แก้ขี้เกียจด้วยเจริญอิทธิบาทอย่างถูกต้อง

  • วิเคราะห์นิทานธรรมบท “เรื่องนายกาละบุตรของอนาถบิณฑิกเศรษฐี” เจาะจงลงมาที่นายกาละ ผู้ซึ่งเป็นคนขี้เกียจ ไม่เอาถ่าน งานการไม่ทำ เปลี่ยนมาตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิได้อย่างไร
  • องค์ประกอบที่จะทำให้การเจริญอิทธิบาท ๔ เจริญขึ้นได้
  • ตั้งอิทธิบาท ๔ ไว้อย่างถูกต้องจะสามารถเอาชนะความขี้เกียจได้แน่นอน
  • อะไร ๆ ก็สำเร็จได้ด้วยอิทธิบาท ๔

 

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้แต่อย่างเดียว ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เหมือนความเห็นผู้เกียจคร้าน ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อบุคคลเกียจคร้านแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป”

 

มาวิเคราะห์นิทานธรรมบท “เรื่องนายกาละบุตรของอนาถบิณฑิกเศรษฐี” เจาะจงลงมาที่นายกาละ ผู้ซึ่งเป็นคนขี้เกียจ ไม่เอาถ่าน ไม่เอาไหน งานการ บุญกุศลก็ไม่ทำ เปลี่ยนมาตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ถึงโทษของความเกียจคร้าน ให้กับลูกของนายสิงคาลกะฟัง (สิงคาลกสูตร (๑๘๔)) ในเรื่องของการเคารพน้อบน้อมทิศต่าง ๆ มีส่วนหนึ่งที่ตรัสถึงการที่เราจะทำโภคสมบัติให้เจริญ แต่ถ้าเป็นคนเกียจคร้าน มีการคบเพื่อนชั่ว การเป็นนักเลงสุรา นักเลงการพนัน การเที่ยวไปในชุมชนแห่งความเมา เป็นต้น จะทำให้โภคสมบัติที่มีอยู่แล้วนั้นจะเสื่อมไป

  1. โทษของความเกียจคร้าน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๖ อย่างด้วยกัน โดยมีข้ออ้างในการที่จะไม่ทำการงานดังนี้ คือ

     

    • มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
    • มักให้อ้างว่ากระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน

เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ* ผลัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความสิ้นไป

*อ้างเลศ : มีข้ออ้างในการที่จะไม่ทำการงาน เป็นลักษณะของคนขี้เกียจ งานการไม่ทำ เต็มไปด้วยข้ออ้างต่าง ๆ

ลักษณะการมีข้ออ้างเหล่านี้ ทำให้เป็นการฝึกนิสัย อย่างเช่น เราจะทำสักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้รับมอบหมายงานมาอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเรามีข้ออ้างในการที่จะไม่ทำ อันนี้จะเป็นการบ่มฝักนิสัยของความเกียจคร้านได้ แล้วนิสัยของความเกียจคร้านที่เกิดขึ้นเราจะแก้อย่างไร

 

สิ่งที่จะทำให้ละความเกียจคร้านได้คือ อิทธิบาท ๔

 

แต่การที่จะเจริญอิทธิบาท ๔ นั้น ถ้ามีแค่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นั้น มันจะไม่สามารถเจริญขึ้นได้ มันจะต้องมีเหตุปัจจัยอันเป็นเครื่องหนุนหรือองค์ประกอบที่จะทำให้การเจริญอิทธิบาท ๔ นั้นเจริญขึ้นได้

 

“เธอย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิ อาศัยฉันทะเป็นประธานกิจ เจริญอิทธิบาทสี่ด้วยอาการอย่างนี้ว่า ฉันทะของเราย่อมมีในลักษณะที่จะไม่ย่อหย่อน ที่จะไม่เข้มงวดเกินไป ที่จะไม่สยบอยู่ในภายใน ที่จะไม่ส่านไปในภายนอก เราจะเป็นผู้มีความรู้สึกทั้งในกาลก่อนและการเบื้องหน้าอยู่ด้วย ก่อนนี้เป็นเช่นใด ต่อไปก็เป็นเช่นนั้น ต่อไปเป็นเช่นใด ก่อนนี้ก็เช่นนั้น เบื้องล่างเช่นใด เบื้องบนก็เช่นนั้น เบื้องบนเช่นใด เบื้องล่างก็เช่นนั้น กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน เธอย่อมอบรมจิตอันมีแสงสว่าง ด้วยทั้งจิตอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไรห่อหุ้มให้เจริญอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ”

 

...เจริญวิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็เช่นกัน ซึ่งในแต่ละข้อจะต้องมีองค์ประกอบ ๓ อย่างนี้ เพื่อที่จะให้การเจริญอิทธิบาท ๔ ตั้งอยู่ได้ คือ

 

ธรรมเครื่องปรุงแต่ง + สมาธิ + อิทธิบาท ๔ (ในแต่ละข้อ) = ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย

 

  • ธรรมเครื่องปรุงแต่ง หมายถึง ปัญหาที่มีในชีวิต เป้าหมายที่ตั้งไว้ในชีวิต สถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เราต้องทำให้มันสำเร็จลุล่วงลงไป หรือ งานการอะไรต่าง ๆ ที่มี
  • สมาธิ หมายถึง ห่วงของมรรคทั้งสิ้น คือ จิตที่มีอารมณ์อันเดียว โดยมีองค์ประกอบของมรรคทั้งเจ็ดอยู่โดยรอบ มีตั้งแต่สัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสติ แวดล้อมจิตที่เป็นหนึ่งอยู่ จิตที่เป็นหนึ่งตรงนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ
  • อิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)

เช่นในกรณีนายกาละ ผู้เป็นบุตรของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็มีข้ออ้างต่าง ๆ มากมายที่จะไม่ไปวัด ไม่ทำการงาน ปัดโยนโอนถ่ายไปให้คนโน้นคนนี้ทำ แต่ทำไมบิดาของเขาสามารถที่จะชักชวนให้เขามาฟังเทศฟังธรรม เข้าสู่ทางที่เป็นกุศลได้ นั่นก็เพราะว่าเอาเงินมาล่อ เงินไม่ใช่ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในที่นี้ แต่เงินเป็น ธรรมเครื่องปรุงแต่ง ที่จะทำให้เขาเข้ามาตั้ง ฉันทะ (ความพอใจ) ในที่นี้ในกรณีแรกคือ เงินที่พ่อจะให้ ตั้งเอาไว้ โดยมีเงื่อนไขให้เขาไปถือศีลอุโบสถ ในกรณีที่ ๒ เงินที่พ่อจะให้ ๑,๐๐๐ กหาปะนะ ซึ่งมากกว่าเดิมถึง ๑๐ เท่ามาล่อ เพื่อให้ได้ไปฟังธรรม และ จำให้ได้แม้แต่บทเดียว ตรงนี้เองที่เขาจะต้องใส่จิตลงไปในการที่จะต้องฟังและจำให้ได้แม้แต่บทเดียว เขาจะต้องตั้งสมาธิขึ้น สมาธิ มันจึงมาเชื่อมตรงนี้

ถ้าเรามี ธรรมเครื่องปรุงแต่ง เช่น เป้าหมายในชีวิตอย่างใดอย่างถึงหรือการงานที่เราต้องการทำให้สำเร็จ เราจะให้ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เกิดขึ้นได้ต้องมีสมาธิเป็นตัวเชื่อม เพราะว่าตัว ฉันทะ (ความพอใจ) เอง จริง ๆ แล้ว มันเป็นส่วนเนื่องด้วยตัณหา มันเป็นเหตุของการเกิดทุกข์ ถ้าเพื่อเรามีฉันทะมากเกินไป ควบคุมไม่อยู่ มันจะกลายเป็นความกำหนัด เป็นตัณหา เรื่องราวที่จะเกิดจากตัณหามันจะตามมาเยอะแยะ จึงต้องมีสมาธิคุม จะต้องเป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่เป็นจิตอ่อนนุ่ม นุ่มนวล ตั้งฉันทะไว้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วทำให้มันสำเร็จ นี้คือ ฉันทะที่ว่า แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ฉันทะนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องใหม่ไป ไปยึดถือได้ ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวที่เกิดจากการหวงกั้นต่าง ๆ นานาได้ ซึ่งในที่นี้ สองอย่างทั้งสมาธิและฉันทะ ต้องเสมอ ๆ กัน

ในข้อที่ ๒ วิริยะ ในที่นี่หมายถึง การทำจริง การแน่วแน่จริง การเอาจริงเอาจัง (Take action) ความกล้าที่จะทำลงไป ถ้าเผื่อว่าเราไม่มีวิริยะเลย ก็นอนไม่ลุก ไม่อยากจะทำ อยู่ในความนอนเนื่อง อยู่ในความสบายที่ตัวเองมี หรือว่าทำไปก็เลิกกลางคัน ถ้าคนมีลักษณะแบบนี้ อันนี้คือ คุณไม่มีวิริยะ ไม่มีความกล้า ไม่มีการทำจริงแน่วแน่จริง ถ้ารู้ว่ามีการงานอะไรที่ต้องทำอยู่เป็นธรรมเครื่องปรุ่งแต่งแล้วไม่ลากดึงจนกระทั่งมันกลายเป็นผลัดวันประกันพรุ่ง มีฉันทะทำไป มีวิริยะทำไป แต่ถ้ามีวิริยะมากเกินไป จะเกิดความฟุ้งซ่าน เกิดเป็นความจับจด ทำแล้วก็เลิก ๆ จับ ๆ วาง ๆ นั่นคือ มีมากบ้างน้อยบ้าง ไม่สม่ำเสมอ ที่มีมากก็ทำเต็มที่เลย จนกระทั่งร่างกายเจ็บปวด เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ อันนี้คือมีอยู่ แต่คุมไม่อยู่ด้วยจิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว ไม่ได้มีสมาธิเป็นประธานกิจ

ในข้อที่ ๓ จิตตะ หมายถึง ความคิดนึก ปรุงแต่ง เอาใจใส่ ทำให้มันวิจิตรพิศดารขึ้นมา ซึ่ง จิตตะ ต่างกับ วิริยะ ตรงที่ วิริยะเน้นไปที่จุดที่ทำ แต่จิตตะเน้นมาที่จุดเอาใจใส่อยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จะกิน เดิน นั่น นอน ก็คิดแต่เรื่องธรรมเครื่องปรุงแต่งที่เราต้องการทำให้มันสำเร็จ คิดไป ทำให้มันวิจิตรไป ใคร่ครวญไป แต่ถ้ามันมาเกินไป มันจะกลายเป็นความหมกมุ่น ข้าวปลาไม่กิน การงานอื่น ๆ ไม่ทำ หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องนี้ หรือว่าถ้าน้อยเกินไปหรือไม่มีเลย ก็ทำให้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ไม่ได้มีการเอาใจใส่ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลักษณะถึงเวลาก็กระทำเลย มีฉันทะอยู่ มีวิริยะอยู่ แต่ถ้าไม่เอาจิตตะมาใส่ไว้ มันก็ไม่ได้มีการวางแผน จึงไม่ได้มีการคิดใคร่ครวญให้พอเหมาะพอสม ดังนั้นจึงต้องมีสมาธิเป็นประธานกิจ

และในข้อที่ ๔ วิมังสา หมายถึง การพิจารณาใคร่ครวญ พัฒนา ทำให้มันดีขึ้น การทดลอง การใช้ปัญญา พูดง่าย ๆ ก็คือ พัฒนาให้มันดีขึ้น ถ้าเผื่อวิมังสามันมากเกินไป คุณก็จะทดลองอยู่นั่นแหละ พัฒนาอยู่นั่น คิดอยู่นั่นแหละ ไม่ได้ทำซะที ไม่เอาไปให้งานซะที ซึ่งการไปทำเลย นั้นคือ วิริยะ การที่เอาใจมาใส่ คือ จิตตะ การที่จะพัฒนาโดยใช้ปัญญาใส่ไป ทดลองไป นั้นคือ วิมังสา

มีอีกพระสูตร ๆ หนึ่งที่พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบกับการงานของช่างทองที่เขาตรวจดูแต่กับทองนี่แหละว่า มันสุกรึยัง ๆ ทองนั้นก็ไม่ได้ความร้อนที่ต้องงการซะะที งานการก็สำเร็จไม่ได้ เปรียบเทียบกับอุเบกขานิมิต ว่าถ้าทรงไว้แต่กับอุเบกขา ๆ มันก็ทำธรรมะที่จะให้ละความยึดถือไม่ได้ ก็ได้แต่ตรวจดูอย่างเดียว ๆ

แต่ถ้าวิมังสาไม่มี หรือมีน้อยเกินไป มันก็จะทำอยู่แบบเดิม ๆ แต่ไม่ได้มีการพัฒนา ไม่ได้มีการทำให้มันดีขึ้น ไม่ได้มีการพิจารณา ไม่ได้มีการทดลอง ไม่ได้มีการปรับปรุง พูดง่าย ๆ คือ เรื่องเกี่ยวกับการค้นคว้า การพัฒนา ซึ่งในบริษัทใหญ่ทั่วไปก็จะมีงบเกี่ยวกับเรื่องของการทำวิจัย (Research) การค้นคว้าพัฒนา (Developement) ตรงนี้แหละคือ วิมังสา

ใน ๑๒ อย่างนี้ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ๔ อย่าง ต้องอาศัยสมาธิ (ความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว)และธรรมเครื่องปรุงแต่งประกอบเข้าในแต่ละอย่างด้วย มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เป็นประธานกิจ จะสามารถเอาชนะความขี้เกียจนี้ได้แน่นอน

ให้ดูที่ตัวเรา มีธรรมเครื่องปรุงแต่งมั๊ย จิตเป็นอารมณ์อันเดียวมั๊ย ฉันทะ วิริยะ อย่างให้มากเกินไปอย่างให้น้อยเกินไป จิตตะด้วย ต้องมีการเอาใจใส่ วิมังสาต้องมีการทดลอง ต้องมีการพัฒนา ทำให้มันดีขึ้น มีมั๊ย ให้เอามาใส่ดู มาพิจารณาดู อิทธิบาท ๔ เป็นหนึ่งในธรรมะที่พระพุทธเจ้าแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ตัวพระองค์เองบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ก็ด้วย อิทธิบาท ๔ มีธรรมเครื่องปรุงแต่ง คือ สัมมาสัมโพธิญาณที่ตั้งเอาไว้ เหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านบรรลุความเป็นพระอรหันต์ ก็เพราะอิทธิบาท ๔ ตั้งเอาไว้ในลักษณะที่มีสมาธิเป็นประธานกิจ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ทำให้อย่างสม่ำเสมอเหมาะสม อะไรก็สำเร็จได้

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "นายกาละบุตรของอนาถบิณฑิกเศรษฐี"
  • อ่าน "สิงคาลกสูตร (๑๘๔)"
  • ฟัง "สากัจฉาธรรม:เจริญชีวิต เจริญอิทธิบาทสี่" ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
  • ทรงค้นวิธีแห่งอิทธิบาท ก่อนตรัสรู้ มหาวาร.สํ.๑๙/๓๖๒/๑๒๐๕

    ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ มีความสงสัยเกิดขึ้นว่า อะไรหนอ เป็นหนทาง เป็นข้อปฏิบัติ เพื่อความเจริญแห่งอิทธิบาท ?

     

    ภิกษุ ท. ! ความรู้ข้อนี้เกิดขึ้นแก่เราว่า ภิกษุ นั้นๆ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยฉันทะเป็นปธานกิจ ว่า ด้วยอาการอย่างนี้ ฉันทะของเราย่อมมีในลักษณะที่จักไม่ย่อหย่อน, ที่จัก ไม่เข้มงวดเกิน, ที่จักไม่สยบอยู่ในภายใน, ที่จักไม่ส่ายไปในภายนอก; และ เราเป็นผู้มีความรู้สึกทั้งในกาลก่อนและกาลเบื้องหน้าอยู่ด้วย : ก่อนนี้เป็นเช่นใด ต่อไปก็เช่นนั้น, ต่อไปเป็นเช่นใด ก่อนนี้ก็เช่นนั้น, เบื้องล่างเช่นใด เบื้องบน ก็เช่นนั้น, เบื้องบนเช่นใด เบื้องล่างก็เช่นนั้น, กลางคืนเหมือนกลางวัน, กลางวัน เหมือนกลางคืน : เธอย่อมอบรมจิตอันมีแสงสว่าง ด้วยทั้งจิตอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไรพัวพัน ให้เจริญอยู่ด้วยอาการอย่างนี้. …

     

    (ข้อต่อไปอีก ๓ ข้อก็เหมือนกัน แปลกแต่ชื่อแห่งอิทธิบาท เป็น วิริยะ จิตตะ วิมังสา, เท่านั้น พระองค์ทรงพบการเจริญอิทธิบาท ด้วยวิธีคิดค้นอย่างนี้).