พุทธคุณ

อรหันตสัมมาสัมพุทธะ หรือว่าพุทธะ หรือว่าพุทโธ ที่เราใช้เป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ ใช้เป็นเกาะที่พักพิงพักใจเนี่ยะ มีคุณสมบัติอย่างไร?

พุทธคุณมี ๙ อย่าง คือคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า...คนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าได้ คุณต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้ ซึ่งบางคนก็เรียกว่าพุทธคุณ ถ้าพูดถึงสัมมาสัมพุทธะ สัมมาสัมพุทโธ คือต้องเป็นอย่างงี้ เป็นยังไง?

อิติปิ คืออะไร คือแม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ เหตุอย่างนี้ ๆ มันอย่างไหน ๆ เหตุอย่างไหนที่ใครซักคนใดคนหนึ่ง ทำมาเพื่อจะมาถึงความเป็นสัมมาสัมพุทธะได้ โอ้โห! เรื่องนี้มันไม่ธรรมดา เหตุอย่างนี้ ๆ ที่ใครซักคนใดคนหนึ่งทำมา จนกระทั่งมาเป็นสัมมาสัมพุทธะได้ เฉือนเนื้อหัวใจออก ควักลูกตาออก ตัดคอ สละชีวิต อุทิศกายใจ บางทีต้องสละถึงแม้กระทั่งชีวิต เพื่อรักษาคุณธรรม เพื่อความเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ จิตใจต้องมีความอดทน ความห้าวหาญเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก เพื่อที่จะมาเป็นสัมมาสัมพุทโธ อิติปิคำเดียว มีความหมายลึกซึ้ง ว่าใครซักคนใดคนหนึ่ง จะเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเพียรอย่างมาก

หนึ่งในความเป็นสัมมาสัมพุทธะนั้น คือต้องเป็นพระอรหันต์ อรหันต์คืออะไร อรหันต์แปลว่า ไกลจากกิเลส ไกลจากราคะ โทสะ โมหะ ไกลจากโลภ โกรธ หลง โลภ โกรธ หลง ไม่สามารถฉาบทาแปดเปื้อนในจิตของท่านได้ เป็นผู้ที่รบชนะ กิเลสไม่สามารถที่จะรบกับท่านได้ รบยังไงก็ไม่มีทางชนะ เพราะว่าจิตใจนั้นไกลจากกิเลส ต่อสู้ชนะหมด ไม่มีข้าศึกที่จะมาทำอันตรายได้ อันนี้คือข้อที่ ๒…หลายๆท่านอาจจะนับได้ ๙ นะ แต่ในส่วนตัวข้าพเจ้ารวม อิติปิ เข้าไปด้วย ก็จะเป็น ๑๐ ถ้าเริ่มที่ อิติปิ อะระหังนี้ ก็จะเป็นข้อที่ ๒

ส่วนข้อที่ ๓ สัมมาสัมพุทโธ นี่คือเป็นพุทโธชนิดที่ว่า พร้อมเต็มที่ สมบรูณ์แบบ...พุทโธแปลว่าผู้รู้ ความเป็นผู้รู้ตรงนี้ คือรู้จิตใจของตัวเองนะ จิตใจของตัวเองมีความรู้ รู้แบบไหน ถ้ารู้แบบอนุพุทธะ ก้คือว่า รู้ตามคนอื่น ต้องมีคนอื่นบอก…ถ้ารู้แบบปัจเจกพุทธะ ก็คือตัวเองรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใครบอก...รู้แบบสัมมาสัมพุทโธ คือขั้นสูงสุด นอกจากจะทำความรู้ได้ในจิตในใจตัวเอง ให้เกิดขึ้นได้แล้ว ยังสามารถบอกสอนคนอื่นให้รู้ตามได้ด้วย ตรงนี้เรียกว่าสัมมาสัมพุทโธ ก็คือเป็นพุทธะ พุทโธ ชนิดที่ว่าสูงสุด. ความสามารถในการบอกสอนคนอื่นนี่มันเหนือกว่ามาก

ข้อที่ ๔ เป็นผู้ที่มีวิชชาและข้อปฏิบัติให้ถึงวิชชา ก็คือคำว่า วิชชา จะระณะ สัมปันโน…วิชชาในที่นี้ หมายถึงอะไร คือความรู้ รู้เรื่องอริยสัจสี่..วิชา ๓ ที่ลึกซึ้ง ไม่มีจบ ไม่มีจำกัด..อาสวักขยญาน ความรู้ในการทำอาสสวะให้สิ้นความละเอียด ลึกซึ้ง แยบคายกว่าสาวกมาก จะระณะ ๑๕ คือข้อปฏิบัติที่จะทำให้ถึงวิชชา พูดย่อ ๆ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ข้อที่ ๕ เป็นผู้ที่ไปแล้วด้วยดี หมายถึงโชคดีนั่นเอง ไปที่ไหนก็มีแต่ความโชคดี ไปที่ไหนมีแต่ความไปดี เป็นผู้มีสติ เดินไปตามทางที่เป็นอริยมรรคมีองค์แปด ก็ไปถึงที่ ๆ ดีด้วย นั่นคือนิพพานนั่นเอง แล้วระหว่างทางไป กิเลสก็ลดลง ก็มีความปลอดภัย มีความสบาย มีความดี ไปไหนก็มีแต่ความโชคดี เพราะว่ามีธรรมะมาคอยคุ้มกัน เดินไปตามธรรม เดินไปตามทาง ที่สู่ความดับไม่เหลือของทุกข์ นี่คือความหมายของ สุคะโต

ข้อที่ ๖ เป็นเรื่องของผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง (โลกะวิทู) โลกทั้ง ๓ โลก คือกามโลก ตั้งแต่นรกขึ้นมา, รูปโลกคือโลกที่ไม่มีกาม แต่ยังมีรูปอยู่, พรหม/อรูปโลก คือโลกที่ไม่มีรูป อรูปพรหม…โลกะวิทู รู้แล้วเห็นแล้วจึงเอามาบอก

ข้อที่ ๗  เป็นครูผู้สอนที่ไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นผู้ที่ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งไปกว่า…ถ้าคนที่สามารถฝึกได้ แล้วมาให้พระพุทธเจ้าฝึก ผลที่ออกมามันจะยอดเยี่ยม ชนิดที่ไม่มีใครยิ่งไปกว่า จบเลย ไม่ต้องไปเรียนที่ไหนอีก กิจที่ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก...กิจนั้น คืออะไร คือเรื่องของการทำราคะ โทสะ โมหะ ให้สิ้น ความยอดเยี่ยมคือการออกมาเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ต้องเป็นคนที่ฝึกได้ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนแน่นอน..อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ

ข้อที่ ๘ เป็นครูของทั้งเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ที่จะรู้ตามพระพุทธเจ้าได้...การสอนของพระพุทธเจ้าที่ยอดเยี่ยมนั้น เพราะว่าคนรู้ตามได้ สามารถปฏิบัติได้จริง สามารถเอาไปทำได้จริง จนกระทั่งรู้ตามได้...สัตถา เทวะมะนุสสานัง

ข้อที่ ๙ คือผู้ที่เป็นพุทโธ พุทโธ เขาก็แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรมะ...รู้ธรรมะในใจ ความเป็นผู้รู้นี้อยู่ในใจ ไม่ได้อยู่ที่กาย...จิตใจของท่านที่มีความรู้แจ่มแจ้ง มีความเบิกบาน มีความตื่น ตื่นจากเครื่องร้อยรัด ตื่นในการที่จะมีสติอยู่ตลอดเวลา ตื่นขึ้นจากการผูกรัดของตัณหา เปิดธรรมให้สว่างไสว ดับความมืดของอวิชชา ความตื่น ความรู้ตรงเนี๊ยะ คือพุทโธ

พุทโธที่อยู่ในใจของเราก็มี คือความเป็นกายของท่านข้างนอกเลย อันนี้ระดับที่ ๑ ระดับที่ ๒ คือความเป็นผู้รู้ในใจของสมณโคดม คือตัวพระพุทธเจ้าเป็นกาย ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม นี่ส่วนหนึ่งที่ลึกลงไป ละเอียดลงไปเป็นขั้นที่ ๒ คือความรู้ในใจของท่าน ของพระพุทธเจ้า แล้วระดับที่ ๓ ที่มีความลึกซึ้ง ก็คือ พุทโธพุทธะที่อยู่ในใจของเรา คนที่จะมีพุทธะเป็นสรณะ คุณก็ต้องเข้าใจใน ๓ ระดับนี้

ข้อที่ ๑๐ เป็นผู้ที่จำแนกแจกธรรม ออกสั่งสอนสัตว์ ก็จะเป็น ภะคะวา…มีความศักดิ์สิทธิ์ มีความน่าเคารพ มีความโชคดี มีความดี ความงาม มีความประพฤติพรหมจรรย์ เป็นสิ่งที่ควรยกย่องสรรเสริญ เป็นสิ่งที่ควรทำความเคารพ  อันนี้ก็เป็นความหมายหนึ่ง ส่วนอีกความหมายหนึ่ง ก็หมายถึงว่าการแจกแจง เนื่องจากพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะราชา โดยความที่เป็นธรรมะราชา รู้ธรรมะลึกซึ้ง สามารถแจกแจงแยกแยะ เปิดเผน จำแนก แจกแจงธรรมะออกมาได้

คุณสมบัติของความเป็นพุทธะ ให้เรามีความมั่นใจ ว่า ถ้าเมื่อไหร่มีกิเลสมาท่วมทับถาโถม ให้เอาตรงนี้เป็นที่พึ่ง ให้มีความมั่นใจว่า ถ้ามีกระแสแห่งตัณหา กระแสแห่งอวิชชา ที่มันมาท่วมทับในชีวิตเรา ทำให้เรามีความทุกขเวทนาเกิดขึ้น ให้อาศัยตรงนี้แหละเป็นที่พึ่ง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราระลึกถึงพุทธะ พระพุทธเจ้าเคยบอกเอาไว้ เหมือนกับการที่เราเห็นยอดธง ยอดธงของเหล่าพระอรหันต์

"ความเป็นพุทธะ พุทโธ ยังอยู่ ยังให้เราศึกษาอยู่ ให้เราสัมผัสได้ ด้วยพุทโธที่เกิดขึ้นในใจของเรา ให้มีความมั่นใจ ให้มีความเชื่อ ให้มีความลงใจในคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าตรงนี้ ให้มีความศรัทธาในการตรัสรู้ของพระองค์ ในคุณสมบัติที่ท่านทำมาจนป่านี้ เราจะมีความมั่นใจในตัวผู้สอน เราจะเกิดความรู้ขึ้นในใจ มีความแน่ใจว่า พระพุทธเจ้า คือ สัมมาสัมพุทธะ จริง ๆ"