วิธีปลดเปลื้องทุกขเวทนาทางกาย

…ปุถุชนคนธรรมดา พอทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ก็ไปเที่ยวหาความสุขทางตา ทางหู ไปหากิน หาเที่ยว หาดื่ม หาเล่น มาพักผ่อนหย่อนใจตรงนั้นตรงนี้ คิดว่าจะมาบรรเทาความทุกข์ที่เกิดขึ้นทางกายได้ แต่ว่านั่นกลับนำปัญหาใหม่เข้ามาอีก…นี่คือปุถุชนคนหนา ที่ว่าไม่เคยรู้ธรรมะ ไม่เคยฟังธรรมะ…

…แต่คนประเสริฐที่ฟังธรรมะอยู่…ที่หาธรรมะเข้าสู่ใจ..ที่ไม่ว่าจะอยู่ในร่างกายของคนแบบไหน…หรือใครที่ว่าจิตใจมีความดี อาจจะเจ็บป่วยบ้าง…แต่เพราะว่าใจมีธรรมะ เพราะว่าใจได้เคยรู้ธรรมะ เพราะว่าใจนี่เคยได้ยินธรรมะ เขาจะมีวิธีทางออกแก้ปัญหาของทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นทางกายอย่างอื่น นอกจากกามสุข…

…เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีความทุกข์ทางกาย..ร่างกายก็รักษาไป..วิธีการรักษาใจ คือการที่เราจะต้องให้จิตของเรา อย่างน้อยอย่าไปหาความสุขที่เกิดจากทางกาม เพราะนั่นจะนำมาซึ่งความทุกข์ใจเพิ่มขึ้น…

…แต่ให้หาสิ่งอื่นๆ เช่นความสุขในภายในได้ เช่น เรื่องการพิจารณาได้ เช่น เรื่องของการตั้งสติขึ้น ด้วยศีลของตัวเอง ระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้ พิจารณาความเป็นของไม่เที่ยงก็ได้ ได้ทั้งสิ้น เพื่ออะไร เพื่อให้มีงานกับจิต จิตมีงานแล้วจะไม่เกลือกกลั้วในอารมณ์ต่างๆ พอไม่เกลือกกลั้ว..จิตเป็นอิสระจากความทุกขเวทนาทางกายนั้น จิตทีเป็นอิสระจากความทุกขเวทนาทางกาย จะมีความสุข…

…ความสุขในภายในที่เกิดขึ้นตรงนี้ล่ะ เป็นสิ่งที่จะคอยป้องกันจิตได้ ป้องกันจิตแล้วมันดี อาจจะทำให้กายหายได้ด้วย ยิ่งรักษาเร็วขึ้น แผลหายเร็วขึ้น โรคภัยไข้เจ็บอะไรต่างๆ ก็อาจจะดีขึ้นได้ ตามควรแก่ฐานะ…

…ธรรมะนี้เป็นของประเสริฐ เป็นของดี ที่เราพอรู้แล้ว ฟังแล้ว เอามาปฏิบัติเพื่อให้ความเป็นอย่างนั้น มันจะสมควรค่าความเป็นความดีของธรรมะ…ถ้าเราทำได้อย่างนี้ แน่นอน คนรอบข้างก็ได้ประโยชน์ด้วย…เราแบ่งปันให้คนอื่น…เป็นการตอบแทนบุญคุณของธรรมะ…บุญคุณของพระพุทธเจ้า…

…ขอให้มีธรรมะหล่อเลี้ยงใจเอาไว้ เป็นเครื่องที่จะทำให้มีความชุ่มเย็น มีความสบายใจเกิดขึ้นได้…