ธรรม ๑๑ ขั้นเพื่อถึงนิพพาน

  • จากศีลถึงวิมุตติ ลำดับการเกิดแห่งธรรมโดยไม่ต้องทำเจตนา ๑๑ ขั้นเพื่อถึงนิพพาน
  • ปีติ ความอิ่มเอิบใจ ชนิดที่เป็นในภายใน คือ นิรมิต (ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาเป็นเครื่องล่อ)
  • วิราคะ เป็นความพ้นที่ยังกลับกำเริบได้ แต่ใน วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นการพ้นที่ไม่กลับกำเริบแล้ว
  • ความเป็นไปตามลำดับขั้นนี้...ขาขึ้น เปรียบกับ ต้นไม้ที่มีความสมบูรณ์บริบูรณ์ แต่ในทางกลับกัน ขาลง ศีลถ้าวิบัติ แล้ว ลำดับขั้นที่เหลือก็จะหมดไป หายไป เหมือนกับ ต้นไม้ตาย
  • ได้หน้า อย่าลืมหลัง ฝึกไป ทำให้มันดี ทำให้มันสมบูรณ์บริบูรณ์

“ศีลอันเป็นกุศล มีความไม่ร้อนใจคืออวิปปฏิสาร; ความไม่ร้อนใจคืออวิปปฏิสาร มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์; ปราโมทย์ มีปีติเป็นอานิสงส์; ปีติ มีปัสสัทธิคือความสงบระงับเป็นอานิสงส์; ปัสสัทธิคือความสงบระงับ มีสุขเป็นอานิสงส์; ความสุขในใจ มีสมาธิเป็นอานิสงส์; สมาธิคือความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว มีการรู้เห็นตามที่มันเป็นเป็นอานิสงส์; การรู้เห็นตามที่มันเป็นคือยถาภูตญาณทัสสนะ มีความหน่ายคือนิพพิทาเป็นอานิสงส์; ความหน่ายหรือนิพพิทา มีความคลายกำหนัดคือวิราคะเป็นอานิสงส์; ความคลายกำหนัด มีวิมุตติญาณทัสสนะคือการรู้เห็นในวิมุตติ เป็นอานิสงส์”

 

“...เราจะขึ้นไปสู่ที่สูง ถ้ามีบันได มันไปได้ เป็นขั้นเป็นตอนไปได้ ขั้นตอนตรงนี้จากศีลถึงวิมุตติจึงมี ๑๑ ขั้น โดยเริ่มจาก

๑. ศีล คือ ความเป็นปกติอันประเสริฐ ที่คนธรรมดาในอริยวินัยนี้สามารถกระทำได้
๒. ความไม่ร้อนใจ (อวิปปฏิสาร)เป็นผลที่อยู่ลึก ๆ ในใจของเราที่เกิดจากการที่เรามีศีล ไม่ทำผิดศีล
๓. ปราโมทย์ (ความสบายใจ)เป็นขั้นที่ละเอียดขึ้นมาจากความไม่ร้อนใจ
๔. ปีติ (ความอิ่มใจ)เป็นความสบายใจคล้ายกับปราโมทย์ แต่มีพลัง มีกำลังมากกว่า จุดนี้เองที่เกิดความอิ่มเอิบใจ สบายใจชนิดที่เป็นในภายใน คือ นิรมิต (ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาเป็นเครื่องล่อ) อยู่ๆ ก็สุขใจขึ้นมา สบายใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส
๕. ปัสสัทธิ (ความสงบระงับ)เมื่ออกุศลธรรมลดลง กุศลธรรมเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากปีติชนิดที่เป็นนิรมิต ข้างในมันจะมีความสงบระงับ เพราะว่ามันไม่ต้องไปวุ่นวายตามสิ่งภายนอก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย)
๖. สุข เป็นผลของปัสสัทธิ เป็นความสุขที่เกิดขึ้นที่จิต เป็นเนกขัมมะสุข
๗. สมาธิ เป็นผลของเนกขัมมะสุข คือความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว เป็นหนึ่ง
๘. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็นตามที่มันเป็น) เมื่อมีสมาธิแล้ว เวลามีอะไรมากระทบสามารถที่จะเห็นตามความเป็นจริงในสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบว่า มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น มีความเกิด มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความรู้ความเห็นตามที่มันเป็นตามสภาพของมันว่าจริงๆ แล้วว่า ผัสสะทั้งหลายมันเป็นอย่างไร
๙. นิพพิทา (ความเบื่อหน่าย)เมื่อเห็นตามที่มันเป็นในสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบได้แล้ว เห็นอยู่บ่อย ๆ มันจะมีความหน่ายอันเป็นผลที่เกิดมาจากการเห็นตามที่มันเป็น
๑๐. วิราคะ (ความคลายกำหนัด)เมื่อมีความหน่ายแล้วจะมีความคลายกำหนัด เป็นลักษณะของการที่ปล่อยออก พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเทียบกับขนไก่ เวลาเผาจะงอเข้าตามธรรมชาติของมันที่เป็นอย่างนี้ เหมือนกับธรรมชาติของจิตที่พอเห็นตามที่มันเป็นอยู่แล้วบ่อยๆ พอมีความหน่ายแล้ว มันจะต้องปล่อยออก ไม่ยึดถือเอาไว้ แน่นอน
๑๑. วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็นในวิมุตติ) เมื่อปล่อยออก ก็คือ พ้นแล้ว เมื่อพ้นแล้วก็รู้ด้วยว่าพ้นแล้ว ประเด็นในตรงนี้คือ ในสภาวะที่พ้น มันอาจจะกลับกำเริบได้อีก แต่ในขั้น วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นลักษณะการพ้นที่ไม่กลับกำเริบแล้ว

 

 

ใน ๑๑ ขั้นตอนตรงนี้ จากศีลถึงวิมุตติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่มันเป็นลำดับเป็นขั้นๆ ตรงนี้ คือ ไม่ต้องเป็นลักษณะที่ต้องไปทำเจตนา ไม่ต้องไปบังคับ เพราะมันจะเป็นไปตามลำดับของมัน มันจะเกิดขึ้นได้ เป็นธรรมดาของมันอย่างนี้”

 

พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเทียบกับกิ่งหรือว่าใบของต้นไม้ ถ้าต้นไม้นั้นมีกิ่งใบอยู่สมบูรณ์ เปลือกภายนอกก็จะมีความสมบูรณ์ พอเปลือกภายนอกมีความสมบูรณ์ กระพี้ของมันก็จะมีความสมบูรณ์ พอกระพี้มีความสมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้น แก่นมันก็สมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้นมา…

 

พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำในเรื่อง ความสมบูรณ์และบริบูรณ์ ได้เคยเปรียบเทียบกับ ฝนตกลงบนภูเขาในที่ไกล ฝนตกลงมาก็จะทำให้ตามซอกห้วย ซอกเขา ซอกผาจะมีน้ำเต็มขึ้นมา พอซอกห้วย ซอกเขา ซอกผามีน้ำเต็มแล้ว บึงน้อย ๆ ก็เต็มขึ้นมา บึงน้อยเต็มแล้ว บึงใหญ่ก็เต็ม บึงใหญ่เต็มแล้ว แม่น้ำน้อยก็เต็ม แม่น้ำน้อยเต็มแล้ว แม่น้ำใหญ่ก็เต็ม แม่น้ำใหญ่เต็มแล้ว มหาสมุทรก็เต็มขึ้นมา ไล่ไปเป็นลำดับ ก็เป็นลักษณะเดียวกันว่า ต้องมีความบริบูรณ์ด้วย แล้วก็ต้องมีความสมบูรณ์ด้วย...อันนี้เป็นขาขึ้น

 

ในทางกลับกัน...ขาลง ต้องระวัง ศีลถ้าวิบัติแล้ว ความร้อนใจจะเกิดขึ้นทันที พอศีลวิบัติ ความร้อนใจเกิด ปราโมทย์ก็ดับ วิบัติเหมือนกัน ปราโมทย์วิบัติ ปีติก็วิบัติ ปัสสัทธิความสงบระงับก็ไม่มี มันวุ่นวาย พอปัสสัทธิความสงบระงับไม่มี ความสุขก็ไม่เหลือ ความสุขไม่เหลือ สมาธิก็หายไป ไม่เห็นตามที่เป็นจริง ไม่หน่าย ไม่คลายกำหนัด ไม่พ้นแล้ว ติดข้องอยู่เรื่อย เปรียบกับ ถ้าต้นไม้ถูกตัดกิ่งใบออกหมดแล้ว กาบ ลำต้น กระพี้ แก่นก็ไม่เหลือ เป็นเหมือนกับ “ต้นไม้ตาย”

 

“...ให้เห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย คือ เริ่มไล่มาตั้งแต่ศีลไปจนถึงเรื่องของปัญญา มันเป็นไปตามลำดับขั้น เป็นขั้นเป็นตอนไป ให้เราระวังให้ดี ได้หน้า อย่าลืมหลัง ได้สมาธิแล้ว อย่าผิดศีล เห็นตามที่เป็นจริงแล้ว อย่าคิดว่าสมาธิไม่สำคัญ ทุกอย่างมันต่อเนื่องกันมา ถ้าได้หน้า แล้วลืมหลัง มันแสดงถึงความที่มันยังไม่สมบูรณ์ ไม่บริบูรณ์ ขอให้ไปฝึกไป ทำให้มันดี”

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "อุปนิสาสูตรที่ ๑" เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
  • "อานิสงส์ตามลำดับการเกิดแห่งธรรมโดยไม่ต้องเจตนา (จากสีลถึงวิมุตติ)"

     

    เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๖/๒๐๘.
    อานนท์! ด้วยอาการอย่างนี้แล : ศีลอันเป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; อวิปปฏิสาร มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ความปราโมทย์ มีปีติเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ปีติ มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ปัสสัทธิ มีสุขเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; สุข มีสมาธิเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; นิพพิทา มีวิราคะเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ; วิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย.
    อานนท์! ศีลอันเป็นกุศล ย่อมยังอรหัตตผลให้บริบูรณ์โดยลำดับด้วยอาการอย่างนี้แล.
    เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๖/๒๐๙.
    ภิกษุ ท. ! เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “อวิปปฏิสารจงบังเกิดแก่เรา”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว อวิปปฏิสารย่อมเกิด (เอง).
    ภิกษุ ท. ! เมื่อไม่มีวิปปฏิสาร ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ปราโมทย์จงบังเกิดแก่เรา”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อไม่มีวิปปฏิสารปราโมทย์ย่อมเกิด (เอง).
    ภิกษุ ท. ! เมื่อปราโมทย์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ปีติจงบังเกิดแก่เรา”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อปราโมทย์แล้ว ปีติย่อมเกิด (เอง).
    ภิกษุ ท. ! เมื่อมีใจปีติแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “กายของเราจงรำงับ”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีใจปีติแล้ว กายย่อมรำงับ (เอง).
    ภิกษุ ท.! เมื่อกายรำงับแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงเสวยสุขเถิด”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อกายรำงับแล้ว ย่อมได้เสวยสุข (เอง).
    ภิกษุ ท. ! เมื่อมีสุขก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “จิตของเราจงตั้งมั่นเป็นสมาธิ”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น เป็นสมาธิ (เอง).
    ภิกษุ ท. ! เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงรู้ จงเห็นตามที่เป็นจริง”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ย่อมเห็นตามที่เป็นจริง (เอง).
    ภิกษุ ท. ! เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงเบื่อหน่าย”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ย่อมเบื่อหน่าย (เอง).
    ภิกษุ ท.! เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงคลายกำหนัด”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลายกำหนัด (เอง).
    ภิกษุ ท. ! เมื่อจิตคลายกำหนัดแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ”. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อคลายกำหนัดแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ (เอง).