ลึกถึงใจ

  • ความกว้างขวางของธรรมะในทางกายทางวาจา คือเริ่มที่ศีล
  • ความลึกซึ้งของธรรมะ ไม่ใช่แค่สมอง แต่ลึกถึงใจ
  • เริ่มที่ศีล ตามด้วยสติ จิตเป็นหนึ่ง จะเห็นความเป็นอนัตตา
  • ความเข้าใจที่ลึกลงมาในใจ จะทำให้เห็น จิต เห็นความแยกกันไปของสิ่งต่างๆ เห็นอนัตตา นั่นเป็นวิมุต เป็นทางให้ถึงนิพพาน
  • อธิบายขั้นตอนที่จะทำให้ถึงวิมุตถึงนิพพาน โดยเปรียบเทียบกับการขุดลงไปตามลำดับ
  • การเห็นว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ทั้งตอนนั่งและไม่นั่งสมาธิ
  • การรักษาศีลไม่ใช่การเก็บกด การเก็บกดคือการเก็บอกุศลธรรม

 

“ในใจของเรานี้มันลึก ร่างกายของเราที่กว้าง ๑ ศอก ยาว ๑ วา หนา ๑ คืบ ใจของเรามันลึกซึ้งลงไป ให้ธรรมะนั้นลึกตามไปด้วย”

 

เข้าถึงใจเข้าถึงธรรม

ธรรมนี้ต้องนำเข้าสู่ใจ ไม่ใช่แค่เข้าหู เข้าสมอง จำได้ แต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ทำไม่เป็น ไม่เอาไปทำ ไม่ใช้งาน ให้เข้าสู่ใจ แล้วปรุงแต่งออกมาเป็นไปในลักษณะที่จะทำให้เกิดการกระทำทางกาย ทางวาจา หรือทางความคิด ที่ถูกต้องดีงาม ธรรมะนี้มีประโยชน์ มันจะทำให้การคิดการพูดและการกระทำของเรา เป็นไปตามทาง ทางที่จะพาไปสู่นิพพาน สู่ความเย็น เราจะใช้กายที่มีความร้อนนี้ก้าวเข้าสู่ความเย็นได้อย่างไร

 

เราจะใช้กายที่มีความร้อนนี้ก้าวเข้าสู่ความเย็นได้อย่างไร

กายที่มีไออุ่นมีความร้อน ประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม ทำให้เรารู้สึกว่า เหมือนมันมี ตัวตน ขึ้นมา เป็นก้อนขึ้นมา นี่ตัวฉัน นั่นตัวเธอ ก็จะปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของมัน กายที่มีความร้อน มีความยึดถือ ก็เลยทำให้จิตนั้นมันไม่เย็น เราจะเข้าถึงความเย็นได้ เข้าใจจิตใจของเราว่า มันมีความเย็นมีความระงับอยู่ในตัวภายใน ผ่านทางกายที่มีความร้อนนี้ล่ะ

เราจะเข้าถึงคือเข้าใจที่พระพุทธเจ้าบอกว่า มันไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตา ได้อย่างไร ใครก็พูดได้ท่องได้จำได้ ว่ากายนี้เป็นอนัตตา จิตนี้เป็นอนัตตา ในนักปฏิบัติจะมีลำดับการปฏิบัติที่เริ่มจาก ศีล

 

รักษาศีลไม่ใช่การเก็บกด

ศีลหมายถึงการควบคุมกายวาจาให้เป็นไปในทางปกติ เป็นไปในทางเบื้องสูง เวลาที่เรารักษาศีลแล้ว กายของเราวาจาของเรา จะได้รับการควบคุม ทำความสะอาดทางกายทางวาจา กิเลสอย่างหยาบที่มันมี มันจะถูกกำจัดไปถูกระงับไป ซึ่งอันนี้มันไม่เหมือนกับความเก็บกด ความเก็บกดคือเก็บอกุศลธรรมเอาไว้เก็บความไม่ดีเอาไว้ แต่การที่เราไม่ทำความไม่ดี ไม่ใช่ว่าเก็บความไม่ดีเอาไว้ แต่ปล่อยความไม่ดีไป มันมองคนละมุม อยู่ที่มุมมอง มองให้ถูกว่าสิ่งนี้ไม่มีอยู่ในเรา ก็จะเป็นการไม่เก็บอกุศลธรรมไว้ มันมีเหตุมีปัจจัยของมัน

อย่าเก็บกด แต่ให้เห็นด้วยปัญญา ให้ทำให้ถูก พอเราเห็นด้วยปัญญา ทำให้ถูกแล้ว ไอ้เจ้ากิเลสอย่างหยาบมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ มันจะถูกปลดปล่อยออกไป ปล่อยไปตั้งแต่ปฏิบัตินั่นแหละ ไม่ใช่ปล่อยตอนหมดเวลาแล้ว

 

ความกว้างขวางความลึกของธรรมะ

พอเราปฏิบัติเรื่องทางกายทางวาจาได้ จุดประสงค์ที่เราทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ เป็น อนัตตา คำพูดสั้นๆตรงนี้ มีความลึกซึ้ง มีความกว้างขวาง มีความละเอียด เป็นอนู เราจะเข้าใจสิ่งนี้ได้ เริ่มจากกายของเรา เริ่มจากวาจาของเรา รักษาศีลให้ดี ปฏิบัติให้เป็นธรรมชาติ อย่าไปเห็นว่าอะไรที่มันไม่ดีที่มันจะเกิดทางกายทางวาจา ว่ามันเป็นตัวเราของเรา นี่มันกว้างขวางไปแล้วนะ มันกว้างขวางออกไปทางกายทางวาจา มันละเอียดเข้าไปทุกการกระทำของเรา

พอเราทำความกว้างขวาง ทำความละเอียดเข้าไปในกาย เข้าไปในวาจาของเรา ในการกระทำทางกายในการพูดแล้ว ให้มันลึกลงไปในใจ ตั้งจิตของเราเอาไว้ให้ดี ทำสมาธิให้เกิดขึ้น ด้วยการรักษาสติเอาไว้ ตั้งสติขึ้นด้วยเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่ง เราตั้งสติเอาไว้ จิตจะรวมลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นเอกภาพ คำว่าเป็นเอกภาพ หมายความว่า มันไม่ได้วุ่นวายไปตามความคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันระงับลงจากการที่จะต้องไป เปลี่ยนแปลงปรุงแต่งตามสิ่งที่ได้ยินตามสิ่งที่เห็น ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้ยิน เราจะไม่เห็น เราจะไม่รู้สึกนะ จิตที่รวมลงระงับลงได้ยินอยู่ เห็นอยู่ มันจะไม่ได้ไปปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงวุ่นวายไปตามสิ่งที่มากระทบนั้นหรือความคิดนั้น มันเหมือนแยกกันไป แยกกันในใจของเรา

จิตที่มันมีความระงับลง มันไปรับรู้อยู่แล้ว รับรู้เสียงที่ผ่านทางหู รับรู้ความรู้สึกร้อนเย็นที่ผ่านทางกาย รับรู้ความคิดนึกอารมณ์ผ่านทางช่องทางคือใจ การรับรู้นั้นคือ วิญญาณ มีการรับรู้แล้ว จิตที่รวมลง มันจะไม่ได้ไปเกลือกกลั้วไปตามปรุงแต่งไปตาม

แต่จิตที่รวมลง เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็เป็นไปตามเงื่อนไขของมัน เป็นไปตามสภาพของมัน เป็นไปตามสิ่งที่มันปรุงแต่งกันมา ความเห็นนี้เรียกว่า เห็นมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เห็นว่ามันไม่ใช่ตัวตน เป็นไปตามเงื่อนไขของมัน เป็นไปตามความที่มันมีเหตุมีปัจจัย มีเงื่อนไขของมันมา มันจึงเกิดขึ้น เห็นอยู่อย่างนี้แล้ว อันนี้มันคือ ความฉลาด อวิชชานุสัยมันจะไม่เกิดขึ้น

พอเราไม่มีการสั่งสมเจ้าราคะนุสัย ปฏิฆะนุสัย หรืออวิชชานุสัย เห็นมันตามสภาพที่เป็นจริง ความรู้สึกแบบนี้ หมายถึงทิฏฐิคือความเห็น นั้นแหละคือความที่เป็น อนัตตา มันลึกลงไปถึงใจ เข้าไปในจิตเลยว่า มันสั่งสมไม่ได้ มันจะไปยึดถือไม่ได้ (ความยึดถือนี้อาจเป็นอัตตวาทุปาทาน หรือทิฏฐุปาทาน)

แต่ถ้าเรามีความเข้าใจ ลึกลงไปข้างในใจของเรา ในความคิดก็ตาม ไม่ว่าความคิดนั้นจะเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นอารมณ์ความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้เกิดขึ้นในช่องทางคือ ใจ เราตั้งสติเอาไว้ ไอ้ความรู้สึกที่เป็นตัวตนที่ว่า นี้เป็นของเรา ความคิดนี้ก็ของเรา อารมณ์นี้ก็ของเรา สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราหมดเลย มันจะเริ่มแยกกันไป เราก็จะเริ่มเห็นว่า ความคิดนี้ไม่ใช่ของเรา อารมณ์นี้ไม่ใช่ของเรา มันมีเงื่อนไขมีปัจจัยของมัน มันจะเริ่มแยกกันไป มันก็จะค่อยขมวดเข้ามา ขมวดเข้ามา เหลือแต่ ตัวจิตล้วนๆ

 

แยกกันแล้วได้อะไรขมวดแล้วได้อะไร

จิตที่เรายึดถือว่า นี่เป็นตัวเราของเรา มันจะเริ่มขมวดเข้ามาๆ แยกกันออก แยกกันออกจากในใจที่มันมีหลากสิ่งหลายอย่าง นี่คือมันเริ่มลึกลงๆ จากที่กว้างขวางออกไปทางกายทางวาจา เรารักษาให้ดี มีศีลเป็นที่ตั้ง ที่กว้างขวางออกไป มีความละเอียดลงไปในกายของเรา มีความละเอียดลงไปในวาจาของเรา กว้างขวางออกไปแล้ว ให้มันลึกเข้ามา ให้มันลึกเข้ามาสู่ใจในความคิดต่างๆ ช่องทางนี้ ช่องทางนี้ ตัวเงินตัวทองมันอยู่ในนี้ รูจอมปลวกมีอยู่ ๖ รู อุดมันซะ ๕ รู ขุดลงไปที่รูนี้ อย่างไงคุณต้องเจอตัวเงินตัวทองแน่นอน

เรารักษาตาหูจมูกลิ้นและกายของเรา ด้วยการปรุงแต่งทางกาย การปรุงแต่งทางวาจา ให้กว้างขวางออกไปทางนั้น รักษาให้ดี อุดเอาไว้แล้ว ปิดเอาไว้แล้ว ไม่ได้เก็บกดนะ แต่ไม่ให้สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเกิดขึ้น มันไปไม่ได้แล้ว มาถึงรูที่อยู่ในใจของเรา เพ่งพินิจพิจารณา ตั้งสติขึ้นเอาไว้ให้ดี ให้มันลึกล้ำไปในทางนี้

พอเราตั้งสติขึ้นเอาไว้ ความคิดก็ตามที่เป็นเสียง ความคิดที่เป็นรูปภาพ ความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ตามทุกข์ก็ตาม จากสติที่เราตั้งขึ้นเอาไว้ มันจะเริ่มแยกกันออกไป เราจะเริ่มเห็นความคิดนั้นก็ตาม ความรู้สึกนั้น อารมณ์นั้น เสียงที่อยู่ในหูต่างๆ ว่ามันเป็นเงื่อนไข เป็นปัจจัยที่ปรุงแต่งกันมา ไม่ได้เป็นตัวเราของเรา ไม่ได้เป็นอัตตา แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าอนัตตา

ตั้งสติไว้ ไอ้ความรู้สึกที่เรารู้สึกว่า มันแยกกันไป ไม่ได้เป็นอัตตา ไม่ได้เป็นของเรา แต่เป็นสิ่งที่เป็นเงื่อนไข ปรุงแต่งเป็นเหตุเป็นปัจจัย อาศัยกันเกิดขึ้น ไอ้ความรู้สึกแบบนี้ เรียกว่า มันพ้น คือเป็นวิมุต เป็นวิมุต เป็นความพ้น เป็นอนัตตา ที่เกิดขึ้นจากการที่เราตั้งสติขึ้นเอาไว้

มันไม่ใช่แค่ว่าคุณคิดคุณจำได้อยู่ในสมอง แต่มันลึกลงไปถึงใจตรงนี้ พอลึกเข้าไปในใจ มันเหลืออะไร เหลืออะไรที่ยังเป็นก้อนอยู่ ไอ้ผู้ที่เข้าไปสังเกตุ ผู้รู้ความรู้ความคิด ไอ้ผู้ที่เข้าไปรู้ความรู้สึก ไอ้ผู้ที่เข้าไปรู้น่ะ มันอะไร มันเหลือตรงนี้เท่านั้นเอง

ถ้าเราวางสิ่งนี้ได้ แหม มันถึงใจจริงๆ มันจะลึกลงไปตรงนี้ ความละเอียดเป็นอนูของคำว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา มันลึกลงไปตรงนี้

 

ขุดลงไปทำให้ชำนาญ

ความเข้าใจตรงนี้ ทำได้ตอนนั่งสมาธิ แต่พอลืมตาขึ้นมันหายไป ก็ต้องทำให้ชำนาญ พระอรหันต์จะมีสติอยู่ตลอดเวลา ในทุกอริยาบทในทุกขณะ วิมุตคือความพ้นที่เราได้รับ จากวลาที่นั่งสมาธิขึ้นเนี่ย วิมุตตรงนี้จะเป็นสิ่งที่พาแล่นไปสู่นิพพาน คือความเย็น ความเย็นนี้เกิดขึ้นในใจของเรา ช่องทางนี้ คือถ้าเราอุดรูหมดทุกรู เหลือรูนี้ช่องทางนี้ คือช่องทางใจนี้ไว้อย่างเดียว ขุดลงมาให้มันลึกลงมา มันจะเจอหลายอย่าง เจอทาง ๒ แพร่งบ้าง เจออึ่งอ่างบ้าง เจอลิ่มสลักบ้าง เจอหม้อกรองน้ำด่างบ้าง เจอเต่าบ้าง เจอเขียงบ้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่เราขุดให้มันลึกลงมาในใจ

สิ่งที่เรียกว่าเป็นการขุดนี้ ที่เราเพ่งจิตของเราลงมาในใจ ให้มันลึกลงไป นั่นคือการทำความเพียร เราทำความเพียรด้วยการตั้งสติ เป็นการทำความเพียรทางใจ ขุดหลุมลงมา เจอสิ่งที่เป็นอึ่งอ่าง นั่นคือความโกรธความคับแค้น ที่บางทีมันฝังอยู่ในใจ เป็นปฏิฆะนุสัย นั่นไม่ใช่ของเรา แยกมันออกไป ตั้งสติขึ้นเอาไว้

เจอทาง ๒ แพร่ง ที่เป็นเหมือนวิจิกิจฉา ไม่ไปทางนั้น มาทางที่ถูก เจอสิ่งที่เป็นเครื่องกรองน้ำด่าง เปรียบเหมือนกับนิวรณ์ต่างๆ ที่บางทีเกิดขึ้นบ้าง มีอยู่บ้าง ดับไปบ้างในใจของเรา เราไม่เอาตรงนั้น ขุดให้มันลึกลงมา เจอเต่าที่เหมือนกับขันธ์ุ ๕ สิ่งต่างๆ มีธรรมชาติเหมือนกัน กองรวมกันเอาไว้ เห็นขันธ์ุทั้ง ๕ โดยความเป็นอนัตตา ผ่านมากามคุณไม่เอา นันทิราคะไม่เอา

ให้มันลึกลงมา เข้าสู่ในใจของเรา ตั้งสติของเราเอาไว้ให้ดี ทำสติของเราให้มันอยู่ได้ตลอด ทำจิตของเราให้เป็นอารมณ์อันเดียว ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เป็นเอกภาพ ให้มันนุ่มลึกลงมา ให้มันได้ตลอด ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่เรานั่งสมาธิเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเดินทางการพูดคุย การทำกิจการงานใดๆ ให้ธรมะที่เราได้ยินได้ฟังมา กว้างขวางออกไปไกลถึง ๑ โยชน์ ยาวออกไปถึง ๑ โยชน์ ลึกลงไปอีก ๑ โยชน์

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

ฟังเรื่อง "ความสูง กว้าง และลึกของธรรม" ออกอากาศเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗