การเข้าถึงชั้นพรหมเมื่อโลกถูกทำลาย และศรัทธาที่ถูกต้อง

HIGHLIGHTS:

  • ฌานสมาธิที่เกิดขึ้นตอนเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดความรู้สึกสลดสังเวช ความสลดสังเวชตรงนี้ “เป็นกุศลธรรม” สมาธิตรงนี้เป็นกำลังให้สัตว์ไปเกิดในพรหมโลกได้ เมื่อมีการแตกทำลายลงของโลก
  • โทษของความเลื่อมใสศรัทธานั้นมีอยู่ เมื่อเราเกิดศรัทธาในบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้วเขาเกิดเปลี่ยนแปลงไป(ตายหรือผิดศีล)แล้วศรัทธานั้นเสื่อมลงไม่ตั้งไว้ในพระสัทธรรม สามารถแก้ได้ ด้วยการตั้งสติขึ้น
  • ไม่ใช่ว่าไม่ให้มีความเลื่อมใส แต่ว่าให้มีความเลื่อมใสให้ถูก คือ ถ้าศรัทธามากเกินกำลังของสติ ส่วนที่เกินมา คือตัณหา(ความอยาก)ที่ออกในรูปของความลุ่มหลง ความติดยึดในครูบาอาจารย์ ให้เพิ่มกำลังสติขึ้นกำลังสติที่เพิ่มขึ้นจะควบคุมกำลังศรัทธานี้ได้

บทคัดย่อ

 

คำถาม: ในขณะที่โลกถูกทำลายด้วยไฟและน้ำจนถึงชั้นพรหม สัตว์ส่วนใหญ่จะไปเกิดที่ชั้นพรหม แล้วสัตว์ที่อยู่ในภพที่ถูกทำลายจะเข้าถึงชั้นพรหมได้ทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? พวกสัตว์นรก พวกเปรต ไปชั้นพรหมได้อย่างไร? ถ้าไม่ไปชั้นพรหมแล้วเขาจะไปที่ไหน ?

--จาก คุณโจ้--

 

คำตอบ: ถูกต้อง ไปได้อย่างไร? เพราะสัตว์เหล่านั้นเห็นการแตกทำลายของโลกแล้วสลดสังเวช "ความสลดสังเวช" ความรู้สึกนี้เป็นกุศลธรรม ทำให้ได้ฌานสมาธิในขั้นที่หนึ่ง จึงมีผลให้เมื่อกายนี้แตกตายไปก็ไปอยู่ในพรหมโลก แม้กำลังสมาธินิดเดียวก็ทำให้เกิดในพรหมโลกได้ ส่วนจะสามารถดำรงอยู่ในความเป็นพรหมได้ยาวนานหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่ากำลังสมาธินั้นมันมีมากหรือมีน้อย แต่ด้วยความที่พรหมความสั้นของพรหมโลกนี้ก็ยาวนานเพียงพอที่จะให้โลกที่แตกทำลายไปด้วยไฟ ด้วยน้ำหรือด้วยลมก็ตาม ได้เกิดเป็นกัปใหม่ขึ้นมา

 

คำถาม: ถ้าเราศรัทธาพระรูปหนึ่งอยู่แต่ตอนหลังเราหมดศรัทธากับท่าน อยากถามว่าบุญหรือทานที่เราได้หมั่นสะสมไว้ตอนที่ศรัทธาท่านอยู่นั้น จะได้ติดตามเราไปในภพหน้าหรือไม่? เราจะวางจิตอย่างไร? แล้วเกณฑ์ที่จะวัดพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น จะสามารถดูได้ที่ตรงไหน?

--จาก คุณแทน--

 

คำตอบ: นี่แหล่ะคือข้อเสียหรือโทษของความเลื่อมใส ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ เมื่อเราเลื่อมใสในบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้ว เมื่อเขาทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่งหรือว่าเขาตายไป พอมีข้อนี้เป็นเหตุ ก็เกิดเสื่อมจากพระสัทธรรม ไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม ตรงนี้แหล่ะ คือ ศรัทธาเราตั้งไว้ไม่ถูก

ถ้าศรัทธาเราตั้งไว้ถูกแล้ว จะไม่มีใครมาทำให้ศรัทธาเราเสื่อมไปได้เลย เรียกว่าเป็น "อาจารศรัทธา" คือ ศรัทธาที่มั่นคงมาก แล้วศรัทธาแบบนี้อยู่ตรงไหน? ก็อยู่ในพุทธโธ ธัมโม สังโฆ

 

ในกรณีเมื่อมีความเสื่อมศรัทธาในสังโฆ เราจะตั้งจิตของเราไว้อย่างไร

 

ศรัทธาที่มีมากเกินกำลังของสติ ส่วนที่เกินไปนั้น คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นโดยเราไม่รู้ตัว มีความอยากที่ไหน มีความยึดถือที่นั่น เมื่อมีความยึดถือยึดติดในครูบาอาจารย์ มันจึงเป็นเหตุให้พอท่านตายไปบ้าง หรือท่านเป็นอย่างอื่นไป มีความไม่ดีบ้าง ....เราจึงมีความหวั่นไหว ลำดับแรกคือ เราต้องไม่เคลื่อนออกจากพระสัทธรรม จะทำอย่างไร?

 

ก็ตั้งสติขึ้นเพิ่มกำลังของสติให้มันเท่ากับศรัทธาที่เกินไป สติที่มีกำลังจะสามารถควบคุม ความอยากที่มันเกินกำลังได้

 

เราจะมีเกณฑ์ที่วัดพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างไร?

ให้ดูที่ศีล ดูที่จิต ดูที่สมาธิ ดูที่ปัญญา ให้มีความแยบคาย พิจารณาดูตรงนี้

 

อย่างไรก็ตาม ศรัทธาของเราอย่าให้ตั้งไว้บนความอยากอย่าให้ตั้งไว้บนความยึดถือ เพราะว่าถ้ากำลังสติของเราไม่มากพอ ศรัทธาที่เรามีมาก มันเป็นโทษ

 

ไม่ใช่ว่าปรับศรัทธาให้ลดนะ แต่ให้ปรับสติให้เพิ่มต่างหาก ไม่ใช่ว่าปรับศรัทธาให้มันน้อยลง แต่ให้เพิ่มกำลังปัญญาของเราด้วยการตั้งสติของเราให้ดี สติมีแล้ว สมาธิเกิดขึ้น ปัญญาก็จะเกิดตาม สติตรงนี้แหล่ะที่จะมาช่วยรักษาศรัทธาของเราให้มีกำลังไม่เป็นศรัทธาหัวเต่า แต่เป็นศรัทธาที่หยั่งลงมั่นในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ได้

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

  • ปุคคลปสาทสูตร เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

    [๒๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคล ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้น ต้องอาบัติอันเป็นเหตุให้สงฆ์ยกวัตร เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ ถูกสงฆ์ยกวัตรเสียแล้ว เขาจึงเป็นผู้ไม่มีความเลื่อมใสมากในพวกภิกษุ เมื่อไม่มีความเลื่อมใสมากในพวกภิกษุ จึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลข้อที่ ๑ ฯ

    อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นต้องอาบัติ อันเป็นเหตุให้สงฆ์บังคับให้เขานั่งที่สุดสงฆ์ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รัก ที่ชอบใจของเรานี้ ถูกสงฆ์บังคับให้นั่งในที่สุดสงฆ์เสียแล้ว เขาจึงเป็นผู้ไม่มีความเลื่อมใสมากในพวกภิกษุ … จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลข้อที่ ๒ ฯ

    อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นหลีกไปสู่ทิศเสีย เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ หลีกไปสู่ทิศเสียแล้ว เขาจึงเป็นผู้ไม่มีความเลื่อมใสมากในพวกภิกษุ … จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลข้อที่ ๓ ฯ

    อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นลาสิกขา เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ ลาสิกขาเสียแล้ว เขาจึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น … จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษในความเสื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลข้อที่ ๔ ฯ

    อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นกระทำกาละเสีย เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ กระทำกาละเสียแล้ว เขาจึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลข้อที่ ๕ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในความเลื่อมใสที่เกิดในบุคคล ๕ ประการนี้แล ฯ

    จบสูตรที่ ๑๐

  • อ่าน "อัคคัญญสูตร"
  • อ่าน "จักกวัตติสูตร"
  • อ่าน "สุริยสูตร"