นครวินเทยยสูตร ว่าด้วย สมณพราหมณ์ที่ไม่ควรเคารพ และที่ควรเคารพ

HIGHLIGHTS:

  • นครวินเทยยสูตร ว่าด้วย สมณพราหมณ์ที่ไม่ควรเคารพ และที่ควรเคารพ
  • สฬายตนวิภังคสูตร ว่าด้วย การแยกแยะสฬายตนะทั้ง ๖ และคุณธรรมต่างๆ จากการเห็นตามที่เป็นจริง
  • ทำอย่างไรให้หมดราคะ,โทสะ,โมหะ?"ให้เห็นตามที่เป็นจริงในสิ่งต่างๆ"
  • สิ่งที่ทำให้เห็นตามที่เป็นจริง คือ มรรค ๘
  • กิจที่ควรทำในอริยสัจทั้ง ๔
  • ความที่จิตของคนมีความพ้นจากตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย และใจ มีความรู้ เป็นวิชชา ขึ้นมาว่า "ไม่ต้องไปปรุงแต่งตามสิ่งที่มากระทบก็ได้" เป็นจิตใจที่ควรเคารพ สักการะ

บทคัดย่อ

 

"สมณพราหมณ์เหล่าใด ยังมีความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูป ที่รู้ได้ด้วยจักษุ ไม่ไปปราศแล้ว ยังมีจิตไม่สงบภายใน ยังประพฤติลุ่มๆ ดอนๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจอยู่ สมณพราหมณ์เช่นนี้ ไม่ควรสักการะ เคารพนับถือ บูชา"

"สมณพราหมณ์เหล่าใด ไปปราศความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูปที่รู้ ได้ด้วยจักษุแล้ว มีจิตสงบแล้วภายใน ประพฤติสงบทางกาย ทางวาจา ทางใจอยู่ สมณพราหมณ์เช่นนี้ ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา"

--พุทธพจน์--

 

ดูอย่างไรว่า สมณพราหมณ์หมดราคะ, โทสะ, โมหะ แล้ว? "ดูจากภายนอก คือ ย่อมเสพเฉพาะเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าดง อย่างเดียวไม่พอ ต้องดูในภายใน โดยดูจาก สฬายตนวิภังคสูตร”

สฬายตนวิภังคสูตร คือ การแยกแยะสฬายตนะทั้ง ๖

 

"สฬายตนะ คือ อายตนะภายใน และอายตนะภายนอก"

 

ถ้าดูในภายใน ดูอย่างไรว่า สมณพราหมณ์หมดราคะ, โทสะ, โมหะ แล้ว? "เมื่อมีผัสสะมากระทบใน ๖ ช่องทาง คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ ยังมีความลุ่มๆ ดอนๆ โผล่มาทางกาย, วาจา ใจ หรือไม่? อันเป็นผลมาจากความกำหนัด คือ ราคะ, ความขัดเคือง คือ โทสะ, ความลุ่มหลง คือ โมหะ"

ทำไมเขาจึงเป็นอย่างนั้น? "พระพุทธเจ้าอธิบายว่า ถ้าข้างในใจ เห็นรูปด้วยตาแล้ว ถ้ายังไม่เห็นตามที่เป็นจริงในรูปที่เห็นด้วยตา, ในทั้งผัสสะ ความรู้สึกที่เป็นสุข, เป็นทุกข์, ไม่ทุกข์ไม่สุข ที่มันจะเกิดตามมาจากการที่เห็นรูปด้วยตานี้ ก็จะสุข, ทุกข์ ไปตาม เขาก็จะมีความสะดุ้งไปตามอุปทานขันธ์ ๕ ที่เห็นนั้น"

ถ้าตา เห็น รูป นี่ก็เป็นขันธ์ ๕ ในส่วนของ "รูป"

ถ้าใจ รับรู้ ธรรมารมณ์ ความคิด อารมณ์ เป็นเวทนาบ้าง อันนี้ก็เป็นขันธ์ ๕ ในส่วนของ "สัญญา, เวทนา ก็ตาม" เขาก็ขึ้นลงไปตามขันธ์ ๕ อันนี้เรียกว่า ลุ่มๆ ดอนๆ แล้วก็พอกพูนเป็นตัณหา ก็จะมีความเพลิน จะมีความกระวนกระวายทางกาย และทางใจ, จะมีความเร่าร้อนแม้ทางกาย และทางใจ เขาก็จะมีทุกข์แน่นอน อันนี้คือ ปุถุชนคนหนาที่ไม่รู้ธรรมะ จะเป็นอย่างนี้ ส่วนสมณะพราหมณ์เหล่าใด ถ้าในใจยังไม่ได้เห็นตามที่เป็นจริง มีผัสสะอะไรมากระทบก็ยังขึ้นๆ ลงๆ ไปตามผัสสะที่มากระทบ สะดุ้งไปตามขันธ์ทั้ง ๕ ก็ไม่ควรกราบไหว้ ทำความเคารพ สักการะ

ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าใด เมื่อมีผัสสะมากระทบใน ๖ ช่องทาง คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ จะเห็นตามที่เป็นจริง มีความฉลาด ละความลุ่มหลงตรงนี้ได้ ตัณหา ทิฏฐิที่มันจะมาเกาะเกี่ยว พอกพูนจิตนั้น ก็จะละไป จะไม่เร่าร้อนทั้งทางกาย และทางใจ, จะละความแผดเผาทั้งกาย และทางใจได้ สมณพราหมณ์เช่นนี้ ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา

ถ้าบุคคล ในใจมีมรรค ๘ เป็นที่ตั้ง เป็นเสวียนรองจิต คอยควบคุม กาย วาจา ใจ ราคะ, โทสะ, โมหะ มันงอกไม่ได้ มันจะค่อยๆ ลดลงๆ จนหมด ถ้าทำให้ดี

ทำอย่างไรให้หมดราคะ, โทสะ, โมหะ? "ให้เห็นตามที่เป็นจริงในสิ่งต่างๆ"

 

"สิ่งที่ทำให้เห็นตามที่เป็นจริง คือ มรรค ๘"

 

"เมื่อบุคคลนั้นเจริญอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า มีสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ถึงความเจริญบริบูรณ์ บุคคลนั้นย่อมมีธรรมทั้งสองดังนี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา คู่เคียงกันเป็นไป เขาชื่อว่า กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง, ละธรรม ที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง, เจริญธรรม ที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง, ทำให้แจ้งธรรม ที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ"

--พุทธพจน์--

 

"อุปาทานขันธ์ ๕" ชื่อว่า ธรรมที่ "ควรกำหนดรู้" ด้วยปัญญาอันยิ่ง

"อวิชชา และภวตัณหา" ชื่อว่า ธรรมที่ "ควรละ" ด้วยปัญญาอันยิ่ง

"สมถะ และวิปัสสนา" ชื่อว่า ธรรมที่ "ควรเจริญ" ด้วยปัญญาอันยิ่ง

"วิชชา และวิมุตติ" ชื่อว่า ธรรมที่ "ควรทำให้แจ้ง" ด้วยปัญญาอันยิ่ง

 

"ความที่จิตของคนมีความพ้นจากตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ มีความรู้ เป็นวิชชา ขึ้นมาว่า "ไม่ต้องไปปรุงแต่งตามสิ่งที่มากระทบก็ได้" เป็นจิตใจที่ควรเคารพ สักการะ"

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "นครวินเทยยสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
  • อ่าน "สฬายตนวิภังคสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์