การทำงานของตัณหา

HIGHLIGHTS:

  • ตัณหามีลักษณะเป็นเครือข่ายแผ่ออกไป
  • เมื่อนามและรูปเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน จะทำให้ความยึดถือก้าวลงไม่ได้

บทคัดย่อ

 

ตัณหามีลักษณะเป็นเครือข่ายแผ่ออกไป มันจะทำงานในลักษณะที่ไปยึดถือ ความยึดถือที่มันลงไปเรียกว่าอุปาทาน พอมีตัณหาจึงมีอุปาทาน อุปาทานจะไม่มีในอะไรนอกจากขันธ์ ๕ จึงเรียกว่า อุปาทานขันธ์ เวลาตัณหาไปก้าวลงยึดถือ มันก็จะยึดถือในขันธ์ ๕ เท่านั้นเอง การยึดถือของตัณหาที่เข้าไปในขันธ์ ๕ เป็นเครือข่ายที่แผ่ไปกว้างขวาง ขันธ์ ๕ มีอยู่ที่ไหน อายตนะ ๖ มีอยู่ที่ไหน ภายในภายนอก มันแผ่กว้างซ่านไปหมด

 

พอมีตัณหา ไปทำหน้าที่อุปาทานคือความยึดถือในขันธ์ทั้ง ๕ แล้วมันจะมีความเป็นสภาวะขึ้นมา ความเป็นสภาวะนี้เรียกว่า ภพ ซึ่งทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราของเรา มี Time and space เกิดขึ้น มีภพแล้วก็จะมีทุกข์ตามมา มีภพแล้วก็จะมีการเกิดมีความแก่ความตายมีทุกข์ตามมาทั้งสิ้น

 

เราวันนี้กับเราเมื่อ ๒ ปีที่แล้วเป็นคนใหม่โดยทางชีววิทยา ความคิดของเราวันนี้ถูกสั่งสมมาจากเมื่อวานนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มันดับไปแล้ว มันเกิดใหม่แล้ว แต่เราไม่เห็น นั่นคือ อวิชชา ทำให้ความยึดถือมันต่อเนื่องกันไป ทำให้เรารู้สึกว่ามันเหมือนเดิม มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ต่างอะไรกันกับกระแสน้ำที่พัดผ่านมา ถ้าเราไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ ความยึดถือมันก็จะต่อเนื่องไป เราก็ยึดถือว่านี่เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา ความที่มันยึดถือว่าเป็นตัวเราของเราเป็นตัวตนของเราที่มันต่อเนื่องกันไปนี่แหละ นั่นแหละคือความยึดถือ

 

มันทำงานทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบันด้วย ทำงานในส่วนที่เป็นรูปด้วยเป็นนามด้วย ทำงานในส่วนที่เป็นตาด้วย หูด้วย จมูก ลิ้น กาย ใจด้วย ส่วนทั้งที่เป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ทำงานทั้งในส่วนที่เป็นรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เครือข่ายของมันกว้างขวาง เป็น Network ออกไป นี่คือการทำงานของตัณหา ซึ่งถ้าเราไม่ทันมัน ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงไปของรูปนั้นของนามนั้น เราก็จะถูกยึดถือไป แต่ถ้าเราเห็น เราจะเห็นว่า นั่นไม่ใช่ตัวเราของเรามันจะหลุดออกทันที

 

เพราะขันธ์ ๕ เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ตัณหาที่จะไปก้าวลงนี่มันจะไม่ได้ ความยึดถือมันจะติดไม่ได้ มันจะหลุด เราเห็นไหมความยึดถือหลุดแล้ว แล้วมันคืบคลานไปเกิดใหม่ มันคืบคลานไปแล้วเราเห็นไหม แล้วถ้าไม่เห็น เราจะเห็นไหมว่าความเปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีขันธ์ ๕ มีอายตนะ ๖ เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราไม่เห็นมันก็จะไปยึดถืออยู่ร่ำไป แต่ถ้าเราเห็นนั่นคือตั้งสติไว้ มันจะหลุดออก ตัณหาจะยึดไม่ได้ ทุกข์จะไม่เกิด สิ่งที่เกิดก็จะเป็นทุกข์ตามสภาพของมันไป ก็เป็นไปตามเงื่อนไขของมันนะ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันนะ มันเปลี่ยนแปลงไปได้นี่นา แต่ความรู้สึกว่าเป็นเราจะไม่ไปทุกข์ตามสิ่งนั้น มันจะเกิดขึ้น

 

ตัณหาไม่ได้คืบคลานมาเฉพาะในส่วนที่เห็นได้ชัดเจน ยังคืบคลานไปในกุศลธรรมทั้งหลายด้วย สิ่งใดมีความไม่เที่ยง สิ่งใดมีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา ตัณหาอุปาทานสามารถที่จะคืบคลานยึดถือไปได้ทั้งหมด

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง