควร." ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

 

วาณิโชว ภยํ มคฺคํ        อปฺปสตฺโถ มหทฺธโน
วิสํ ชีวิตุกาโมว        ปาปานิ ปริวชฺชเย

 

บุคคลพึงเว้นกรรมชั่วทั้งหลายเสีย, เหมือนพ่อค้ามีทรัพย์มาก มีพวกน้อย เว้นทางอันพึงกลัว, (และ) เหมือนผู้ต้องการจะเป็นอยู่ เว้นยาพิษเสียฉะนั้น.

➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺

 

เรื่องพ่อค้าไม่รู้ว่าตนจะตายใน ๗ วัน

 

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพ่อค้ามีทรัพย์มาก พ่อค้านั้นบรรทุกผ้าซึ่งย้อมด้วยดอกคำ จนเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม จากกรุงพาราณสีแล้ว มาสู่กรุงสาวัตถีเพื่อค้าขาย เมื่อเขามาถึงฝั่งแม่น้ำแล้ว คิดว่า "พรุ่งนี้เราจึงจักข้ามแม่น้ำ" ปลดเกวียนแล้วพักอยู่ที่ฝั่งนั้นนั่นแล

ตอนกลางคืน มหาเมฆตั้งขึ้นแล้วยังฝนให้ตก. แม่น้ำเต็มด้วยน้ำได้ทรงอยู่ตลอด ๗ วัน

ถึงในพระนคร พวกชนก็เล่นนักษัตรกันตลอด ๗ วัน กิจด้วยผ้าซึ่งย้อมด้วยดอกคำไม่มี พ่อค้าจึงคิดว่า "เรามาสู่ที่ไกล ถ้าเราจักไปอีก ความเนิ่นช้าก็จักมี เราจักอยู่ทำการงานของเราในที่นี้แหละ ตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน แล้วขายผ้าเหล่านี้"

พระศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนคร ทรงทราบจิต (ความคิด) ของเขาแล้ว ทรงทำความยิ้มแย้มให้ปรากฏ. พระอานนทเถระทูลถามเหตุแห่งการทรงยิ้มแย้ม จึงตรัสว่า "อานนท์ เธอเห็นพ่อค้ามีทรัพย์มากหรือ?"

อานนท์. เห็น พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. เขาไม่รู้อันตรายแห่งชีวิตของตน จึงได้ตั้งจิตเพื่ออยู่ขายสิ่งของในที่นี้แหละตลอดปีนี้

อานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อันตรายจักมีแก่เขาหรือ?
พระศาสดาตรัสว่า "เออ อานนท์ เขาเป็นอยู่ได้ตลอด ๗ วัน เท่านั้น ก็จักตั้งอยู่ในปากแห่งมัจจุ (ตาย)" ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

ความเพียรเครื่องเผากิเลส ควรทำในวันนี้ทีเดียว, ใครพึงรู้ได้ว่า ‘ความตายจะมีในวันพรุ่งนี้’ เพราะว่า ‘ความผัดเพี้ยนด้วยความตาย ซึ่งมีเสนาใหญ่นั้น ไม่มีเลย’

มุนีผู้สงบ ย่อมเรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนั้น มีความเพียร ไม่เกียจคร้านตลอดกลางวันและกลางคืน นั้นแลว่า ‘ผู้มีราตรีเดียวเจริญ’

อานนท์. ข้าพระองค์จักไปบอกแก่เขา พระเจ้าข้า.

พระเถระไปสู่ที่แห่งเกวียนแล้วเที่ยวไปเพื่อภิกษา พ่อค้าต้อนรับพระเถระด้วยอาหาร ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะพ่อค้านั้นว่า "ท่านจักอยู่ในที่นี้ ตลอดกาลเท่าไร?"

พ่อค้า. ท่านผู้เจริญ ผมมาแต่ที่ไกล ถ้าจักไปอีก ความเนิ่นช้าจักมี, ผมจักอยู่ในที่นี้ตลอดปีนี้ ขายสิ่งของ (หมด) แล้วจักไป

อานนท์. อุบาสก อันตรายแห่งชีวิตรู้ได้ยาก การทำความไม่ประมาท จึงจะควร

พ่อค้า. ท่านผู้เจริญ ก็อันตรายจักมีหรือ?

อานนท์. เออ อุบาสก, ชีวิตของท่านจักเป็นไปได้ตลอด ๗ วันเท่านั้น

เขาเป็นผู้มีใจสังเวชแล้ว นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน แล้วรับบาตรเพื่อประโยชน์แก่การอนุโมทนา พระศาสดา เมื่อจะทรงทำอนุโมทนาแก่เขา ตรัสว่า "อุบาสก ธรรมดาบัณฑิตคิดว่า ‘เราจักอยู่ในที่นี้นี่แหละตลอดฤดูฝนเป็นต้น จักประกอบการงานชนิดนี้ๆ’ ย่อมไม่ควร ควรคิดถึงอันตรายแห่งชีวิตของตนเท่านั้น" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

 

อิธ วสฺสํ วสิสฺสามิ        อิธ เหมนฺตคิมฺหิสุ
อิติ พาโล วิจินฺเตติ        อนฺตรายํ น พุชฺฌติ.

 

คนพาลย่อมคิดว่า ‘เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูฝน, จักอยู่ในที่นี้ ในฤดูหนาวและฤดูร้อน’ หารู้อันตรายไม่

➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺ ➺

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง