สากัจฉาธรรม - ชัยชนะอันประเสริฐ

HIGHLIGHTS:

  • วิธีการชนะใจตนเอง ทำได้อย่างไร
  • อยากออกบวชเป็นบรรพซิต แต่ติดปัญหาหลายทางทำให้รู้สึกเหนื่อยใจท้อใจ ควรจะทำหรือแก้ไขปัญหาอย่างไร

บทคัดย่อ

 

คำถาม ๑: ชัยชนะอันประเสริฐ คือการชนะใจตนเองชึ่งเรารู้ดี ว่ามันไม่ดีไม่ควรทำ แต่หักห้ามใจตนเองไม่ได้ จะตัด จะละก็ทำได้ยากมาก พอทำตามใจกิเลสไปแล้วก็เกิดความท้อใจ เหนื่อยใจ เศร้าใจ พอเราชนะกิเลสครั้งนี้ได้ครั้งต่อไปก็แพ้อีก กว่าจะผ่านได้แต่ละวันเล่นเอาหืดขึ้นคอเลยทีเดียว เราจะเอากำลังใจมาจากไหนมาตัด มาละ มาถอดถอน ออกจากใจเรา ให้เราเป็นผู้ชนะอยู่ตลอด ต้องการขอคำแนะนำด้วย

คำตอบ ๑: การชนะใจตนเองที่ดีที่สุด คือทำจริงแน่วแน่จริง ซึ่งจะมีหลักการดังนี้

  • ต้องมีความศรัทธา ลงมั่นไม่หวั่นไหว และลงใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยยึดเอาแบบอย่างการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจากพระพุทธเจ้า
  • มองเห็นปัญหาคือ ความท้าทายที่ทำให้เราดีขึ้น สูงขึ้น ไม่ใช่อุปสรรค โดยตั้งจิตให้ทำตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ไม่เพ่งเล็งไปที่ผลของการกระทำ เพราะอาจจะเป็นกิเลสที่แฝงมาในรูปแบบของการกระสันอยากบ้าง ของความเพียรที่มากเกินไปบ้าง ของการเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไปบ้าง เป็นต้น
  • มีที่พึ่งเป็นพุทโธ ธัมโม สังโฆ อย่างมีสติและสม่ำเสมอ โดยการอ่านหนังสือธรรมะหรือฟังเทศน์บ่อยๆ

 

คำถาม ๒: ผู้ถามได้เห็นความคับแคบของความเป็นฆราวาสและโทษภัยของสังสารวัฎ เพราะการเกิดแล้วเกิดอีกนั้นเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป จริงๆการที่เราจะบรรลุธรรมโดยเพศฆราวาสให้ถึงขั้นพระอรหันต์นั้นทำได้โดยยากมาก ทำให้รู้สึกอยากออกบวชเป็นบรรพซิต ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพื่อเร่งให้ถึงในสิ่งที่ยังไม่ถึงในชาตินี้ แต่ก็ติดปัญหาหลายทางทำให้รู้สึกเหนื่อยใจท้อใจ ควรจะทำอย่างไรหรือแก้ไขอย่างไรได้บ้าง

คำตอบ ๒: “เมื่อกายเมื่อยล้า จิตอ่อนเพลีย” เนื่องด้วยจิตที่ตริตรึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป ซึ่งจะทำให้จิตเหินห่างจากสมาธิ สามารถแก้ไขได้โดยอย่าคิดมากเกินไป ทั้งนี้การคิดต้องเป็นไปในทางที่หลีกออกจากกาม อย่าคิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น อย่าคิดไปด้วยอำนาจของความอยาก

ควรเริ่มจากทำจิตให้เกิดสมาธิและต้องตั้งสติให้ดี ให้เห็นโทษภัยของสังสารวัฏ อย่ากลัวสังสารวัฏ แต่ให้กลัวบาปที่อาจจะเกิดจากสังสารวัฏเพราะเราไม่เดินตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปดนั่นเอง

 

ตอบคำถาม : คุณจักรกฤษณ์

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

 

  • ทรงกำหนดสมาธินิมิต ก่อนตรัสรู้ อุปักกิเลสสูตร สุญญตวรรค อุปริ.ม.๑๔/๓๐๒/๔๕๒

    อนุรุทธะ ท. ! นิมิตนั้นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด. แม้เราเมื่อครั้งก่อน แต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำแสงสว่างและการเห็นรูป ทั้งหลายได้. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ? –

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :วิจิกิจฉา (ความลังเล) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว ก็เพราะมีวิจิกิจฉาเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก…..ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?…

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อมนสิการ (ความไม่ทำไว้ในใจ คือไม่ใส่ใจ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว ก็เพราะมีอมนสิการเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาและอมนสิการจะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :ถีนมิทธะ (ความเคลิ้มและง่วงงุน) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีถีนมิทธะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและ การเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, และถีนมิทธะ จะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :ฉัมภิตัตตะ (ความสะดุ้งหวาดเสียว) แล บังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีฉัมภิตัตตะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่าง และการเห็นรูปย่อมหายไป. เหมือนบุรุษเดินทางไกล เกิดผู้มุ่งหมายเอาชีวิตขึ้น ทั้งสองข้างทาง ความหวาดเสียวย่อมเกิดแก่เขาเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, และฉัมภิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า : อุพพิละ (ความตื่นเต้น) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอุพพิละ นั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เหมือนบุรุษแสวงหาอยู่ซึ่งขุมทรัพย์ขุมเดียว เขาพบพร้อมกันคราวเดียว ตั้งห้าขุม ความตื่นเต้นเกิดขึ้นเพราะการพบนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ และอุพพิละ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :ทุฏฐุลละ (ความคะนองหยาบ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีทุฏฐุลละนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่าง และการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, และทุฏฐุลละ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อัจจารัทธวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอัจจารัทธวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบ ด้วยมือทั้งสองหนักเกินไป นกนั้นย่อมตายในมือ ฉะนั้น. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, และอัจจารัทธวิริยะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอติลีนวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบหลวมมือ เกินไป นกหลุดขึ้นจากมือบินหนีเสียได้ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่ วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ,และอติลีนวิริยะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :อภิชัปปา (ความกระสันอยาก) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอภิชัปปาเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ และอภิชัปปา จะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่านานัตตสัญญา (ความใส่ใจไปในสิ่งต่างๆ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีนานัตตสัญญานั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ,อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, และนานัตตสัญญา จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :รูปปานํ อตินิชฌายิตัตตะ (ความเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอตินิชฌายิตัตตะเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำ โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, นานัตตสัญญา, และรูปานํ อตินิชฌายิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและ การเห็นรูปนั้นหายไป ?

     

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เรารู้แจ้งชัดวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) ว่าเป็น อุปกิเลสแห่งจิตแล้ว จึงละแล้วซึ่งวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) อันเป็นอุปกิเลสแห่งจิต เสีย.

     

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เรานั้นเมื่อไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) ย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง. ความสงสัยเกิดแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) เห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง ?

     

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดเราไม่ทำรูปนิมิต ไว้ในใจ แต่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจ สมัยนั้นเราย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป. สมัยใดเราไม่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจ แต่ทำรูปนิมิตไว้ในใจ, สมัยนั้นเราย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและ ทั้งวันบ้าง.

     

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่างได้นิดเดียว เห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างมากไม่มีประมาณ เห็นรูปก็มากไม่มีประมาณบ้าง เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง. ความสงสัยเกิดแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้นิดเดียว เห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณ เห็นรูปก็มากไม่มีประมาณ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและทั้งวันบ้าง ?

     

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดสมาธิของเราน้อย สมัยนั้นจักขุก็มีน้อย, ด้วยจักขุอันน้อย เราจึงจำแสงสว่างได้น้อย เห็นรูปก็น้อย. สมัยใดสมาธิของเรามากไม่มีประมาณ สมัยนั้นจักขุของเราก็มาก ไม่มีประมาณ, ด้วยจักขุอันมากไม่มีประมาณนั้น เราจึงจำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณ เห็นรูป ได้มากไม่มีประมาณ, ตลอดคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอดทั้งคืนทั้งวันบ้าง.

     

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ในกาลที่เรารู้แจ้งว่า (ธรรมมี) วิจิกิจฉา (เป็นต้น เหล่านั้น) เป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้ว และละมันเสียได้แล้ว กาลนั้นย่อมเกิด ความรู้สึกขึ้นแก่เราว่า “อุปกิเลสแห่งจิตของเราเหล่าใด อุปกิเลสนั้น ๆ เราละได้แล้ว, เดี๋ยวนี้ เราเจริญแล้วซึ่ง สมาธิโดยวิธีสามอย่าง.”

     

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเจริญแล้ว ซึ่งสมาธิอันมีวิตกวิจาร, ซึ่งสมาธิ อันไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ, ซึ่งสมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร, ซึ่งสมาธิ อันมีปิติ, ซึ่งสมาธิอันหาปีติมิได้, ซึ่งสมาธิอันเป็นไปกับด้วยความยินดี, และ สมาธิอันเป็นไปกับด้วยอุเบกขา.

     

    ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! กาลใดสมาธิอันมีวิตกมีวิจาร (เป็นต้นเหล่านั้นทั้ง ๗ อย่าง) เป็นธรรมชาติอันเราเจริญแล้ว, กาลนั้นญาณ เป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า “วิมุติของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพ เป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีก” ดังนี้.

  • อ่าน "สังฆสูตร"

     

    ภิกษุทั้งหลาย เครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบของทองมีอยู่ คือ ดินร่วน ทราย ก้อนกรวด และกระเบื้อง คนล้างฝุ่นหรือลูกมือของคนล้างฝุ่นย่อมเรี่ยรายทองนั้น เทลงไปในรางน้ำแล้วล้าง ล้างแล้วล้างอีก ล้างจนหมด เมื่อล้างเครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบหมดแล้ว ทำมันให้สุดสิ้นแล้ว ทองนั้นก็ยังคงมีเครื่องเศร้าหมองอย่างกลาง คือ ก้อนกรวดอย่างละเอียด ทรายอย่างหยาบ คนล้างฝุ่นหรือลูกมือคนล้างฝุ่นนั้นก็ย่อมล้างทองนั้น ล้างแล้วล้างอีก ล้างจนหมด เมื่อล้างเครื่องเศร้าหมองอย่างกลางหมดแล้ว ทำมันให้สุดสิ้นแล้ว ทองนั้นก็ยังคงมีเครื่องเศร้าหมองอย่างละเอียด คือ ทรายอย่างละเอียด และสะเก็ดกระลำพัก คนล้างฝุ่นหรือลูกมือของคนล้างฝุ่น ย่อมล้างทองนั้น ล้างแล้วล้างอีก ล้างจนหมด เมื่อล้างเครื่องเศร้าหมองอย่างละเอียดจนหมดแล้ว ทำมันให้สิ้นสุดลงแล้ว คราวนี้ก็ยังคงเหลือกองทรายทอง ช่างทองหรือลูกมือของช่างทอง ก็ใส่ทองลงในเบ้าหลอมแล้วเป่าทองนั้น เป่าแล้วเป่าเล่า เป่าจนได้ที่ ยังไม่ติดสนิทแนบเป็นเนื้อเดียวกัน ยังไม่ถูกนำเอารสฝาดออก มันย่อมไม่อ่อน ไม่ควรแก่การงานของช่างทอง ไม่ทรงรัศมี มีเนื้อร่วน และไม่เหมาะสมแก่การกระทำของช่างทอง ช่างทองหรือลูกมือของเขาก็ย่อมเป่าทองนั้น เป่าแล้วเป่าเล่า เป่าจนได้ที่ ในสมัยใด สมัยนั้นมีอยู่ ทองนั้นถูกเป่า ถูกเป่าแล้วเป่าเล่า ถูกเป่าจนได้ที่ ติดสนิทแนบเป็นเนื้อเดียวกัน ถูกนำเอารสฝาดของทองออกหมด ทองนั้นย่อมเป็นทองที่มีเนื้ออ่อน ควรแก่การงานของช่างทอง ทรงรัศมี เนื้อไม่ร่วน และเหมาะสมแก่การกระทำของช่างทอง ถ้าใครปรารถนา จะกระทำเครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน ตุ้มหู สร้อยคอ หรือสุวรรณมาลาก็ตาม ก็สำเร็จประโยชน์แก่เขานั้น นี้ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน อุปกิเลสอย่างหยาบ คือ กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ของเธอผู้ใดผู้ประกอบความเพียรอย่างยิ่งยังมีอยู่ เธอผู้ที่มีสัญชาติเป็นคนฉลาดย่อมละทิ้ง บรรเทาอุปกิเลสอย่างหยาบของใจตนนั้นเสีย ทำให้สิ้นไป ให้หมดไป เมื่อละมันได้เด็ดขาด ทำให้มันสิ้นไปแล้ว เธอผู้ประกอบความเพียรในจิตอันยิ่ง ก็ยังคงมีอุปกิเลสอย่างกลาง คือ ความคิดในทางกาม ความคิดในทางพยาบาท และความคิดในทางเบียดเบียน เธอผู้ที่มีสัญชาติเป็นคนฉลาด ย่อมละทิ้ง บรรเทาอุปกิเลสอย่างกลางของใจตนนั้นเสีย ทำให้สิ้นไป ให้หมดไป เมื่อละมันได้เด็ดขาด ทำให้มันสิ้นสุดแล้ว เธอผู้ประกอบความเพียรในจิตอันยิ่ง ก็ยังคงมีอุปกิเลสอย่างละเอียด คือ ความคิดถึงชาติ ความคิดถึงชนบท และความคิดอันประกอบด้วยความไม่ดูหมิ่น เธอผู้ที่มีสัญชาติเป็นคนฉลาดย่อมละทิ้ง บรรเทาอุปกิเลสอย่างละเอียดของใจตนนั้นเสีย ทำให้สิ้นไปให้หมด เมื่อละมันได้เด็ดขาด ทำมันให้สิ้นสุดไปแล้ว ก็ยังคงเหลือธรรมวิตกต่อไปเท่านั้น สมาธินั้นยังไม่ละเอียด ไม่ประณีต ไม่ได้ความสงบระงับ ยังไม่ถึงความเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ยังมีการห้ามการข่มกิเลสด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตดำรงอยู่ในภายในสงบ เป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ สมัยนั้น สมาธินั้นเป็นธรรมละเอียด ประณีต ได้ความสงบระงับ ถึงความเป็นธรรมเอกผุดมีขึ้น ไม่มีการห้ามการข่มกิเลสด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง และเมื่อเธอนั้นโน้มน้อมจิตไป เพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ในธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งใดๆ เธอย่อมรู้เห็นเป็นพยานในธรรมนั้นๆ เมื่ออายตนะยังมีอยู่