ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ว่าด้วย วิธีการเข้าสุญญตวิหารสมาบัติ


HIGHLIGHTS:

  • ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ว่าด้วย วิธีการที่ทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ วิธีการที่จะทำจิตให้หลุดพ้นในชาตินี้
  • อนุปทสูตร ว่าด้วย คุณธรรมของท่านพระสารีบุตร
  • วิธีการเข้าสุญญตวิหารสมาบัติ วิธีการที่เราจะเข้าสมาธิให้ลึกซึ้งลงไป
  • เครื่องอยู่ของพระอรหันต์ คือ สุญญตวิหารสมาบัติ
  • ถ้าต้องการเข้าสุญญตวิหารสมาบัติ ก็ทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ ทำอย่างไร?
  • ๑๘ วิธี ในการทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์

บทคัดย่อ

 

"...ภิกษุถ้าหวังว่าจะอยู่ด้วยวิหารธรรม คือ สุญญตสมาบัติเป็นส่วนมาก ภิกษุนั้นพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านทางใด เที่ยวบิณฑบาตไปในประเทศใด และกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านทางใด ในทาง และประเทศนั้นๆ เรามีความพอใจ หรือความกำหนัด หรือความขัดเคือง หรือ ความลุ่มหลง หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุบ้างไหม?..."

-พุทธพจน์-

...ดูกรสารีบุตร ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้อย่างนี้ว่า เรายังไม่ได้ทำวิชชา และวิมุตติให้แจ้งเลย ภิกษุนั้นพึงพยายามทำวิชชา และวิมุตติให้แจ้ง ดูกรสารีบุตร แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า เราทำวิชชา และวิมุตติให้แจ้งแล้ว ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ด้วยปีติ และปราโมทย์นั้นนั่นแล ฯ..."

- จบ ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร -

  • ถ้าต้องการเข้าสุญญตวิหารสมาบัติ ก็ทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์
  • ๑๘ วิธีในการทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ วิธีการที่จะทำจิตให้หลุดพ้นในชาตินี้ ทำอย่างไร? คือ "...ภิกษุนั้นพึงพิจารณาดังนี้ว่า เราเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านทางใด เที่ยวบิณฑบาตไปในประเทศใด และกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านทางใด ในทาง และประเทศนั้นๆ เรามีความพอใจ หรือความกำหนัด หรือความขัดเคือง หรือ ความลุ่มหลง หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุบ้างไหม?..."
    ๑)ถ้ายังมีที่ไม่ดี-ให้ละ คือ "...เรามีความพอใจ หรือความกำหนัด หรือความขัดเคือง หรือ ความลุ่มหลง หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุอยู่
    ๒)...ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตอยู่
    ๓) ...ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะอยู่
    ๔)...ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาอยู่
    ๕)...ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายอยู่
    ๖)...ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนอยู่ ภิกษุ นั้นพึงพยายามละอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้นเสีย..."
  • ถ้าไม่มีที่ไม่ดี "...พึงเป็นผู้ศึกษา เนืองๆ ทั้งกลางวัน และกลางคืน ในกุศลธรรมทั้งหลาย อยู่ได้ด้วยปีติ และปราโมทย์นั้นนั่นแลฯ"
    ๗)...ละกามคุณ ๕...
    ๘)...ละนิวรณ์ ๕...
    ๙)...กำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕...
    ๑๐)...เจริญสติปัฏฐาน ๔ ...
    ๑๑)...เจริญสัมมัปปธาน ๔ ...
    ๑๒)...เจริญอิทธิบาท ๔ ...
    ๑๓)...เจริญอินทรีย์ ๕ ...
    ๑๔)...เจริญพละ ๕ ...
    ๑๕)...เจริญโพชฌงค์ ๗ ...
    ๑๖)...เจริญอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ ...
    ๑๗)...เจริญสมถะ และวิปัสสนา ...
    ๑๘)...ทำวิชชา และวิมุตติให้แจ้ง...

 

"เธอย่อมมีสติออกจากสมาบัตินั้น ครั้นแล้วย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า "ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้วย่อมเสื่อมไป" เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ฯ"

 

-พุทธพจน์-

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค แล ฯ

- จบ อนุปทสูตร -

  • อนุปทสูตร ว่าด้วย คุณธรรมของท่านพระสารีบุตร
  • สารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญากว้างขวาง มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาว่องไว มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาทำลายกิเลส
  • สารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทได้เพียงกึ่งเดือน ในการเห็นแจ้งธรรมตามลำดับ
  • สารีบุตรมีความสามารถในการเข้าสมาบัติ-ออกสมาบัติ ตั้งแต่ฌาน ๑ - นิโรธสมาบัติ สัญญาเวทยิตนิโรธ
  • สารีบุตรเป็นผู้ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยศีล ในอริยสมาธิ ในอริยปัญญา ในอริยวิมุติ
  • สารีบุตรเป็นบุตร เป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่พระโอฐของพระผู้มีพระภาค เกิดแต่ธรรมอันธรรมเนรมิต เป็นธรรมทายาท ไม่ใช่เป็นทายาทของอามิส
  • สารีบุตรย่อมประกาศธรรมจักร อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่ตถาคตให้เป็นไปแล้ว ไปตามลำดับโดยชอบทีเดียว ฯ

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง