เมื่อมีผัสสะพิจารณาธรรมะจากสมองเข้าสู่ใจ

สิ่งไหนก็ตามที่มันไม่เที่ยง เราอย่าเอามาเป็นตัวเราของเรา ก็มันไม่เที่ยง มันก็ไม่ดีถูกมั้ยล่ะ อะไรที่มันไม่เที่ยง ไม่ดี คุณจะเอามาเป็นของคุณทำไม...อ้าว! เราก็อย่าเอามาเป็นของเรา พยายามที่จะวาง พยายามที่จะละ พยายามที่จะคลายกำหนัด ความยึดถือในสิ่งนั้นให้ได้ เราจะละวาง คลายความยึดถือในสิ่งที่มันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตาอย่างนี้ได้เนี่ยะ จิตเราต้องมีกำลัง เพราะงั้นอย่างท่านพระราหุลไม่กินข้าว ไปวิเคราะห์พิจารณาเนื้อหา ที่พระพุทธเจ้าได้อธิบายสอนไว้ เป็นการที่จะสร้างกำลังให้จิตของตัวเราเอง

ในเวลาที่เราออกกำลัง ทำไมมันถึงเหนื่อย เพราะว่าไอ้ความเหนื่อยตรงนั้นน่ะเป็นตัวที่สร้างกำลังให้ร่างกายของเรา  ที่จะทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงขึ้นมา การที่เหงื่อออก การที่เหนื่อยนี่ล่ะ  มันจะเป็นผลที่จะทำให้ร่างกายเราดีขึ้น เหมือนกับเวลาที่เราฝึกจิตเลยท่านผู้ฟัง การที่เราไปออกกำลังกาย เหมือนกับการที่เราฝึกนั่งสมาธิ เอาความรู้สิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกเอาไว้เนี่ยะ เป็นความรู้ของพระองค์มาใคร่ครวญทำให้เกิดความรู้ขึ้นในใจของเรา เอาความรู้นี้มาใคร่ครวญพิจารณา

เอ้า!คุณรู้แล้วในระดับหนึ่งอยู่ที่สมองใช่มั้ย เอ้! จะทำความรู้นี้อย่างไรให้เข้าถึงใจได้ มันต้องเจอผัสสะไงท่านผู้ฟัง เจอผัสสะที่น่าพอใจบ้าง เจอผัสสะที่ไม่น่าพอใจบ้าง เจอแล้วก็เหมือนกับไอ้ความหนืดที่เราต้องเผชิญตอนที่เราออกกำลังกาย พอเราเจอผัสสะที่น่าพอใจไม่น่าพอใจแล้วตรงเนี๊ยะ คือถ้าเราทรงจิตไว้แบบเดิมได้ ใจเราเหมือนเดิมได้ จิตคุณก็แข็งแกร่งขึ้น จิตคุณก็มีกำลังมากขึ้น เปรียบเหมือนกับคนที่ออกกำลังกายแล้วเหนื่อย เหนื่อยแล้วหายเหนื่อยแล้ว ก็จะค่อยมีสุขภาพดีขึ้นไป

ประเด็นคือคนที่ออกกำลังกายแล้วทำไม่ถูก เลยเถิดจนทำให้ร่างกายบาดเจ็บ เหมือนกันคนนั่งสมาธิปฏิบัติภาวนา เพื่อที่จะคลายความยึดถือ เมื่อไหร่ก็ตามเจอผัสสะแล้ว เรายึดถือ นั่นล่ะท่านผู้ฟัง คือคุณบาดเจ็บแระ เลยเถิดไปจนถึงจุดบาดเจ็บ แต่พอเราเจอผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เราเจอผัสสะที่พอใจ อันนี้คืออาการเหนื่อยธรรมดา มันเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าเรานั่งสมาธิภาวนาแล้วมันจะยิ้มตลอดเวลา มีความสุข มันไม่ใช่อย่างงั้น มันก็จะเจอผัสสะที่ไม่น่าพอใจบ้าง เช่นเดียวกับเวลาที่เราออกกำลังกายก็เหนื่อย ก็เมื่อย อันนี้ก็ธรรมดา...เหมือนเรานั่งสมาธิแล้วต้องมีผัสสะมาเป็นเครื่องทดสอบ คุณมีกำลังจิตของคุณดีถูกต้องหรือไม่อย่างไร ไม่เลยเถิดขนาดที่ว่าเลยแล้วจนกระทั่งร่างกายเราบาดเจ็บ คือถ้าเราบาดเจ็บก็คือมีผัสสะมันเข้ามากระทบ เอาผัสสะที่ไม่น่าพอใจนี่แหล่ะ เราไปยึดถือว่านี่เป็นตัวเราของเรา อารมณ์นี้เป็นของฉัน ฉันเป็นอย่างนี้ นั่นคือเข้าข่ายบาดเจ็บแล้ว จิตเราก็จะหวั่นไหว ไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น

มันอยู่กันชั่วขณะหนึ่ง ตามเหตุปัจจัยมันเกิดขึ้น ประกอบแบบไหน ก็เป็นแบบนั้น มันมาอยู่ชั่วคราวเท่านั้นเอง มันมาอยู่ชั่วเวลาแป๊ปเดียวตามเวลาที่เหตุปัจจัยมันตั้งอยู่ นี่คือสภาวะอนัตตา นี่คือสภาวะที่มันไม่เที่ยง เวลาทำให้ทำเหมือนท่านพระราหุล เห็นความรู้ใดความรู้หนึ่งที่มันสุดยอด ยอดเยี่ยมแล้ว เอาไปพิจารณาทันที อย่าเห็นแก่ปากอย่าเห็นแก่ท้อง อย่าเห็นแก่หลับแก่นอน อย่าเห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย แต่ให้เห็นแก่ธรรมะ ว่าธรรมะที่เราเอามาพิจารณาแล้วมันมีความดีความงามเกิดขึ้นในใจของเรา เรามาพิจารณาให้เห็น มีความงามความดีเกิดขึ้นในใจของเราแล้ว นั่นแหละคือความที่ธรรมะเป็นธรรมอันดี...เรามาเข้าสู่ใจของเรา ผ่านทางการพิจารณา ผ่านทางผัสสะนั่นหล่ะ ธรรมะที่จากหัวสมอง จะเข้าสู่ใจของเราได้ มันต้องมีผัสสะ มันต้องมีการกระทบ มันจะต้องมีเครื่องที่จะเปลี่ยนจากความรู้ที่อยู่ในสมองมาเป็นความรู้เข้าสู่ใจได้

"เพราะงั้นเวลาออกกำลังกายมันเหนื่อย ความเหนื่อยจะทำให้ร่างกายเราดีขึ้น เวลาปฏิบัติธรรมะ เจอผัสสะ ผัสสะนั่นแหละ จะทำให้จิตใจเราดีขึ้น แต่อย่าให้มันเจ็บล่ะ อย่าออกไปเลยเถิด จนกระทั่งร่างกายเราเจ็บป่วย เราก็ต้องรู้ ดูให้เห็น จิตใจของเรามีกำลัง มีปัญญาในการที่จะค่อยฝึก ค่อยทำไป เราฝึกเราทำไปอย่างนี้แล้ว ธรรมะจะเกิดประโยชน์ในใจของเราเหมือนอย่างที่เกิดกับท่านพระราหุล"