อายตนะตั้งพัน

HIGHLIGHTS:

  • อายตนะ มาจากศัพท์คำว่า ยตธาตุ คือ การพยายามที่จะขยายหรือแผ่ไป เป็นผลให้เกิดความรู้ ซึ่งความรู้ในที่นี้คือ ญาณ เฉพาะเจาะจงลงมาที่ วิญญาณ(การรับรู้) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อให้เกิดความรู้
  • มาทำความเข้าใจในเรื่องอายตนะ ทั้ง อายตนะภายนอก อายตนะภายใน ที่ทำให้เกิดความรู้ (วิญญาณ) ได้
  • เครื่องมือวัดสำหรับการวัดค่าสิ่งต่าง ๆ (Meter) เป็นส่วนขยายการรับรู้ ที่สามารถทำให้ส่วนที่ไม่รู้ว่ามีอยู่ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งมีมากมายหลายพันชนิดก็เรียกว่า อายตนะ เช่นกัน
  • การที่เราจะมารู้เรื่องธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งได้จะต้องมี ธรรมจักษุ ซึ่ง ธรรมจักษุ ก็อยู่ในช่องทางคือ มโน นี้ ที่มีอายนตะมากมายหลายพันอย่างรวมอยู่ในนี้ ซึ่งเราสามารถพัฒนาให้มันเกิดขึ้นได้

บทคัดย่อ

 

พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้ทำความเข้าใจในกายของเรา ใจของเรา ก็เพราะว่าถ้าเราไม่รู้ ไม่เข้าใจในกายของเราใจของเรา มันจะทำให้เกิดความทุกข์ จะทำให้เกิดปัญหาได้ เราจึงจะต้องมาทำความเข้าใจในกระบวนการให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ไม่ให้เกิดโทษ จึงจะมาทำความเข้าใจในเรื่องของ “อายตนะ”

 

การรับข้อมูลมา แล้วมาขยายให้รู้ได้ถึงผล ลักษณะที่เป็นเช่นนี้เรียกว่า “อายตนะ” เพราะฉะนั้นเครื่องมือวัดค่าต่าง ๆ (Meter) เช่น เครื่องวัดกระแสไฟ (Voltmeter) ว่าจะเป็นกระแสตรงหรือกระแสสลับ มีกี่โวลต์ หรือเครื่องวัดอุณหภูมิ(Thermometer) ที่วัดว่าอุณหภูมิในร่างกายของเรามันเป็นไข้ หรือมันไม่เป็นไข้ เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือวัดค่าต่างๆ เหล่านี้จะรวมเรียกว่า อายตนะ ก็ได้เช่นกัน เพราะว่าถ้าเราเอามืออังดู บางทีถ้ามือเราเย็น ไปอังสิ่งที่ร้อนกว่ามือเรานิดหน่อยเราก็จะรู้สึกร้อน แต่ถ้ามือเราร้อนไปอังสิ่งที่มันเย็นกว่ามือเรานิดหน่อย เราก็จะรู้สึกว่ามันเย็น จึงไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า เป็นไข้หรือไม่เป็นไข้กันแน่ ก็จึงจำเป็นจะต้องมีเครื่องวัดอุณหภูมินี้ ซึ่งเครื่องวัดนี้จะมีส่วนที่ที่รับและขยายผลว่ามันกี่องศากันแน่เพื่อที่จะบอกให้เกิดความรู้ นี้คือสิ่งภายนอกที่สามารถรับรู้ได้ ซึ่งเครื่องวัดค่าต่าง ๆ มีเป็นหลายร้อยหลายพันชนิด ที่พัฒนากันมาจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวัดแสง เครื่องมือวัดเสียง เครื่องมือวัดความดันอากาศ เครื่องมือวัดกระแสไฟฟ้า เครื่องมือวัดคลื่นความถี่ต่าง ๆ หรือแม้แต่กล้องส่องทางไกลก็ตาม เป็นลักษณะที่มีภาครับ มีภาคขยาย เพื่อให้เกิดความรู้ ซึ่งการรับรู้ภายในกายของเรามีข้อกำจัดในการรับรู้ จึงต้องมีเครื่องมือวัดต่าง ๆ เหล่านี้ ที่สามารถจะบอกข้อมูลรายละเอียด ค่าต่าง ๆ ที่ต้องการได้

 

สำหรับอายตนะที่จะมาเชื่อมติดอยู่ในกายของเราก็จะมีอยู่ ๕ ช่องทาง คือ

    • ตา เป็นช่องทาง เป็นเครื่องมือที่จะรับ แสง มา แล้วผ่านการขยายให้เกิดความรู้ เช่น ตอนกลางวันเราสามารถแยกได้ว่าคนนี้ผิวดำ คนนี้ผิวขาว หรือแม้แต่แสงพระอาทิตย์ที่ส่องลงมาเป็นแสงสีขาวพอเอามาผ่านปริซึม แสงจะแยกสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เป็นหลาย ๆ สีปนกันออกมา ตาจึงต้องมีเครื่องมืออื่นช่วยในการที่จะแยกแยะออก
    • หู เป็นช่องทาง เป็นเครื่องมือที่จะรับ เสียง มาในช่วงยานความถี่หนึ่ง รับแล้วส่งความถี่เป็นการสั่นสะเทือนผ่านมายังแก้วหู ส่งไปยังกระดูกทั่ง คอน โกลน สั่นเข้าไปในหอยโข่งที่มันอยู่ในหูเรา มามีเยื่อที่ทำให้การสั่นสะเทือน เปลี่ยนเป็นระบบกระแสไฟฟ้าเข้ามาในสมอง มีการรับ มีการขยาย แผ่ไป ส่งข้อมูลกันเป็นทอด ๆ เพื่อให้เกิดผลคือ ความรู้ในใจของเราว่า นี้มันเสียง และเสียงมันก็มีหลายอย่างอยู่ในนี้ เช่น เสียงคนพูดก็เป็นแบบหนึ่ง เสียงดนตรีก็เป็นแบบหนึ่ง จะเป็นความดัง จะเป็นความถี่ จะเป็นเสียงค่อยเสียงเบา เสียงนักร้อง เสียงผู้ชายผู้หญิง ฟังแล้วผ่านทางหูจะแยกแยะได้ตรงนี้
    • จมูก เป็นช่องทาง เป็นเครื่องมือที่จะรับ กลิ่น จะแยกแยะได้ว่าเป็นกลิ่นหอม กลิ่นเหม็น กลิ่นดอกไม้ กลิ่นอาหาร หรือว่ากลิ่นคน หรือว่ากลิ่นสัตว์ใด ๆ จมูกจะแยกแยะได้
    • ลิ้น เป็นช่องทาง ที่ให้มารวมกันของ รส จะรสเปรียว รสเค็ม รสเผ็ด รสหวาน รสเฝื่อน ขม บางทีรสมันหลาย ๆ อย่างปนกันมา ก็จะต้องแยกแยะ จะมีตัวรับรู้ (Sensor) ที่เป็นเซลล์ของเรา รับรสชาติประเภทต่าง ๆ ซึ่งมันจะเป็นปุ่ม ๆ อยู่ที่ลิ้นของเรา
    • กาย ของเรา จะเป็นมือ หนัง แขนขา เหล่านี้ที่มีอะไรมาโดนเรา ที่ใช้คำว่ารู้สึกได้ ทั่ว ๆไป ก็คือ เป็นช่องทางที่จะรับรู้ถึง โผฐฐัพผะ ได้ เป็นสัมผัสทางกาย เช่น ความรู้สึกที่บอกว่า เย็นหรือร้อน ความรู้สึกที่บอกว่า หยาบ ละเอียด ความรู้สึกที่นุ่มหรือแข็ง เป็นสัมผัสภายนอก ซึ่งรวมเรียกตรงนี้ว่า โผฐฐัพผะ ซึ่งตัวรับรู้ (Sensor) ในการที่จะรับสัมผัสต่าง ๆ นี้ มันจะมีมากอบู่ที่ปลายนิ้วและที่ริมฝีปาก ในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ตามหลัง ตามข้อศอก ตามผิวแขนขา ก็มีอยู่

อายตนะทางใจ (มโน) เป็นนาม ไม่ใช่รูป ใจจึงเป็นช่องทางอันหนึ่งที่จะรับรู้นาม คือ ธรรมารมณ์ ได้แก่ ความคิด (วิตกวิจารณ์) ความรู้สึก (เวทนา) ความคิดนึกแบบอื่น (สัญญา) มนัสสิการ ผัสสะต่าง ๆ ก็อยู่ในช่องทางคือ ใจนี้ และสิ่งที่มาเป็นตัวรับรู้ตรงนี้ก็คือ วิญญาณ (การรับรู้, การรู้แจ้ง) ซึ่งการรับรู้ตรงนี้จะเรียกตามช่องทางได้ดังนี้ อายตนะภายนอก--->อายตนะภายใน--->ส่วนของการรับรู้ (วิญญาณ)

    • แสง ---> ตา ---> จักขุวิญญาณ เช่น รู้ว่าสว่าง รู้ว่าสีเขียว
    • เสียง ---> หู ---> โสตวิญญาณ เช่น รู้ว่ามันดัง
    • กลิ่น ---> จมูก ---> ฆานวิญญาณ เช่น รู้ว่ามันเหม็น มันหอม
    • รส ---> ลิ้น ---> ชิวหาวิญญาณ เช่น รู้ว่ามันขม มันเผ็ด
    • โผฐฐัพผะ---> กาย ---> กายวิญญาณ เช่น รู้ว่ามีสัมผัสตรงนี้เกิดขึ้น
    • ธรรมารมณ์ ---> ใจ (มโน) ---> มโนวิญญาณ เช่น รู้ว่ามีความคิดนึก รู้สึกเศร้ามากๆ

และที่สำคัญ ในช่องทางคือ ใจ มีอายตนะอื่นๆ อีก ที่จะเป็นรับรู้สมาธิได้ แล้วที่เราจะมารับรู้ถึงความไม่เที่ยง อายตนะที่เราจะไปรับรู้ถึงความเย็นลงไป อายตนะที่เราจะไปรับรู้ถึงฌานสมาธิที่ละเอียดลึกซึ้ง ตรงนี้ที่มีศัพท์ทางศาสนาที่เรียกว่า อรูปฌาณ ซึ่งหมายถึง อากาสานัญจายตนะ เป็นความที่อายตนะจะมารับรู้ความละเอียด ๆ ของความที่ว่าง ๆ วิญญาณัญจายตนะ เป็นความที่อายตนะจะมารับรู้ความละเอียด ๆ ของวิญญาณรับรู้ที่ละเอียด ๆ ลงไปอีก

 

พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับมาคัณฆิยะว่า จะมารู้เรื่องธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งได้จะต้องมี ธรรมจักษุ ซึ่ง ธรรมจักษุ ก็อยู่ในช่องทางคือ มโน นี้ ซึ่งเราสามารถพัฒนาให้มันเกิดขึ้นได้