ธรรมคุณ

ธรรมะมีคุณค่าอย่างไร...คุณสมบัติธรรมะที่พระพุทธเจ้าบอก อะไร ๆ ก็ไม่ใช่ธรรมะหมดนะ ไม่ใช่อย่างงั้น แต่ธรรมะที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ต้องมีคุณสมบัติ

สวากขาโต: พระธรรมที่พระผุ้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้ว พระพุทธเจ้าแสดงธรรมะ คือต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ในการที่จะค้นพบ ลองผิดก่อนดวยการทำทุกรกิริยา ทั้งการทรมานตัวเองให้ลำบากและการชุ่มอยู่ด้วยกาม อันนี้คือจุดที่หนึ่ง ว่าพระพุทธเจ้าเนี่ยะ ผ่านการคิดค้น ใคร่ครวญ ไตร่ตรองมาก่อน ด้วยการที่ลองผิด แล้วก็มาลองถูก การมาลองถูกก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลเลย ก็ต้องลองถูกชนิดที่ว่าไม่ชำนาญ มีเรื่องศีล มีเรื่องสมาธิ มีเรื่องปัญญา ไม่ใช่แค่รู้ในส่วนของข้อมูล แต่ว่าทำได้เองจริง ๆ เพราะงั้นการที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมา แล้วก็ทำได้ด้วย แล้วก็บอกได้ด้วย ก็คือมีทั้งปริยัติและปฏิบัติ แล้วก็ได้ผลของตัวเอง แล้วยังสามารถสอนได้ นี้เป็นความดีข้อที่หนึ่ง...ตัวพระองค์ทำมาแล้วอย่างดี ปฏิบัติมาแล้วอย่างดี ลองผิดลองถูกมาแล้ว คิดค้นมาแล้ว ไม่ใช่คิดเฉย ๆ บอกเฉย ๆ แต่ว่าทำได้ด้วย อันนี้คือความดีในข้อที่หนึ่ง ดีตรงที่จิตใจของผู้สอนนั้น ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ

ส่วนข้อดีข้อที่สองคือ ตัวธรรมะ นั้นเอง ก็เป็นสิ่งดี เพราะว่าเป็นข้อมูลที่สอนแล้วไม่ได้เบียดเบียนใคร เป็นข้อมูลที่ดี ตรงจุดที่ว่า เป็นคำสอนที่ถูกต้อง เป็นคำสอนที่ดี เป็นคำสอนที่จะเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง รู้พร้อม นิพพาน และคำสอนนี้ก็เป็นไปเพื่อความสละออก เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด มันดีตรงที่ว่า ตัวมันเองอยู่เดียว ๆ โดด ๆ ก็เป็นสิ่งดี คือผู้สอนดีด้วย คือข้อที่หนึ่ง ตัวเองอยู่เดียว ๆ โดด ๆ อันนั้นก็ดี เพราะว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

ส่วนข้อที่สาม ดีในอย่างที่สาม ก็คือว่าคนที่เอาไปใช้ ก็ดีด้วยคือ ธรรมะถ้าเข้าสู่ใจของใครแล้ว ก็ทำคนนั้นให้ดีด้วย เป็นขั้นเป็นตอนไปอย่างนี้...ว่าหนึ่งคนคิดค้น ทดลองทำมาใช้แล้ว คือตัวพระพุทธเจ้าเอง ดี ผลผลิตที่ออกมาเป็นธรรมะนั้น ก็ดี แล้วใครเอาธรรมะนี้เข้าสู่ใจ จิตใจของคนนั้นก็จะดีตามไปด้วย ดีต่อ ๆ กันมา จนมาถึงทุกวันนี้ คือถ้าเขาไม่ดีเนี่ยะ มันต่อมาไม่ได้ มันก็จะไม่มีคนเก็บต่อมา

นัยยะที่สองและนัยยะอื่น พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคประกาศไว้ โดยงดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง และงดงามในที่สุด

งดงามในเบื้องต้น ก็หมายถึงตัวพระพุทธเจ้าเอง เป็นคนตั้งต้น คิดค้นตรงนี้...ตรงกลาง ตัวธรรมะเป็นสื่อ ก็ดี..ได้ผลอย่างไร ในที่สุด…ใครเอาไปใช้ก็ดี…

นัยยะที่สาม…ตัวบทพยัญชนะของพระธรรม พระพุทธเจ้ามีการกำหนดสมาธิทุกครั้ง ในการพูด ทำให้การตรัสของพระองค์ ตั้งแต่คืนที่ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาน จนกระทั่งถึงคืนปรินิพพาน คำพูดของพระองค์ จะไม่มีการขัดกันเลย ไม่มีขัดแย้งกัน...นี่คือเรื่องพยัญชนะ ส่วนที่สอง คือเรื่องของอรรถะ คือความหมาย มีความหมายลึกซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าด้วยเรื่องสุญญตา แค่บทพยัญชนะอันเดียว แต่สามารถแจกแจงไปได้หลายอรรถ หลายนัยยะ มีความลึกซึ้ง ตรงนี้ …พระธรรม อันพระผู้มีพระภาค ประกาศไว้ดีแล้ว

ความดีต่อไปที่ว่าเป็น สนฺทิฏฐิโก : ก็คือผู้ที่ทำแล้วจะเห็นได้เอง เช่น มีผัสสะ จะมีเวทนา…ผิดศีล ร้อนใจ รักษาศีล จะไม่ร้อนใจ สามารถเห็นประจักษ์ได้ด้วยตนเอง

อกาลิโก: ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่ว่าจะมีผัสสะมาเวลาไหน ก็จะมีเวทนาเหมือนกัน…สิ่งที่ไม่ประกอบด้วยกาลที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ก็ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ คนสมัยก่อนก็มี คนสมัยปัจจุบันก็มี พูดถึงอีกร้อยปีพันปี ก็ต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เหมือนกัน เหมือนกับธรรมะที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาล ไม่ล่าสมัยหรือทันสมัย ถึงแม้คนจะลืมมันไป เป็นสิ่งที่คงที่ตลอดกาล อีกนัยหนึ่ง ก็คือว่า ถ้าคุณทำเวลาไหนคุณได้เวลานั้น คุณทำถึงจุดไหน คุณบรรลุได้ถึงจุดนั้น

เอหิปสฺสิโก: คือการที่จะเรียกคนอื่นเข้ามาดู เข้ามาชม อยากบอกคนทั้งโลก อยากแบ่งปันให้ทราบกัน ที่อยากจะเรียกคนอื่นเข้ามาดู เข้ามาชม เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ว่า สามารถที่จะแบ่งปันกันได้ไม่มีหมด ก็จะหมายความว่า เราแบ่งเขา เราไม่หมด ธรรมะให้คนอื่น เราได้ด้วย เรายิ่งแบ่งคนอื่น เรายิ่งได้ด้วย ทำให้จิตใจน้อมไปในทางแบ่งปัน น้อมไปในการที่จะเรียกคนอื่นเข้ามาดู เข้ามาพิสูจน์...ยิ่งแบ่ง ยิ่งเพิ่ม ยิ่งให้ ยิ่งได้

โอปนยิโก: คือสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาสู่ตัว ก็คือมันดี มันควรจะต้องเอามาทำ เอามาปฏิบัติ เอามาน้อมเข้าสู่ใจ ให้เกิดขึ้น เอามาทรงไว้ในใจ

ปจฺจตฺตงฺ : วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน คำว่าวิญญูชน ก็คือผู้ที่รู้แล้ว ผู้ที่ทำได้แล้ว ผู้ที่ปฏิบัติได้อย่างนั้นแล้วเนี๊ยะ จะมีความรู้ความแจ่มแจ้งขึ้นมาทันทีว่า ธรรมะเหล่าใดที่เราเคยฟังมาในกาลก่อน มาบัดนี้เราถูกต้องธรรมเหล่านั้นด้วยนามกาย แล้วตั้งอยู่ในธรรมนั้นได้ และแทงตลอดในธรรมเหล่านั้น ด้วยปัญญาแล้วเห็นอยู่ด้วย..(พุทธพจน์)

ใครก็ตามที่ตั้งมั่นไว้แล้วด้วยความเพียร ระลึกแล้วด้วยสติ ตั้งมั่นแล้วด้วยสมาธิ รู้ชัดแล้วด้วยปัญญา เขาจะมีความมั่นใจ มีความเชื่ออย่างยิ่ง ว่าธรรมะเหล่าใดที่เราเคยเรียนมาแล้ว ในกาลก่อน บัดนี้มันถูกต้องธรรมะเหล่านั้นด้วยใจของเราแล้ว จะมีความมั่นใจ เป็นปัญญาตรงนี้เกิดขึ้น คนที่รู้อย่างนี้ เรียกว่าเป็นวิญญูชน เป็นสิ่งที่วิญญูชนรู้ไดเฉพาะตน ...ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ…สนฺทิฏฐิโก คุณอาจจะบรรลุขั้นใดขั้นหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงระดัยวิญญูชน

อีกนัยหนึ่งของเรื่อง ปจฺจตฺตงฺ ก็คือรู้ได้เฉพาะคนที่ฉลาด คนที่ไม่ฉลาดก็จะไม่รู้

ธรรมะที่อยู่ตามตู้พระไตรปิฎก เป็นระดับที่หนึ่ง ที่อยู่ข้างนอก ธรรมะที่เข้ามาอยู่ในสมอง เป็นความรู้ ความทรงจำของเรา เป็นระดับที่สอง ที่ดีที่สุด คือ ธรรมะที่อยู่ในใจของเรา…ธรรมะที่อยู่ในใจ ซึมซาบเข้าไปอยู่ในจิตของผู้ใดแล้ว เขาจะรู้ถึงคุณธรรมของธรรมะนั้น เราจะรู้เลยว่า "พระธรรมเป็นสวากขาตะ คือเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว จริง ๆ"