จะสุขหรือทุกข์ ตั้งจิตนี้ไว้ที่กุศล

HIGHLIGHTS:
  • ไม่ใช่ทุกขเวทนาทั้งหมดจะเป็นอกุศลทั้งหมด และก็ไม่ใช่ว่าสุขเวทนาทั้งหมดจะเป็นกุศลทั้งหมด
  • เราจะทำอย่างไรให้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นหรือทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นอันเป็นผลของผัสสะอย่างใดอย่างหนึ่งที่มากระทบ ในความคิดก็ตาม ในภายนอกก็ตาม แล้วให้มันเกิดสิ่งที่เป็นกุศลขึ้น
  • สุขหรือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งสามารถที่จะทำกุศลหรืออกุศลให้เกิดขึ้นได้ จากการที่เราตั้งสติให้ดี ดีหรือไม่ดีไม่ได้ดูที่สุขหรือไม่ได้ดูที่ทุกข์ ดีหรือไม่ดีนั้นดูที่กุศลและอกุศล กุศลจะเกิดได้ อกุศลจะดับไปได้ ให้เรา ตั้งสติ เอาไว้ ความลำบากหรือความสบายก็เหมือนกัน

 

บทคัดย่อ

เพราะมีผัสสะจึงมีเวทนา มีผัสสะชนิดเป็นที่ตั้งแห่งความสุข เช่น ดนตรีเพราะ ๆ อาหารอร่อย ๆ บรรยากาศดี ๆ อากาศเย็นสบาย ๆ กลิ่นหอม ๆ พวกนี้ผ่านมาเป็นผัสสะ ก็จะเกิดเวทนา เป้นความรู้สึกที่เป็นสุข เค้าเรียกว่า สุขเวทนา พอมีสุขเวทนา มันไม่แน่เสมอไปว่า สุขเวทนาที่มานี้ มันจะดีหรือมันจะไม่ดี คนโดยทั่ว ๆ ไป ก็จะบอกว่าว่า สุขเวทนานี้ดี มันไม่แน่เพราะอะไร...เพราะถ้ามีสุขเวทนาเกิดขึ้น แล้วไปมีกำหนัด พอใจยินดี พัวพัน ลุ่มหลง เพลิดเพลิน ยึดถือในความรู้สึกที่เป็นสุขนั้น ในผัสสะนั้น ในเวทนานั้น ในรูปนั้น ในกลิ่นนนั้น ในเสียงนั้น ความยึดถือ เพลินเพลิน กำหนัด ยินดีพอใจ ลุ่มหลงนั้น มันไม่ดี เพราะมันเป็น อกุศล มันจะพาให้จิตใจของเราลงต่ำ เพราะเมื่อเข้าไปยึดถือแล้ว มันต้องมีการหวงกั้น มีการแสวงหา มีการหวงกั้นเรื่อง เรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้น ก็เช่น การด่ากันว่ากัน บาปที่เป็นอกุศลธรรมอันเป็นอันเอกจะติดตามมาได้ ที่มีคนบอกว่าอยู่สบาย ๆ มารักษาศีล 8 จะอาบน้ำอุ่นไม่ได้ คิดว่าสบายแล้วมันจะเป็นอกุศล ก็สบายแล้วถ้าลุ่มหลง มัวเมา ยึดถือเพลิดเพลิน มันจะมีปัญหา อกุศลนี้ไม่ดีแน่นอน

ในทางตรงกันข้าม ผัสสะ อันเป็นที่ตั้งในความไม่พอใจ มีความรู้สึกที่เป็นทุกข์ คือ ทุกขเวทนาก็เกิดขึ้น พอมีทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว เรามีความขยักแขยงเกลียดชัง ไม่น่าพอใจ เป็นปฏิฆะ (ความขัดเคือง) ที่เกิดขึ้นในทุกขเวทนานั้น จะนำสิ่งที่เป็น อกุศล เกิดขึ้นให้แน่นอน ทุกขเวทนานั้นไม่ดี โทสะ ปฏิฆะความขัดเคือง ความพยาบาท พวกนี้เป็นความเบียดเบียน เป็นสิ่งที่เป็นอกุศล ทุกขเวทนานั้นไม่ดี ๆ

สุขเวทนาบางทีก็ทำให้เกิดอกุศลธรรมได้ ทุกขเวทนาบางทีก็ทำให้เกิดอกุศลธรรมได้ สบายหรือลำบากก็เหมือนกัน เวลาเกิดอกุศลขึ้นแล้ว อันนี้ไม่ดี แน่นอน แต่ไม่ใช่ว่าสุขเวทนามันจะเป็นกุศลไม่ได้ และก็ไม่ใช่ว่าทุกขเวทนาจะเป็นกุศลไม่ได้ หรือลำบากแล้วสบาย หรือจะสบายแล้วลำบาก อันไหนมันจะดีมันจะได้ จะเป็นกุศล อกุศล เรามาทำความเพ่ง ทำความเข้าใจว่า เวลาที่มีความทุกข์เกิดขึ้น เป็นทุกขเวทนา แต่ถ้าเผื่อว่า เราคลายความยึดถือ คลายความขัดเคือง ให้เป็นคนที่มีความอดทน ให้เป็นคนที่มีความเมตตา ให้เป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ลองทราบตัวเองดูว่า ความอดทน ความเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น มันดีหรือมันไม่ดี แน่นอนว่า มันดี แต่ถ้าต้องเจอทุกขเวทนาแล้วอดทนได้ ถ้าเจอทุกขเวทนาแล้วมีน้ำใจ มีการแบ่งปัน มีเมตตากัน ทุกขเวทนานั้นนำมาซึ่งกุศลธรรม ทุกขเวทนานั้นดี ๆ

ทุกขเวทนานั้น เราอย่านำมาความสับสนกับความเก็บกด คือบางคนมีทุกข์ก็เก็บอกุศลธรรมเอาไว้ เก็บกดไม่เหมือนกับอดทน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องมาทำความเข้าใจกันอีกว่า ทุกขเวทนาเกิดขึ้น ทำไมบางคนเป็นอกุศล เก็บกดเอาไว้ เก็นอกุศลเอาไว้ อึดอัด ขัดเคือง ปฏิฆะ โทสะ เก็บไว้ ๆ ไม่แสดงออกมา ถึงเวลามันระเบิดออกมา ทุกขเวทนานั้นไม่ดีแน่ แต่ทำไมบางคนเจอทุกขเวทนาแล้วสามารถที่จะมีเมตตาได้ สามารถที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้ สามารถที่จะอดทนได้ พออดทนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน มีเมตตากันแล้ว นั่นเป็นกุศลธรรม เป็นสิ่งดี เค้าทำกันอย่างไร หรือว่าสุขเวทนาก็ตาม สุขเวทนาที่เกิดขึ้นอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นมันแย่แน่นอน มันจะดึงเรื่องราวที่เป็นบาปอกุศลเป็นเอนก เป็นเหมือนกับเครือข่าย เหมือนยางเหนียว มันจะดึงสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีเข้ามาหาเรา แต่หากเราสามารถที่จะไม่กำหนัด ไม่ยินดี ไม่ลุ่มหลงไม่เพลิดเพลิน ไม่มัวเมา ในความรู้สึกที่เป็นสุขนั้นได้ การที่เราวางได้อย่างนี้ เห็นมันตามที่เป็นจริงในความรู้สึกที่เป็นสุขที่เกิดขึ้น มันเป็นกุศล ๆ เป็นของดี นำซึ่งสิ่งที่เป็นกุศลมาให้

ขอพิจาณาใคร่ครวญให้ดี...ผัสสะอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา จะเป็นในกายนี้ จะมาจากภายนอก จะเป็นสิ่งที่เป็นรูปเป็นเสียง หรือเป็นความคิดนึก เป็นธรรมารมณ์ในใจก็แล้วแต่ สุขเวทนาเกิดได้แน่ ทุกขเวทนาเกิดได้แน่ เราจะทำอย่างไรไม่ให้ความรู้สึกที่เป็นสุขนั้น หรือความรู้สึกที่เป็นทุกข์นั้น มันนำพามาซึ่งสิ่งที่เป็นอกุศล เราจะทำอย่างไรให้สุขเวทนาที่เกิดขึ้น หรือทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นอันเป็นผลของผัสสะอย่างใดอย่างหนึ่งที่มากระทบ ในความคิดก็ตาม ในภายนอกก็ตาม แล้วให้มันเกิดสิ่งที่เป็นกุศลขึ้น

  • อันดับแรก คือ เราไม่ได้ไปแสวงหาสุขหรือแสวงหาทุกข์ คือ ไม่หาความทุกข์มาทับถมตนเองที่ไม่มีความทุกข์ทับถม ไม่แสวงหาความสุขที่ไม่ถูกต้องตามธรรม
  • อันดับที่สอง ถ้ามีความสุขใด ๆ ที่เกิดขึ้นโดยธรรม ก็ให้รู้จักที่จะเสพมันอย่างมีสติ

ตรงนี้แหละที่ “สติ” จะมาเป็นตัวแปรที่สำคัญมากทีเดียว เวลามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากระทบแล้ว (อินทรีย์ทั้งหลายเป็นที่แล่นไปสู่ใจ เข้ามาทางใจของเรา) ถ้าใจเราไม่มีสติเป็นที่แล่นไปสู่ มันก็จะขึ้น ๆ ลง ๆ ตามผัสสะ ตามความรู้สึกที่เป็นสุขที่เป็นทุกข์ที่มากระทบนั้น สะดุ้งไปตาม หวั่นไหวไปตาม แปรปวนเปลี่ยนแปลง ทุกข์ไปตาม สุขไปตาม ซึ่งมันก็คือ ความทุกข์ในใจของเรา จึงจะต้องมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ ในใจที่ต้องมีสติเป็นที่แล่นไปสู่นี้ คือ คุณต้องทำจริง แน่วแน่จริง เอาจริงของเรานี้มาจดจ่อพิจารณาดูให้ดี ตั้งจิตของเราเอาไว้ในแดนที่เป็นกุศล ไม่ว่าสิ่งที่เป็นผัสสะนั้นมากระทบจะทำให้เกิดสุขหรือทุกข์ก็ตาม พอเราเอาจิตมาจดจ่อ ตั้งไว้ในสิ่งที่เป็นกุศล ถ้ามีความสบายมา มีสุขเวทนามา ก็ไม่ให้ลุ่มหลงเพลิดเพลิน ไม่กำหนัดยินดีในสิ่งนั้น ถ้ามีความรู้สึกที่เป็นทุกข์มา เป็นความลำบากมา เราห็ไม่ขยักแขยงเกลียดชัง ไม่พอใจมีโทสะ เราก็อย่างตั้งใจของเราไว้ตรงนั้น ให้เอาจิตไว้ตรงสติ ให้ตั้งสติขึ้น สติคือที่พึ่ง สติคือที่เกาะ โดยอาศัย “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” นี้แหละ

“...ถ้าอยู่สบาย อกุศลธรรมมันเจริญ กุศลธรรมเสื่อมไปให้มาอยู่ลำบาก อยู่ลำบากแล้ว กุศลธรรมเจริญ อกุศลธรรมเสื่อมไป งั้นอยู่ลำบากแล้วดี ก็ให้มาอยู่ลำบาก...แต่ถ้าลำบากถึงขนาดว่าจะต้องมีความขัดเคือง ความไม่พอใจ ก็อย่าไปทำอย่างนั้น แต่ถ้าไม่มีทางเลือก ก็ให้รู้สึกอดทน นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าเราตั้งมีให้มั่นเลย ความลำบากขนาดนี้ ใครจะมามีเท่าพระพุทธเจ้าตอนที่เป็นพระโพธิสัตว์ทำทุกรกิริยา ลำบากกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้เคยเปรียบเทียบไว้กับลูกศร...ถ้ามันงอ ก็ไปลนไฟ ไปดัดให้มันตรง ให้มันดี แต่ถ้ามันตรงมันดีแล้ว การลนไฟ การดัด การใช้แรงใส่เข้าไปมันก็ไม่จำเป็นอีก เหมือนกัน ถ้าเผื่อว่าคนที่ฝึกดีมาแล้ว อยู่สบายแล้วมันจะกำหนัดลุ่มหลงเพลิดเพลิน ก็ไปอยู่ลำบาก พออยู่ลำบากแล้ว จิตมันคลายความกำหนัด ดัดตรงดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความเป็นอยู่ด้วยความลำบากอีก”

สิ่งที่เป็นทุกขเวทนาไม่ใช่ว่าจะนำมาซึ่งอกุศลเสมอไป ถ้าเรายังยึดถือทุกขเวทนา ยึดถือด้วยวิภวตัณหา คือความไม่อยากมีไม่อยากเป็น ยึดถือด้วยความไม่อยาก อยากที่จะไม่ได้ อยากที่จะไม่เป็น...มีความอยากมีตัณหาที่ไหน มีความทุกข์ที่นั้น ทุกขเวทนานี้จึงคูณสอง คูณสองทั้งทางกายด้วย คูณสองทางจิตด้วย คิดรอบเดียวคูณสอง คิดสองรอบคูณสาม คิดสามรอบคูณสี่ คิดสี่รอบคูณห้าเข้าไป คิดเท่่าไหร่มันคูณเท่านั้น นี้เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิต

คนที่ได้ฟังธรรม คนที่ฉลาดในธรรมะของพระอริยะเจ้า คบหาพระอริยะเจ้า ฉลาดในธรรมะของสัตบุรุษจะต้องมีความระเอียดรอบคอบ มีความรัดกุม มีความไม่หละหลวมตรงนี้ว่า “ทุกขเวทนาไม่ใช่ว่าจะเป็นอกุศลทั้งหมด แต่ทุกขเวทนาถ้าเรายึดถือโดยวิภาวตัณหาหรือความไม่อยากมีไม่อยากได้ มันจะเป็นทุกข์แน่ เราจะต้องวางทั้งสุขเวทนา วางทั้งทุกขเวทนา วางทั้งอทุกขมสุขเวทนา"...เวทนาเกิดขึ้นในกาย กายนี้ของโลก เป็นธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีบิดามารดาเป็นแดนเกิด มีความทุกข์ต่าง ๆ มีโรคภัยไข้เจ็บ สุขบ้างทุกข์บ้าง ให้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เห็นด้วยความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เราจะมีความคลายกำหนัดในกาย เราจะมีความหน่ายจากกายนี้ได้ แล้วอร่อยที่พ่วงมากับกายเป็นเวทนาเราก็จะละได้เช่นกัน ไม่ว่าเวทนานั้นจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับคนที่ถูกลูกศรแทงแค่เพียงลูกเดียว ไม่ต้องมาปวดที่ใจอีก เจ็บแค่กายอย่างเดียว แต่ว่าความเจ็บการนั้น ไม่สามารถแทรกซึมเข้าถึงใจได้ เพราะว่าเหนือกันแล้ว พ้นแล้ว

"สติ" ตั้งเอาไว้มันจะทำให้มีวิมุตติเป็นนี้แล่นไปสู่ พอมีวิมุตติคือความพ้นแล้ว กายก็พ้นจากใจ ในใจก็ไม่ต้องถูกติดยึดด้วยกายที่เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ใจนั้นก็เหนืออยู่สบายอยู่ เพราะมีความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นที่ว่า สุขหรือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งสามารถที่จะทำกุศลหรืออกุศลให้เกิดขึ้นได้ จากการที่เราตั้งสติให้ดี ดีหรือไม่ดีไม่ได้ดูที่สุขหรือไม่ได้ดูที่ทุกข์ ดีหรือไม่ดีนั้นดูที่กุศลและอกุศล กุศลจะเกิดได้ อกุศลจะดับไปได้ ให้เราตั้งสติเอาไว้ ความลำบากหรือความสบายก็เหมือนกัน

 

พระสูตร / ถอดเทป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน.........