เมืองกายเมืองใจ

“เธอผู้ใดที่ประกอบด้วยสัจธรรม 7 ประการต่อไปนี้ และเป็นผู้ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้งสี่ อันประกอบในจิตอันยิ่ง อันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในภายใน ในการนั้น เธอผู้นี้ชื่อว่า เป็นผู้ที่มารอันมีบาปกระทำอะไรไม่ได้ สัจธรรม 7 ประการ คืออะไรเล่า”

เปรียบเหมือนหัวเมืองชายแดนที่มั่งคั่งของพระราชา มีกำแพงและเชิงเทินเดินรอบ มีประตูอยู่ 6 ประตู นายประตูเมืองนั้นเป็นคนฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม คอยห้ามคนที่ไม่รู้จักและอนุญาตให้คนที่ตนรู้จักเข้าไปในเมืองได้
มีราชฑูตคู่หนึ่ง มีราชการด่วนมาจากทางทิศเหนือ เขาก็ถามนายประตูทางทิศนั้นว่า เจ้าเมืองอยู่ที่ไหน นายประตูก็ตอบว่า เจ้าเมืองนั่งอยู่ ณ ทางสี่แพร่งกลางเมือง
ในที่นั้น ราชฑูตก็ได้มอบถ้อยคำตามความเป็นจริงแก่เจ้าเมือง แล้วก็พึงดำเนินกลับไปตามทางที่มา
ราชฑูตอีกคู่หนึ่งมาจากทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก…

“ภิกษุทั้งหลาย อุปมานี้เรายกขึ้น เพื่อให้รู้เนื้อความคือ คำว่าเมือง เป็นชื่อของกาย ที่ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ทั้งที่ต้องมีการต้องขัดสีนวดฟั้น อยู่เนืองนิตย์ ก็ยังมีการแตกสลาย กระจัดกระจาย เพราะความไม่เที่ยงอันเป็นธรรมดา คำว่า
ประตู 6 ประตู เป็นชื่อของ อายตนะภายในทั้ง 6
นายประตู เป็นชื่อของสติ
ราชฑูตคู่หนึ่ง มีราชการด่วน เป็นชื่อของ สมถะและวิปัสสนา
เจ้าเมือง เป็นชื่อของวิญญาน
ทางสี่แพร่งกลางเมือง เป็นชื่อของธาตุทั้งสี่ กล่าวคือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม
ถ้อยคำตามความเป็นจริง เป็นชื่อของนิพพาน
ตามทางที่มาแล้ว เป็นชื่อของอริยมรรคมีองค์แปด…

"เราเห็นสิ่งใด มีผัสสะใดมากระทบ เราเห็นสภาวะถึงความไม่เที่ยง ถึงตามที่เป็นจริงว่า สิ่งนี้จริงๆ
แล้วมันเป็นอย่างไร มันเป็นอัตตาหรืออนัตตา เป็นทุกข์หรือเป็นสุข เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

“เป็นผู้ที่มีความเข้มแข็ง มีความห้าวหาญ เป็นเมืองที่มั่งคั่ง ที่สมบรูณ์ เป็นเมืองที่ป้อมปราการจะทำลายไม่ได้ ที่ใจของเราจะเข้าถึงความเป็นอมตะได้นั่นเอง อย่าลืมมัวแต่ปิดประตูเมือง จนกระทั่งลืมเปิดให้ราชฑูตนำข่าวสารมา เรารักษาเมือง ทำเมืองให้เข้มแข็ง เราก็เปิดตารอราชฑูต ที่จะนำข่าวสารตามที่เป็นจริง คือ สมถะวิปัสสนา นำข้อความคือนิพพานมาบอกให้เราทราบ”