โคลิสสานิสูตร  ว่าด้วย อรัญญิกธุดงค์

HIGHLIGHTS:

  • โคลิสสานิสูตร ว่าด้วย อรัญญิกธุดงค์ คือ ธุดงควัตรในข้อการอยู่ป่าเป็นวัตร ๑๗ ข้อ
  • อารัญญกวัตร ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ๑๔ อย่าง
  • ภิกษุผู้สมาทานธุดงค์ ๑๓ ว่าด้วย ภิกษุอยู่ป่าเป็นวัตร
  • คนที่ปฏิบัติธุดงควัตรด้วยเหตุ ๕ ประการ มีอะไรบ้าง?
  • ลักษณะของคนพาล และบัณฑิต

บทคัดย่อ

 

"ธุดงควัตร" ข้อปฏิบัติที่เป็นไปได้ยาก เป็นไปเพื่อขูดเกลากิเลสเป็นอย่างยิ่ง

ทีนี้มันจะมาสอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสบอกไว้กับท่านพระอุบาลี ท่านผู้ฟังอาจจะคิดว่า "คนที่ปฏิบัติธุดงค์น่าจะดีหมด อย่างน้อยก็มีจิตใจดี เพราะลำบากหนิ ใครจะไปอยู่ลำบากได้" ไม่แน่! ท่านผู้ฟัง เพราะดูแต่ภายนอกเพียงลำพังไม่ได้ มีศีลใช่ไหม? "ดี" ลำพังดูแต่ภายนอกมีธุดงควัตรใช่ไหม?"ดี แต่ข้างในอาจจะบิดเบี้ยว เหมือนดาบที่หมกเอาไว้ในจีวร" อันนี้มีเพราะอะไร? "พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้กับท่านพระอุบาลี คนที่ปฏิบัติธุดงควัตรด้วยเหตุ ๕ ประการ มีอะไรบ้าง? ได้แก่...

 

  1. "อุบาลี! ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนั้น มี ๕ จำพวก คือ

     

    • เพราะเป็นผู้เขลา เพราะเป็นผู้งมงาย จึงอยู่ป่า
    • เป็นผู้ปรารถนาเลวทราม ถูกความอยากครอบงำ จึงอยู่ป่า
    • เป็นเพราะมัวเมา เพราะจิตฟุ้งซ่าน จึงอยู่ป่า
    • เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า หรือ พระสาวกของพระพุทธเจ้าจะสรรเสริญ จึงอยู่ป่า
    • เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด เพราะอาศัยว่า การอยู่ป่ามีประโยชน์อันงามนี้ จึงอยู่ป่า"

    #พุทธพจน์

 

ข้อ ๕ ดีที่สุด คือ การมีความขัดเกลา มีความมักน้อย สันโดษ จึงได้ปฏิบัติในข้อนี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเปรียบกับหัวเนยใส จัดเป็นสุดยอดที่จะได้จากโค / ส่วนข้อ ๑-๔ นี้ไม่ดี

คุณมาปฏิบัติธรรม ขวนขวายในการปฏิบัติ ถ้าเผื่อว่า คุณทำอะไรไม่ดีสักอย่างใดอย่างหนึ่ง บางทีคนอื่นเขาจะว่าเอาได้ว่า "อ้าว คุณมาปฏิบัติธรรม ขวนขวายหาความรู้ในทางธรรมะ อ้าวแล้วทำไมทำไม่ดีเหล่านี้ๆ อยู่" ลักษณะการว่าที่จะเกิดขึ้นก็มาจากการที่เข้าไปสู่หมู่นั่นเอง ก็อยู่ที่ว่า หมู่ที่คุณเข้าไปเป็นบัณฑิต หรือคนพาล

  • ถ้าเข้าไปสู่หมู่ของคนพาล การด่าว่าของคนพาล บางทีมันฟังไม่ได้ มันไม่ถูกต้อง
  • ถ้าเข้าไปสู่หมู่ของบัณฑิต และเขาด่าว่า อันนี้เราต้องฟังว่า ถูก หรือไม่ถูกอย่างไร? ทีนี้การด่าว่า อาศัยเหตุปัจจัยอะไร? พระสารีบุตรได้เทศน์สอนในหมู่ภิกษุสงฆ์ โดยปรารภภิกษุที่ชื่อว่า "โคลิสสานิ" ที่มีข้อประพฤติปฏิบัติมีมารยาททรามว่า
  1. "ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรปรารภ โคลิสสานิภิกษุ จึงเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อันภิกษุผู้สมาทานอรัญญิกธุดงค์ ธุดงควัตรในข้อการอยู่ป่าเป็นปกติ เมื่อไปสู่สงฆ์ อยู่ในสงฆ์

     

    • ...ควรเป็นผู้มีความเคารพยำเกรง ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย...
    • ...ควรเป็นผู้ฉลาดในที่นั่งด้วยดีดังนี้ว่า เราจักไม่นั่งเบียดภิกษุผู้เถระ และจักไม่ห้ามอาสนะภิกษุผู้นวกะ...
    • ...ไม่ควรเข้าบ้านให้เช้านัก ไม่ควรกลับให้สายนัก...
    • ...ไม่ควรถึงความเที่ยวไปในตระกูลทั้งหลาย ในเวลาก่อนภัต ในเวลาหลังภัต...
    • ...ไม่ควรเป็นผู้คะนองกาย คะนองวาจา...
    • ...ไม่ควรเป็นผู้ปากกล้า เจรจาเกลื่อนกล่น...
    • ...ควรเป็นผู้ว่าง่าย มีกัลยาณมิตร...
    • ...ควรเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย...
    • ...ควรเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ...
    • ...ควรเป็นผู้ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นเนืองๆ...
    • ...ควรเป็นผู้ปรารภความเพียร...
    • ...ควรเป็นผู้มีสติตั้งมั่น...
    • ...ควรเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น...
    • ...ควรเป็นผู้มีปัญญา...
    • ...ควรทำความเพียรในอภิธรรม ในอภิวินัย...
    • ...ควรทำความเพียรในวิโมกข์อันละเอียด คือ อรูปสมาบัติที่ล่วงรูปสมาบัติ...
    • ...ควรทำความเพียรในอุตตริมนุสสธรรม คือ สิ่งที่เป็นผล คือ นิพพาน ขึ้นมา

เพราะฉะนั้น ถ้ารู้แล้วก็ควรจะทำประโยชน์เหล่านี้ให้เกิดขึ้น ด้วยการที่ทำความเพียรนั่นแหละ(อภิธรรม, อภิวินัย), ทำความเพียรในวิโมกข์อันละเอียด คือ อรูปสัญญาสมาบัติ ทำความเพียรในอุตริมนุสธรรม ตรงนี้ คำว่า "อภิธรรม", "อภิวินัย" คำว่า "อภิ" หมายถึง ยิ่งขึ้น ดีขึ้น เช่นว่า ถ้าเรารู้พระสูตร คุณก็ต้องรู้ตัวบทของธรรมด้วย, ถ้าคุณรู้ตัวบทของธรรมะ เช่น รู้อินทรีย์ ๕, ขันธ์ ๕, พละ ๕, อนุสสติ ๑๐ ก็ต้องรู้ที่มาด้วยว่าอยู่ในพระสูตรไหน ตรัสไว้กับใคร ตรงนี้เราต้องรู้ให้มันยิ่งขึ้นไป หรือว่า รู้ภาษาไทยแล้ว ก็ควรจะรู้ภาษาบาลีด้วย, รู้บาลีแล้ว อรรถะเขาว่าอย่างไง? อรรถะภาษาไทยเขาว่าอย่างนี้ ภาษาบาลีเขามีอรรถะที่แตกต่างกันไหม? อย่างไร? ต่อเนื่องไปๆ พวกนี้คุณจะต้องทำความรู้ ทำความเข้าใจ ในเรื่องทั้งธรรมะที่ยิ่งขึ้นไป และวินัยที่ยิ่งขึ้นไป ทำความเชื่อมโยง ต่อเนื่องในเรื่องหมวดของธรรม หมวดของวินัยให้ได้ ส่วนในเรื่องของอรูปสัญญาสมาบัติ ก็คือ อรูปฌาน นั่นเอง ที่เหนือขึ้นไป

ข้อนี้ตรงนี้ เรื่องสำคัญ คือ อุตตริมนุสสธรรม คำว่า "อุตตริมนุสสธรรม" คือ ธรรมที่เหนือขึ้นไปของมนุษย์ "ยิ่งขึ้นไปของมนุษย์" ไม่ได้เป็นความหมายที่ไม่ดี ซึ่งบางทีเราเอามาใช้อวดอุตตริ คำที่ไม่ดี คือ คำว่า "อวด" อวด-มันไม่ดี แต่ถ้าไม่อวดแล้วมี-อันนี้ดี

ถ้าโคลิสสานิเป็นคนพาล ก็จะมีความคิดว่า "สารีบุตรนี่ ว่าเรานะเนี่ย!" ก็จะฮึดฮัดไม่ยอมฟัง มีความโกรธ มีความขัดเคือง มีความไม่พอใจ เหมือนคนที่มีแผลกลัดหนอง เวลาโดนกระทบก็จะเจ็บจี๊ดมาก ถ้าท่านเป็นคนพาล

แต่ถ้าท่านเป็นบัณฑิต เป็นผู้ที่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น บัณฑิตเขาจะมีลักษณะอย่างนี้ ถูกด่า ถูกว่า นี่ก็ต้องฟังดูว่า ท่านพูดจริงไหม? เอื้อเฟื้อในคำด่า คำว่า นั้น ฟังดูว่า

ใน ๑๗ ข้อนี้ เรามีสักข้อหนึ่ง ข้อใดไหม? ที่เราจะปรับปรุงแก้ไขได้ หรือทั้ง ๑๗ ข้อ ก็จึงจะน้อมฟัง ในรายละเอียดตรงนี้ท่านไม่ได้พูดเอาไว้ พูดไว้แต่ที่ท่านสารีบุตรอธิบายแจกแจงเอาไว้ที่ความที่ว่า

"การมาอยู่ป่า" หมายถึงว่า คุณมาอยู่เสรีคนเดียว คุณไม่มีผู้ตักเตือน ถ้าคุณไม่มีผู้ตักเตือนแล้วจะไปอยู่คนเดียวทำไม? ก็ในเมื่อไม่มีผู้ตักเตือน ไปอยู่คนเดียว แล้วยังทำไม่ดี มาอยู่ในหมู่ดีกว่า ให้เขาตักเตือน ให้เขาบอกสอน ให้เขาว่า ให้เขาติชม เพื่ออะไร?"ก็ผู้ถูกสอน รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่นแล้ว จึงจะตั้งอยู่ในกุศลธรรม นั้นได้ อันนี้สำคัญ"

การที่เราไปฝึกปฏิบัติคนเดียว ไม่มีครูบาอาจารย์คอยบอกสอน อันนี้คือ อยู่เสรีนะ อยู่เสรีแล้วอย่างไง?"โอ้ว ฟุ้งซ่าน ว่ายาก ปากกล้า เจรจาเกลื่อนกล่น คะนองกาย วาจา ไม่ทำความเพียร ธรรมะอะไรก็ไม่ค่อยรู้ แล้วจะประโยชน์อะไรด้วยการปฏิบัติเสรี จะประโยชน์อะไรด้วยการที่จะขอไปอยู่คนเดียว จะประโยชน์อะไรที่จะไปอยู่วิเวกหลีกเร้นแล้วไม่มีคนสอน แล้วก็ยังทำความดีไม่ได้ด้วยซ้ำ ไร้สาระสิ้นดี ไม่ควร ควรจะอยู่กับครูบาอาจารย์ ควรจะอยู่กับคนที่เขาจะบอกสอน มีความเคารพ มีความยำเกรงกัน เรื่องนี้เรื่องสำคัญ

อันนี้คือ ประเด็นที่ท่านพระสารีบุตรพูดตรงนี้ว่า การอยู่เสรี อยู่คนเดียว อย่างข้อที่อยู่ป่าเป็นวัตร ถ้าอยู่เสรีแล้ว แล้วปรากฏว่าคุณเป็นอย่างในข้อที่ ๑) คือ มีความไม่เคารพ มีความไม่ยำเกรงในหมู่ แล้วไม่มีคนบอก ไม่มีคนสอน ก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ก็จะถูกเขาติเตียนได้

เพราะฉะนั้น คนที่ปฏิบัติธุดงควัตร หรือแม้แต่คนที่ขวนขวายจะมาปฏิบัติธรรมก็ตาม คือ ท่านพระสารีบุตรแจกแจงไว้ ๑๗ ข้อ โดยยกข้อธุดงควัตรข้อการอยู่ป่าเป็นวัตรอย่างเดียว ถ้าเราจะเอาหลักการนี้มาแจกแจงต่อไป มันจะไม่ใช่แค่ข้อธุดงควัตรในข้อนี้อย่างเดียว มันจะรวมถึงธุดงควัตรในข้ออื่นๆ อีก คือ รวมถึงการขวนขวายในการปฏิบัติในรูปแบบอื่นๆ ทั้งหมด ไม่ใช่พระสงฆ์อย่างเดียว ยังรวมถึงฆราวาส ผู้ขวนขวายในการปฏิบัติทั้งหมด

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง