เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ-บุพกรรมและการบรรลุธรรมของสามเณร

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระผู้มีปกติอยู่ในป่า คือ <"http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=15&p=15">วนวาสีติสสะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า

"อญฺญา หิ ภาภูปฺนิสา อญฺญา นิพฺพานคามินี
เอวเมตํ อภิญฺญาย ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก
สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย วิเวกมนุพฺรูหเย.”

ก็ข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภ เป็นอย่างอื่น ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น (คนละอย่าง) ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ทราบเนื้อความนั้น อย่างนี้แล้ว ไม่พึงเพลิดเพลินสักการะ พึงตามเจริญวิเวก.

พระสารีบุตรอนุเคราะห์พราหมณ์ผู้ยากจน

วันหนึ่งในกรุงราชคฤห์ พระสารีบุตรเถระเที่ยวบิณฑบาต ได้ไปยังประตูเรือนของ มหาเสนพราหมณ์ ผู้เป็นสหายของวังคันตพราหมณ์ผู้บิดาของพระสารีบุตรเถระ เพื่ออนุเคราะห์เขา แต่พราหมณ์นั้นมีสมบัติหมดเสียแล้ว กลับเป็นคนยากจน เขามีความคิดว่า "บุตรของเราจักมาเพื่อเที่ยวบิณฑบาตที่ประตูเรือนของเรา, แต่เราเป็นคนยากจน บุตรของเราเห็นจะไม่ทราบความที่เราเป็นคนยากจน ไทยธรรมอะไรๆ ของเราก็ไม่มี" เมื่อไม่อาจเผชิญหน้าพระเถระได้จึงหลบไปเสีย แม้วันอื่นๆ พราหมณ์นั้นก็ได้หลบเสียอย่างนั้นอีกเหมือนกัน เขาคิดอยู่ว่า "เราได้อะไรๆ แล้วนั่นแหละจักถวาย" ก็กลับไม่ได้อะไร ๆ

ภายหลังวันหนึ่ง เขาได้ถาดเต็มด้วยข้าวปายาสพร้อมกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ในที่สอนลัทธิของพราหมณ์แห่งหนึ่ง ถือไปถึงเรือน นึกถึงพระเถระขึ้นได้ว่า "การที่เราถวายบิณฑบาตนี้แก่พระเถระ เป็นการควร." ในขณะนั้นนั่นเอง แม้พระเถระเข้าฌาน ออกจากสมาบัติแล้ว เห็นพราหมณ์นั้น คิดว่า "พราหมณ์ได้ไทยธรรมแล้ว หวังอยู่ซึ่งการมาของเรา, การที่เราไปในที่นั้น จึงจะควร" จึงห่มผ้าสังฆาฏิ ถือบาตร แสดงตนยืนอยู่แล้วที่ประตูเรือนของพราหมณ์นั้นนั่นเอง พราหมณ์นั้นพอเห็นพระเถระเท่านั้น ก็มีจิตเลื่อมใสแล้ว.

ลำดับนั้น เขาจึงเข้าไปหาพระเถระ ไหว้แล้ว กระทำปฏิสันถารนิมนต์ให้นั่งภายในเรือน ถือถาดอันเต็มด้วยข้าวปายาส เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระ พระเถระรับกึ่งหนึ่งแล้วจึงเอามือปิดบาตร ที่นั้น พราหมณ์กล่าวกะพระเถระนั้นว่า "ท่านผู้เจริญ ข้าวปายาสนี้สักว่าเป็นส่วนของคนๆ เดียวเท่านั้น, ขอท่านจงทำความสงเคราะห์ในปรโลกแก่กระผมเถิด, อย่าทำความสงเคราะห์ในโลกนี้เลย, กระผมปรารถนาถวายไม่ให้เหลือทีเดียว" ดังนี้แล้ว จึงเกลี่ยลงทั้งหมด. ครั้นในเวลาเสร็จภัตกิจ เขาถวายผ้าสาฎกแม้นั้น แก่พระเถระ ไหว้แล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า "ท่านผู้เจริญ แม้กระผมพึงบรรลุธรรมที่ท่านเห็นแล้วเหมือนกัน." พระเถระกระทำอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้นว่า "ขอจงสำเร็จอย่างนั้น พราหมณ์" ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป เที่ยวจาริกโดยลำดับ

พราหมณ์ยากจนตายไปเกิดในกรุงสาวัตถี

ก็ทานที่บุคคลถวายแล้วในคราวที่ตนตกยาก ย่อมยังผู้ถวายให้ร่าเริงอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์ถวายทานนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส เกิดโสมนัสแล้ว ได้ทำความสิเนหามีประมาณยิ่งในพระเถระ. ด้วยความสิเนหาในพระเถระ พราหมณ์นั้นทำกาละแล้ว ถือปฏิสนธิในสกุลอุปัฏฐากของพระเถระในกรุงสาวัตถี.

ก็ในขณะนั้นแล มารดาของเขาบอกแก่สามีว่า "ครรภ์ตั้งขึ้นในท้องของฉัน" สามีนั้นได้ให้เครื่องบริหารครรภ์แก่มารดาของทารกนั้นแล้ว เมื่อนางเว้นการบริโภคอาหารวัตถุมีของร้อนจัด เย็นจัด และเปรี้ยวจัด เป็นต้น รักษาครรภ์อยู่โดยสบาย ความแพ้ท้องเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "ไฉนหนอ เราพึงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานให้นั่งในเรือน ถวายข้าวปายาส เจือด้วยน้ำนมล้วน แม้ตนเองนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ถือขันทอง นั่งในที่สุดแห่งอาสนะ แล้วบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดนของภิกษุประมาณเท่านี้." ได้ยินว่า ความแพ้ท้องในเพราะการนุ่งห่มผ้ากาสาวะนั้นของนาง ได้เป็นบุรพนิมิตแห่งการบรรพชาในพระพุทธศาสนาของบุตรในท้อง.

ลำดับนั้น พวกญาติของนาง คิดว่า "ความแพ้ท้องของธิดาพวกเราประกอบด้วยธรรม" ดังนี้แล้ว จึงถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมล้วน แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระให้เป็นพระสังฆเถระ. แม้นางก็นุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่งอาสนะ บริโภคข้าวปายาส อันเป็นเดนของภิกษุ ความแพ้ท้องสงบแล้ว.
ในมงคลอันเขากระทำแล้วในระหว่างๆ แก่นางนั้น ตลอดเวลาสัตว์เกิดในครรภ์คลอดก็ดี ในมงคลอันเขากระทำแล้วแก่นางผู้คลอดบุตรแล้ว โดยล่วงไป ๑๐ เดือนก็ดี พวกญาติก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย แก่ภิกษุ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานเหมือนกัน. ได้ยินว่า นี่เป็นผลแห่งข้าวปายาสที่ทารกถวายแล้วในเวลาที่ตนเป็นพราหมณ์ ในกาลก่อน. ก็ในวันมงคลที่พวกญาติกระทำในวันที่ทารกเกิด พวกญาติให้ทารกนั้นอาบน้ำแต่เช้าตรู่ ประดับแล้วให้นอนเบื้องบนผ้ากัมพลมีค่าแสนหนึ่ง บนที่นอนอันมีสิริ.

ทารกบริจาคทาน

ทารกนั้นนอนอยู่บนผ้ากัมพลนั้นเอง แลดูพระเถระแล้ว คิดว่า "พระเถระนี้เป็นบุรพาจารย์ของเรา, เราได้สมบัตินี้เพราะอาศัยพระเถระนี้, การที่เราทำการบริจาคอย่างหนึ่งแก่ท่านผู้นี้ เป็นการควร" อันญาตินำไปเพื่อประโยชน์แก่การรับสิกขาบท ได้เอานิ้วก้อยเกี่ยวผ้ากัมพลนั้นยึดไว้.

ครั้งนั้น ญาติทั้งหลายของทารกนั้นคิดว่า "ผ้ากัมพลคล้องที่นิ้วมือแล้ว" จึงปรารภจะนำออก. ทารกนั้นร้องไห้แล้ว พวกญาติกล่าวว่า "ขอพวกท่านจงหลีกไปเถิด, ท่านทั้งหลายอย่าทำทารกให้ร้องไห้เลย" ดังนี้แล้ว จึงนำไปพร้อมกับผ้ากัมพลนั่นแล. ในเวลาไหว้พระเถระ ทารกนั้นชักนิ้วมือออกจากผ้ากัมพล ให้ผ้ากัมพลตกลง ณ ที่ใกล้เท้าของพระเถระ.
ลำดับนั้น พวกญาติไม่กล่าวว่า "เด็กเล็กไม่รู้กระทำแล้ว" แต่กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ผ้าอันบุตรของพวกข้าพเจ้าถวายแล้ว จงเป็นอันบริจาคแล้วทีเดียว" ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้สิกขาบทแก่ทาสของท่าน ผู้ทำการบูชาด้วยผ้ากัมพลนั่นแหละ อันมีราคาแสนหนึ่ง."

พระเถระ: เด็กนี้ชื่ออะไร?
พวกญาติ: ชื่อเหมือนกับพระผู้เป็นเจ้า ขอรับ.
พระเถระ: เด็กนี้จักชื่อว่า "ติสสะ"

พระเถระ ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ได้มีชื่อว่า อุปติสสมาณพ, แม้มารดาของเด็กนั้น ก็คิดว่า "เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของบุตร." พวกญาติ ครั้นกระทำมงคลคือการขนานนามแห่งเด็กอย่างนั้นแล้ว ในมงคลคือการบริโภคอาหารของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการเจาะหูของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการนุ่งผ้าของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการโกนจุกของเด็กนั้นก็ดี ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย แก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน.

เด็กเจริญวัยแล้ว ในเวลามีอายุ ๗ ขวบ ได้กล่าวกับมารดาว่า "แม่ ฉันจักบวชในสำนักของพระเถระ." มารดานั้นรับคำว่า "ดีละ ลูก, เมื่อก่อนแม่ก็ได้หมายใจไว้แล้วว่า ‘เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของลูก’, เจ้าจงบวชเถิดลูก" จึงให้คนนิมนต์พระเถระมา ถวายภิกษาแก่พระเถระนั้นผู้มาแล้ว กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ทาสของท่านกล่าวว่า ‘จักบวช’, พวกดิฉันจักพาทาสของท่านนี้ไปสู่วิหารในเวลาเย็น" ก็ได้ส่งพระเถระไปแล้ว ในเวลาเย็นพาบุตรไปสู่วิหารด้วยสักการะ และสัมมานะเป็นอันมาก แล้วก็มอบถวายพระเถระ.

การบวชทำได้ยาก

พระเถระได้กล่าวกับเด็กนั้นว่า "ติสสะ ชื่อว่าการบวชเป็นของที่ทำได้ยาก, เมื่อความต้องการด้วยของร้อนมีอยู่ ย่อมได้ของเย็น, เมื่อความต้องการด้วยของเย็นมีอยู่ ย่อมได้ของร้อน, ชื่อว่า นักบวชทั้งหลายย่อมเป็นอยู่โดยลำบาก, ก็เธอเสวยความสุขมาแล้ว."

ติสสะ: ท่านขอรับ กระผมจักสามารถทำได้ทุกอย่าง ตามทำนองที่ท่านบอกแล้ว.
พระเถระกล่าวว่า "ดีละ"

จึงได้บอกกรรมฐานทั้ง ๕ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ด้วยสามารถแห่งการกระทำไว้ในใจโดยความเป็นของปฏิกูลแก่เด็กนั้น ให้เด็กบวชแล้ว. จริงอยู่ การที่ภิกษุบอกอาการ ๓๒ แม้ทั้งสิ้นเป็นการควรแท้, เมื่อไม่อาจบอกได้ทั้งหมด พึงบอก ตจปัญจกกัมมัฏฐาน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ห้าอย่างก็ได้, ว่าด้วย กัมมัฏฐานนี้ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ไม่ทรงละแล้วโดยแท้. ภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี ผู้บรรลุพระอรหัตในบรรดาอาการทั้งหลายมีผมเป็นต้น ส่วนหนึ่งๆ ย่อมไม่มีกำหนด. ก็ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ฉลาด เมื่อยังกุลบุตรให้บวช ย่อมทำอุปนิสัยแห่งพระอรหัตให้ฉิบหายเสีย เพราะเหตุนั้น พระเถระบอกกัมมัฏฐานแล้ว จึงให้บวช ให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐.

มารดาบิดาทำสักการะแก่บุตรผู้บวชแล้ว ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเท่านั้นแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในวิหารนั่นเองสิ้น ๗ วัน. ฝ่ายภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า "เราทั้งหลายไม่สามารถจะฉันข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเป็นนิตย์ได้." มารดาบิดา แม้ของสามเณรนั้น ได้ไปสู่เรือนในเวลาเย็นในวันที่ ๗. ในวันที่ ๘ สามเณรเข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุทั้งหลาย.

สามเณรมีลาภมากเพราะผลทานในกาลก่อน

ชาวเมืองสาวัตถี กล่าวว่า "ได้ยินว่า สามเณรจักเข้าไปบิณฑบาตในวันนี้, พวกเราจักทำสักการะแก่สามเณรนั้น" ดังนี้แล้ว จึงทำเทริดด้วยผ้าสาฎกประมาณ ๕๐๐ ผืน จัดแจงบิณฑบาต ประมาณ ๕๐๐ ที่ ได้ถือไปยืนดักทางถวายแล้ว. ในวันรุ่งขึ้น ได้มาสู่ป่าใกล้วิหาร ถวายแล้ว. สามเณรได้บิณฑบาตพันหนึ่ง กับผ้าสาฎกพันหนึ่ง โดย ๒ วันเท่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้ ให้คนถวายแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว. ได้ยินว่า นั่นเป็นผลแห่งผ้าสาฎกเนื้อหยาบที่สามเณรถวายแล้วในคราวเป็นมหเสนพราหมณ์.

ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายขนานนามสามเณรนั้นว่า "ปิณฑปาตทายกติสสะ" รุ่งขึ้นวันหนึ่งในฤดูหนาว สามเณรเที่ยวจาริกไปในวิหาร เห็นภิกษุทั้งหลายผิงไฟอยู่ในเรือนไฟเป็นต้นในที่นั้นๆ จึงเรียนว่า "ท่านขอรับ เหตุไรท่านทั้งหลายจึงนั่งผิงไฟ?"

พวกภิกษุ: เพราะความหนาวเบียดเบียนพวกเรา สามเณร.
สามเณร: ท่านขอรับ ธรรมดาในฤดูหนาว ท่านทั้งหลายควรห่มผ้ากัมพล เพราะผ้ากัมพลนั้นสามารถกันหนาวได้.
พวกภิกษุ: สามเณร เธอมีบุญมากพึงได้ผ้ากัมพล พวกเราจักได้ผ้ากัมพลแต่ที่ไหน?
สามเณรกล่าวว่า "ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายผู้มีความต้องการผ้ากัมพล จงมากับกระผมเถิด" แล้วให้บอกภิกษุในวิหารทั้งสิ้น. ภิกษุทั้งหลายคิดว่า "พวกเราจักไปกับสามเณรแล้ว นำผ้ากัมพลมา" อาศัยสามเณรผู้มีอายุ ๗ ปี ออกไปแล้วประมาณพันรูป. สามเณรนั้นมิให้แม้จิตเกิดขึ้นว่า "เราจักได้ผ้ากัมพลแต่ที่ไหน เพื่อภิกษุประมาณเท่านี้" พวกภิกษุเหล่านั้นบ่ายหน้าสู่พระนครไปแล้ว.

จริงอยู่ ทานที่บุคคลถวายดีแล้ว ย่อมมีอานุภาพเช่นนี้. สามเณรนั้นเที่ยวไปตามลำดับเรือนภายนอกพระนครเท่านั้น ได้ผ้ากัมพลประมาณ ๕๐๐ ผืนแล้ว จึงเข้าไปภายในพระนคร. พวกมนุษย์นำผ้ากัมพลมาแต่ที่โน้นที่นี้. ส่วนบุรุษคนหนึ่งเดินไปโดยทางประตูร้านตลาด เห็นชาวร้านตลาดคนหนึ่ง ผู้นั่งคลี่ผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืน จึงพูดขึ้นว่า "ท่านผู้เจริญ สามเณรรูปหนึ่งรวบรวมผ้ากัมพลอยู่, ท่านจงซ่อนผ้ากัมพลของท่านเสียเถิด.”

ชาวร้านตลาด: ก็สามเณรนั้น ถือเอาสิ่งที่เขาให้แล้วหรือที่เขายังไม่ให้.
บุรุษ: ถือเอาสิ่งที่เขาให้แล้ว.
ชาวร้านตลาดพูดว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น, ถ้าเราปรารถนา เราจักให้, หากเราไม่ปรารถนา จักไม่ให้ ท่านจงไปเสียเถิด" ดังนี้แล้ว ก็ส่งเขาไป.

ลักษณะคนตระหนี่

จริงอยู่ พวกคนตระหนี่ผู้เป็นอันธพาล เมื่อชนเหล่าอื่นให้ทานอย่างนี้ ก็ตระหนี่แล้ว จึงเกิดในนรก เหมือนกาฬอำมาตย์เห็นอสทิสทานแล้ว ตระหนี่อยู่ฉะนั้น. ชาวร้านตลาด คิดว่า "บุรุษนี้มาโดยธรรมดาของตน กล่าวกะเราว่า ‘จงซ่อนผ้ากัมพลของท่านเสีย’, แม้เราก็ได้กล่าวว่า "ถ้าสามเณรนั้นถือเอาสิ่งที่เขาให้, ถ้าเราปรารถนา เราจักให้ของๆ เรา หากไม่ปรารถนา เราก็จักไม่ให้, ก็เมื่อเราไม่ให้ของที่สามเณรเห็นแล้ว ความละอายย่อมเกิดขึ้น, เมื่อเราซ่อนของๆ ตนไว้ ย่อมไม่มีโทษ, บรรดาผ้ากัมพล ๕๐๐ นี้ ผ้ากัมพล ๒ ผืนมีราคาตั้งแสน, การซ่อนผ้า ๒ ผืนนี้ไว้ จึงจะควร" ดังนี้แล้ว จึงผูกผ้ากัมพลทั้งสองผืน ทำให้เป็นชายด้วยชาย คือ เอาชายผ้า ๒ ผืนผูกวางซ่อนไว้ในระหว่างแห่งผ้าเหล่านั้น.

ฝ่ายสามเณรถึงประเทศนั้นพร้อมด้วยภิกษุพันหนึ่ง. เขาพอเห็นสามเณรเท่านั้น ความรักเพียงดังบุตรก็เกิดขึ้นแก่ชาวร้านตลาด สรีระทั้งสิ้นได้เต็มเปี่ยมแล้วด้วยความรัก. เขาจึงคิดว่า "ผ้ากัมพลทั้งหลายจงยกไว้, เราเห็นสามเณรนี้แล้วจะให้แม้เนื้อหัวใจ ก็ยังให้ได้." ชาวร้านตลาดนั้นนำผ้ากัมพลทั้งสองผืนนั้นออกมาวางไว้แทบเท้าของสามเณร ไหว้แล้วได้กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ผมพึงมีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว."

สามเณรแม้นั้นได้ทำอนุโมทนาแก่เขาว่า "ขอจงสำเร็จอย่างนั้นเถิด" สามเณรได้ผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืนแม้ในภายในพระนคร. ในวันเดียวเท่านั้นได้ผ้ากัมพลพันหนึ่ง ได้ถวายแก่ภิกษุพันหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงขนานนามของสามเณรนั้นว่า "กัมพลทายกติสสะ" ผ้ากัมพลที่สามเณรให้ในวันตั้งชื่อ ถึงความเป็นผ้ากัมพลพันหนึ่ง ในเวลาตนมีอายุ ๗ ปี ด้วยประการฉะนี้.

ให้ของน้อยแต่ได้ผลมาก

ของน้อยอันบุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมาก, ของมากที่บุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมากกว่า, ฐานะอื่นนั้น ยกพระพุทธศาสนาเสียมิได้มี. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ของน้อยที่บุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมาก; ของมากที่บุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมากกว่า, หมู่ภิกษุนี้ก็เป็นเช่นนั้น." แม้สามเณรมีอายุ ๗ ปี ได้ผ้ากัมพลพันหนึ่ง ด้วยผลแห่งผ้ากัมพลผืนหนึ่งด้วยประการฉะนี้.

เมื่อสามเณรนั้นอยู่ในพระเชตวัน พวกเด็กที่เป็นญาติมาสู่สำนักพูดจาปราศรัยเนืองๆ. สามเณรนั้นมีความคิดว่า "อันเราเมื่ออยู่ในที่นี้ เมื่อเด็กที่เป็นญาติมาพูดอยู่ ไม่อาจที่จะไม่พูดได้ ด้วยการเนิ่นช้า คือการสนทนากับเด็กเหล่านี้ เราไม่อาจทำที่พึ่งแก่ตนได้ ไฉนหนอ เราเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว พึงเข้าไปอยู่ป่า." ติสสสามเณรนั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลให้พระศาสดาตรัสบอกกัมมัฏฐานจนถึงพระอรหัต ได้ไหว้พระอุปัชฌาคือ ท่านพระสารีบุตรแล้ว ถือบาตรและจีวรออกไปจากวิหารแล้ว มีความคิดว่า "ถ้าเราจักอยู่ในที่ใกล้ไซร้, พวกญาติจะร้องเรียกเราไป" เธอจึงได้ไปสิ้นทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์. ครั้งนั้น สามเณรเดินไปทางประตูบ้านแห่งหนึ่ง เห็นชายแก่คนหนึ่ง จึงถามว่า "อุบาสก วิหารในป่าของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในประเทศนี้มีอยู่รึไหม?"

อุบาสก: มี ขอรับ.
สามเณร: ถ้าอย่างนั้น ขอท่านช่วยบอกทางแก่ฉันเถิด.

ก็ความรักเพียงดังบุตรเกิดขึ้นแล้วแก่อุบาสก เพราะเห็นสามเณรนั้น. ลำดับนั้น อุบาสกยืนอยู่ในที่นั้นนั่นแล ไม่บอกแก่สามเณรนั้น แต่กล่าวว่า "มาเถิด ขอรับ ผมจักบอกแก่ท่าน" ได้พาสามเณรนั้นไปแล้ว. สามเณรเมื่อไปกับอุบาสกแก่คือ ชชายแก่นั้น เห็นประเทศ ๖ แห่ง ๕ แห่ง อันประดับแล้วด้วยดอกไม้และผลไม้ต่างๆ ในระหว่างทาง จึงถามว่า "อุบาสก ดินแดนคือประเทศนี้ชื่อว่าอะไร?" ฝ่ายอุบาสกนั้นบอกชื่อประเทศเหล่านั้น แก่สามเณรนั้น ถึงวิหารอันตั้งอยู่ในป่าแล้ว กล่าวว่า "ท่านขอรับ ที่นี่เป็นที่สบาย, ขอท่านจงอยู่ในที่นี้เถิด" แล้วได้ถามสามเณรว่า "แล้วท่านชื่ออะไร? ขอรับ" เมื่อสามเณรบอกว่า "ฉันชื่อวนวาสีติสสะ อุบาสก." อุบกสกจึงกล่าวว่า "พรุ่งนี้ ท่านควรไปเที่ยวบิณฑบาตในบ้านของพวกกระผม" แล้วเขาก็กลับไปสู่บ้านของตนนั่นแหละ บอกแก่พวกมนุษย์ว่า "สามเณร ชื่อวนวาสีติสสะมาสู่วิหารแล้ว, ขอท่านจงจัดแจงอาหารวัตถุมียาคูและภัตเป็นต้น เพื่อสามเณรนั้น."

ในครั้งแรกทีเดียว สามเณรเป็นผู้ชื่อว่า "ติสสะ" แต่นั้นได้ชื่อ ๓ ชื่อเหล่านี้คือ ปิณฑปาตทายกติสสะ, กัมพลทายกติสสะ, วนวาสีติสสะ ได้ชื่อ ๔ ชื่อภายในอายุ ๗ ปี. ในวันรุ่งขึ้น สามเณรนั้นเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านนั้นแต่เช้าตรู่. พวกมนุษย์ถวายภิกษา ไหว้แล้ว. สามเณรกล่าวว่า "ขอท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข, ขอจงพ้นจากทุกข์เถิด." แม้มนุษย์คนหนึ่งถวายภิกษาแก่สามเณรนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถจะกลับไปยังเรือนได้อีก, ทุกคนได้ยืนแลดูอยู่ทั้งนั้น. แม้สามเณรนั้นก็รับภัตพอยังอัตภาพให้เป็นไปเพื่อตน. ชาวบ้านทั้งสิ้นหมอบลงด้วยอก แทบเท้าของสามเณรนั้นแล้ว กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า เมื่อท่านอยู่ในที่นี้ตลอดไตรมาสนี้ พวกกระผมจักรับสรณะ ๓ ตั้งอยู่ในศีล ๕ จักทำอุโบสถกรรม ๘ ครั้งต่อเดือน. ขอท่านจงให้ปฏิญญาแก่กระผมทั้งหลาย เพื่อประโยชน์แห่งการอยู่ในที่นี้."

สามเณรนั้นกำหนดอุปการะ จึงให้ปฏิญญาแก่มนุษย์เหล่านั้น เที่ยวบิณฑบาตในบ้านนั้นนั่นแลเป็นประจำ. ก็ในขณะที่เขาไหว้แล้วๆ สามเณรกล่าวเฉพาะ ๒ บทว่า "ขอท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข, จงพ้นจากทุกข์" ดังนี้แล้ว ก็หลีกไป. สามเณรนั้นให้เดือนที่ ๑ และเดือนที่ ๒ ล่วงไปแล้ว ณ ที่นั้น แม้เดือนที่ ๓ ล่วงไป ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.