ธรรมสากัจฉา-กำลังจิตในหิริ โอตตัปปะ

อ้างอิงจาก ลฑุกิโกปมสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่อุปมาอุปไมยจากเรื่องนางนกมูลไถ ได้จำแนกบุคคลออกเป็นสองจำพวก ได้แก่ บุคคลที่ไม่ยอมละกิเลสแม้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่ใส่ใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนนกมูลไถที่ถูกผูกด้วยเถาวัลย์หัวด้วน กับบุคคลอีกพวกที่พร้อมจะละกิเลสแม้เป็นเรื่องเล็กน้อย และใส่ใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา เปรียบเสมือนช้างอาชาไนยที่เพียงแค่เอี้ยวตัวก็สามารถสลัดหลุดจากเครื่องผูกที่แข็งแรง มั่นคงได้โดยง่าย

จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างบุคคลสองจำพวกข้างต้นคือ “หิริ โอตตัปปะ” นั่นหมายถึงว่ากำลังจิตในความเกรงกลัวและความละอายต่อบาป คนที่จิตใจมีกำลัง ถูกว่ากล่าวตักเตือนแม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จะไม่ทำผิดในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นั้น เพราะมันไม่ดี มันไม่ถูก มันไม่ควร มันทำให้มันเสียความดีของตัวเราเอง จิตใจแบบนี้เป็นเหมือนกับช้างอาชาไนย เหมือนกับม้าอาชาไนยที่ถูกเขาฝึกอย่างไร ก็พยามที่จะใส่ใจฝึกอย่างดีทำอย่างดี

ทั้งนี้ยังกล่าวถึงบุคคลสี่จำพวกที่ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ อันได้แก่
1. บุคคลบางพวกที่ถูกกิเลสครอบงำอยู่มาก และไม่คิดที่จะละด้วย ซึ่งเปรียบได้กับปุถุชนธรรมดา
2. บุคคลบางพวกที่ถูกกิเลสครอบงำ คิดที่จะละ แต่ยังไม่สามารถละให้สิ้นสุดได้
3. บุคคลบางพวกที่ถูกกิเลสครอบงำเพียงครั้งเดียว เพราะหลงลืมสติ แต่เมื่อตั้งสติได้แล้วก็สามารถละและบรรเทาได้บ้าง แต่ยังไม่หมดจด
4. บุคคลที่ละกิเลสได้แล้ว คือพระอรหันต์

อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนว่าเราควรละกามคุณห้า (ความสุขที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย) แต่ควรเสพ ควรเจริญให้มากในความสุขที่เกิดจากการทำสมาธิตั้งแต่ฌานที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องละความอาลัยรักในสิ่งต่างๆที่ก่อให้เกิดความสุขขั้นเบื้องต้น เพื่อก่อให้เกิดความสุขที่ลึกซึ้งมากยิ่งๆขึ้นไป จนกระทั่งถึงอรหัตผล